บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เวทีดีเบตเปลี่ยนบทบาทไปอย่างเห็นได้ชัด จากพื้นที่โชว์คำคมและวาทะ กลายเป็นสนามวัดตัวนักการเมืองแบบหลีกไม่พ้น ใครคิดไม่ครบจะหลุด ใครปล่อยอารมณ์นำจะเสียเปรียบ และใครเคยผ่านงานจริงมาก่อนจะเห็นได้จากจังหวะตั้งโจทย์ วิธีตอบ และการคุมสถานการณ์ มากกว่าน้ำเสียงหรือคำพูดที่ดังและแรงกว่าใคร
การเมืองในช่วงนี้จึงไม่ได้วัดกันว่าใครพูดถูกใจคนฟัง แต่กำลังถูกจับตาว่าใครคิดต่อได้ไกลกว่า ใครรู้ว่าคำพูดหนึ่งประโยคจะลากผลกระทบไปไกลแค่ไหน และใครพูดได้เพราะไม่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผลลัพธ์ปลายทางด้วยตัวเอง
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีดีเบตสองเวทีที่สังคมหยิบมาเทียบพร้อมกันโดยแทบไม่ต้องชี้นำ เวทีหนึ่งเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ว่าด้วยสต๊อกข้าว 100 ตัน อีกเวทีเป็นเรื่องการต่างประเทศ ว่าด้วยการแสดงท่าทีของรัฐต่อแรงกดดันจากภายนอก แม้จะเป็นคนละเรื่อง แต่ทั้งสองเวทีกลับสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัด ว่าการเมืองของพรรคประชาชนหรือพรรคส้มยังขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจสูงและวาทะ ขณะที่ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยยืนอยู่บนประสบการณ์ การคุมสถานการณ์ และการมองผลลัพธ์ปลายทางเป็นหลัก
ดีเบตสต๊อกข้าว 100 ตัน ระหว่าง "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย กับ "ศิริกัญญา ตันสกุล" จากพรรคประชาชน ถูกพูดถึงไปมากแล้วในรายละเอียดเชิงเทคนิค ตัวเลข และกลไก แต่สิ่งที่คนดูจำนวนมากจับได้จริงกลับไม่ใช่ตัวเลข หากเป็นระดับของการคิดที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ศิริกัญญาพูดถึงผู้ประกอบการรายย่อย ความลำบากของคนตัวเล็ก และความตั้งใจจะรื้อกติกาเพื่อเปิดโอกาสให้มากขึ้น ภาษาแบบนี้ฟังดูดี เข้าถึงง่าย และสอดคล้องกับภาพการเมืองแบบพรรคส้มที่วางตัวเป็นฝ่ายยืนข้างประชาชน รวมถึงภาพความมั่นใจว่าพรรคพร้อมก้าวขึ้นมาบริหารเศรษฐกิจทั้งระบบด้วยตัวเอง
แต่เวทีดีเบตไม่ได้ถามว่าใครมีความตั้งใจดีมากกว่า สิ่งที่ถูกโยนลงกลางเวทีคือคำถามว่า หากเดินหน้าทำจริง ใครต้องเป็นคนรับผล
ตรงจุดนี้ ความต่างเริ่มเปิดให้เห็นชัดขึ้น
ความห้าวของพรรคส้มในเวทีนี้ไม่ได้แสดงออกผ่านน้ำเสียงหรือถ้อยคำแข็งกร้าว หากสะท้อนผ่านความมั่นใจว่าพรรคตัวเองพร้อมบริหารประเทศและเศรษฐกิจทั้งระบบ ความเชื่อว่าการรื้อกติกาจะพาไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ทำให้ข้อเสนอเต็มไปด้วยความกล้าในเชิงแนวคิด แต่ยังไม่ตอบให้ชัดว่า หากระบบขยับแล้วสะดุด ใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุน และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมา
ศุภจีไม่ได้โต้กลับด้วยอารมณ์ และไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของรายย่อย เธอค่อย ๆ พาคนดูออกจากโลกของความตั้งใจ ไปเห็นภาพของระบบจริง ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจไม่เคยหายไปเพียงเพราะมีการปรับกติกา ความเสี่ยงมักเปลี่ยนตำแหน่งเสมอ หากผู้ส่งออกไม่ถูกกำหนดให้รับความเสี่ยง ภาระดังกล่าวจะไหลไปกองอยู่กับชาวนาและรายเล็กทันที
สิ่งที่ศุภจีพูดจึงไม่ใช่การปกป้องทุนใหญ่ และไม่ใช่การขู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการอธิบายโครงสร้างที่คนทำงานหน้างานเผชิญอยู่จริง ว่าทุกการตัดสินใจมีต้นทุน และต้นทุนนั้นต้องมีคนรับผิดชอบ
เวทีวันนั้นจึงไม่ได้ตัดสินกันว่าใครพูดเพราะกว่า แต่ชี้ให้เห็นว่าใครมองปลายทางของระบบครบกว่า และใครพร้อมรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจจริง ภาพของศุภจีในฐานะตัวแทนพรรคภูมิใจไทยที่เคยคุมงาน คุมงบ และคุมความเสี่ยง ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องใช้คำแรงแม้แต่คำเดียว ขณะที่ศิริกัญญายังสะท้อนภาพนักการเมืองพรรคประชาชนที่พูดจากแนวคิดและความเชื่อ มากกว่าประสบการณ์ภาคปฏิบัติ
ภาพจำลักษณะเดียวกัน แต่ชัดและเข้มข้นกว่า ปรากฏบนเวทีดีเบตด้านการต่างประเทศซึ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ระหว่าง "สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว" ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย กับ "รังสิมันต์ โรม" จากพรรคประชาชน
เวทีนี้ไม่ใช่การถกเชิงนโยบายยาว ๆ หากเป็นการวัดวุฒิภาวะทางการเมืองแบบเห็นกันตรงหน้า ว่าใครเข้าใจโลกจริงของการต่างประเทศ และใครยังยืนอยู่ในกรอบการเมืองเชิงเวที
รังสิมันต์ โรม เปิดคำถามโดยพุ่งตรงไปที่อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมใช้คำว่า “แกว่งปากหาเสี้ยน” เพื่อโจมตีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐอเมริกาของผู้นำฝ่ายบริหาร โรมพูดชัดว่าเขาเห็นด้วยกับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่ตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องแสดงท่าทีในลักษณะนี้
คำถามดังกล่าวฟังเผิน ๆ เหมือนการตรวจสอบ แต่เมื่อตามฟังให้ครบ น้ำหนักของมันคือการตำหนิว่าการตอบโต้ประเทศมหาอำนาจเป็นเรื่องเกินจำเป็น เป็นการแสดงออกที่ควรหลีกเลี่ยง โรมไม่ได้เสนอแนวทางว่ารัฐควรทำอย่างไรหากถูกกดดันจากภายนอก แต่เลือกตัดสินลีลาการสื่อสารจากมุมของนักการเมืองที่ไม่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผลลัพธ์ด้านการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคงโดยตรง
คำว่า “แกว่งปากหาเสี้ยน” จึงสะท้อนความห้าวในเชิงวาทะของการเมืองสายเวที ที่ให้ความสำคัญกับการไม่ชน มากกว่าการรักษาศักดิ์ศรีและอำนาจต่อรองของประเทศ
สีหศักดิ์ไม่โต้กลับด้วยอารมณ์ และไม่เสียเวลาเล่นตามเกมคำแรง เขาตัดบทด้วยคำถามกลับที่ตรงและหนักในเชิงเหตุผลว่า “แล้วเราจะปล่อยให้เขาเล่นงานเราตลอดเวลาหรือครับ” ประโยคสั้น ๆ นี้ดึงคนดูออกจากอารมณ์ ไปสู่โจทย์ที่ฝ่ายบริหารต้องเผชิญจริง หากประเทศถูกกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐจะเลือกนิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทก หรือแสดงท่าทีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง
สีหศักดิ์ย้ำชัดว่าประเทศมีศักดิ์ศรี การตอบโต้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์หรือการใส่ร้าย หากเป็นการยืนอยู่บนหลักการของรัฐ แรงกดดันด้านภาษีนำเข้า การค้า หรือเงื่อนไขที่กระทบความมั่นคง ล้วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อาจนิ่งเฉยได้ เสียงปรบมือที่เกิดขึ้นในห้องส่งจึงไม่ได้มาจากความสะใจ แต่มาจากการเห็นภาพว่าหากรัฐไม่แสดงท่าทีในจังหวะจำเป็น ผลเสียจะลามไปถึงประเทศทั้งประเทศ
เมื่อวางสองเวทีนี้เคียงกัน ภาพจำทางการเมืองชัดขึ้นโดยแทบไม่ต้องขยายความ พรรคประชาชนสะท้อนการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจสูง ทั้งในรูปแบบอุดมคติทางนโยบายและความห้าวเชิงวาทะ ศิริกัญญาและรังสิมันต์ โรม แสดงภาพนักการเมืองที่กล้า พูดเก่ง และมั่นใจว่าพรรคพร้อมบริหารประเทศ แต่ยังไม่แสดงให้เห็นความพร้อมในการแบกผลลัพธ์ระยะยาวเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คิด
ในอีกด้าน ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยทั้งศุภจีและสีหศักดิ์ แสดงการเมืองอีกแบบหนึ่ง การเมืองที่ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่ต้องคิดครบ และต้องรู้ว่าทุกคำพูดและทุกการตัดสินใจมีต้นทุนจริงรองรับอยู่เสมอ
ดีเบตสองเวทีที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันจึงทำหน้าที่ครบถ้วน ไม่ได้ชี้นิ้วบอกว่าควรเลือกใคร แต่ทำให้เห็นชัดว่าใครยังยืนอยู่บนการเมืองเชิงเวที และใครพร้อมก้าวไปสู่การบริหารประเทศในโลกความเป็นจริง
ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังตัดสินใจอนาคต ภาพจำเหล่านี้อาจไม่ดังเท่าคำปราศรัย แต่กำลังทำงานอย่างเงียบ ๆ และหนักแน่นกว่า เพราะปรากฏผ่านวิธีคิด วิธีตอบ และความรับผิดชอบที่สังคมเห็นพร้อมกันบนเวทีเดียวกันทั้งหมด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ชูวิทย์' ลั่นจะรณรงค์สุดความสามารถ เพื่อสั่งสอนพรรคประชาชน
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า สงครามสั่งสอน.
พี่คนดี ร่ายกลอนฟาดยับ 'ตรรกะลายด่าง'
เพจ P.khondee (พี่คนดี กวีสมัครเล่น) โพสต์บทกลอนเรื่อง "ตรรกะลายด่าง" ระบุว่า
'พีระพันธุ์' ปล่อยคาราวาน 'รวมไทยสร้างชาติ ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้'
ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
'โบว์' ซูฮกปรากฏการณ์ Super G ฟีเวอร์
“โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา พิธีกรวิเคราะห์ข่าว นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง โพสต์เ
'ศุภจี' ลุยตลาดคลองจั่น เสียงเชียร์แน่น มอบดอกไม้-ถ่ายรูปรัว หนุน 'ฐิติภัสร์' เบอร์ 13
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม., นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร
'เอ็ดดี้' ชำแหละ 'เทวดาข่าว' วางตัวไม่เป็นกลาง
นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" อินฟลูเอนเซอร์ทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ น

