
อย่าติดกับดักกรงขังประสบการณ์! ‘เชษฐา’ ชี้ให้โอกาสรัฐบาลใหม่ทำงาน บริบทการเมืองเปลี่ยน ไม่ซ้ำรอยอดีต ระบบตรวจสอบพัฒนาทุกมิติ แนะรอดูผลงานก่อนตัดสิน
1 มี.ค.2569-ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ตอบคำถามปมความกังวลของสังคมบางส่วนที่กังวลรัฐบาลภูมิใจไทยจะควบรวมอำนาจจนซ้ำรอยวิกฤตการเมือง ปี 44-48 ว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และแรงกดดันด้านความมั่นคงในภูมิภาค ประเทศไทยถูกรุมเร้าจากปัญหาของโลก มองว่า จำเป็นต้องให้โอกาสรัฐบาลชุดใหม่ได้เริ่มทำงาน เขามีสิทธิชอบธรรมในการบริหารประเทศ เนื่องจากกระบวนการได้มาซึ่งรัฐบาลมีความชอบตามกฎหมายทุกประการ
ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งได้ข้อยุติแล้ว ในภาพรวมเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและระบอบประชาธิปไตย ขอย้ำว่า แม้การเลือกตั้งจะมีข้อโต้แย้งและการใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่กระบวนการโดยรวมยังดำเนินไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านก็มีบทบาทตรวจสอบตามกลไก ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก
ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่นำรัฐบาลชุดใหม่ไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลในอดีต โดยเฉพาะช่วงปี 2544-2548 ว่าความเห็นดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการตามประชาธิปไตย เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่สามารถนำประสบการณ์ในอดีตมาใช้ตัดสินผลลัพธ์ล่วงหน้าได้
“ปัจจุบันระบบตรวจสอบทางการเมืองของไทยมีความเข้มแข็งกว่าที่ผ่านมา ทั้งองค์กรอิสระ ภาคประชาชน และสื่อมวลชนที่ตื่นตัวมากขึ้น ขณะที่ประชาชนเองก็มีการรับรู้และติดตามการเมืองมากกว่าในอดีต นี่คือสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม มันพัฒนาขึ้น มันยกระดับขึ้น คนเองก็เหมือนกัน ระบบการเมืองเราก็ก้าวหน้าไปมาก สิ่งเหล่านี้จะไม่อาจทำให้การเมืองไทยย้อนยุคกลับไปเช่น 20-30 ปีที่แล้วได้ การเมืองหลังเลือกตั้งควรเดินหน้าต่อ ให้รัฐบาลได้แสดงผลงานก่อน แล้วสังคมจึงค่อยประเมินว่าดีหรือไม่ดี การนำอดีตมาตัดสินอนาคตทันทีทั้งที่รัฐบาลใหม่ยังไม่เกิดขึ้น จะไม่สะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม”
ดร.เชษฐา ย้ำว่า การให้โอกาสรัฐบาลและการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญ เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่กำลังเผชิญอยู่ในระยะต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมา แสดงความกังวลว่ารัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทย อาจกำลังเดินตามแนวทางของระบอบทักษิณ ซึ่งนำมาซึ่งวิกฤตการเมืองในช่วงเวลาต่อมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สส.ภูมิใจไทย แถลงไขทำไมไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์
นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่?
'อนุทิน' ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน แต่เป็นผู้สร้างจิตสำนึกรัก 3 สถาบันหลัก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนท์ระบอบสีน้ำเงินว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเอเจนท์
นักวิชาการ ชี้ ใช้ TikTok หรือไม่ ไม่สำคัญเท่าฟังเสียง ‘ครู-นร.’ หรือยัง แนะลดงานเอกสาร ไม่ใช่ลดงานทำสื่อการสอน
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ นโยบาย ศธ. ลดภาระงานครู จับมือ TikTok ให้ครูใช้ AI ทำคลิปสั้น 2 นาทีสอนเด็ก อาจไม่ใช่ทางออกในการลดภาระงานครู ระบุ ควรลดงานที่ไม่จำเป็นต่อการสร้
สส.ศรีสะเกษ ถามพรรคส้ม ภูมิใจไทยผิดข้อตกลง MOA ตรงไหน
นายธนา กิจไพบูลย์ชัย สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ก.ย.68 ที่พรรคประชาชน
'เท้ง' แถลงโต้ สว. ขู่ฟ้องวิจารณ์สีน้ำเงินกินรวบประเทศ ลั่นอยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่านี้
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญ ของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี
เอาแล้ว 'นพรุจ' ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง 'เท้ง' หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล
'นพรุจ' ยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา พิจารณาสั่ง 'เท้ง' หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตอนนัดฟังคำสั่งคดี 44 สส. หล่าวหา 'ระบอบสีน้ำเงิน' ใหญ่กว่าพรรคภูใจไทย เข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ

