
การเลือกตั้งไทยไม่ได้เป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังมีเรื่องต้องแก้ไขจริง ทั้งการจัดการหน่วยเลือกตั้ง การสื่อสารข้อมูลระหว่างกระบวนการ และการอธิบายข้อสงสัยให้ประชาชนเข้าใจตรงกันในเวลาที่เหมาะสม ประเด็นเหล่านี้ถูกตั้งคำถามมานาน และเป็นสิ่งที่ควรถูกตรวจสอบต่อไปอย่างจริงจัง
ความไม่พอใจต่อกลไกจึงไม่ใช่เรื่องผิด การตั้งคำถามต่อระบบเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองในระบอบเลือกตั้ง และเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่เปิดให้ตรวจสอบอำนาจรัฐ
แต่การยอมรับว่าระบบต้องพัฒนา ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาทุกอย่างจะกลายเป็นความจริงโดยอัตโนมัติ การวิจารณ์เชิงโครงสร้างกับการกล่าวหาเชิงการเมืองเป็นคนละเรื่อง และจำเป็นต้องแยกออกจากกันให้ชัด โดยเฉพาะเมื่อข้อกล่าวหาถูกขยายจากระดับเขตไปสู่การตั้งคำถามต่อทั้งประเทศ ทั้งที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงหนักแน่นรองรับ
การร้องขอให้นับคะแนนใหม่เป็นสิทธิที่กฎหมายเปิดไว้ และหลายพื้นที่ก็เดินตามช่องทางนี้แล้ว กระบวนการตรวจสอบจึงไม่ได้ถูกปิดตายตามที่ถูกกล่าวอ้าง
แต่การเมืองไม่ได้จบที่การยื่นคำร้อง วัดกันที่ท่าทีหลังรู้ผลซ้ำอีกครั้ง ว่ายอมรับข้อยุติของกระบวนการหรือไม่ หากผลไม่ถูกใจแล้วยังไม่ยอมจบ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เรื่องขั้นตอนทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องวิธีคิดต่อประชาธิปไตย
กรณีปทุมธานี เขต 7 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงมาก มีการร้องเรียนและมีการนับคะแนนใหม่ โดยครั้งนั้นไม่ได้ใช้เจ้าหน้าที่ชุดเดิมทั้งหมด แต่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาร่วมตรวจนับ รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่หลายคนแสดงจุดยืนสนับสนุน พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม อย่างเปิดเผย
ผลที่ออกมาแทบไม่ต่างจากเดิม คลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งถึงสองคะแนน และไม่เปลี่ยนผู้ชนะในเขตนั้น รายละเอียดนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นคนนับ แต่อยู่ที่การพร้อมจะยอมรับผลหรือไม่ เมื่อผลนั้นไม่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายพ่ายแพ้
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “บัตรเขย่ง” ตัวเลขลักษณะนี้เกิดจากความคลาดเคลื่อนของระบบและรายงานผลระหว่างทาง และเกิดกับผู้สมัครทุกพรรคในบางพื้นที่
เมื่อปิดกระบวนการแล้ว ไม่พบเขตใดที่คะแนนมากกว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถูกยืนยันซ้ำหลายครั้ง แต่กลับไม่ถูกพูดถึงในสัดส่วนเดียวกับข้อกล่าวหาระหว่างทาง
สิ่งที่ควรตั้งคำถามจึงไม่ใช่ตัวเลขช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่เป็นการเลือกหยิบตัวเลขบางช่วงมาขยายผล ข้อมูลที่ยังไม่สิ้นกระบวนการถูกนำไปปลุกอารมณ์ ขณะที่ผลสรุปที่ไม่เปลี่ยนสาระสำคัญกลับไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าเดิม
วิธีเล่าเช่นนี้ทำให้ความสงสัยถูกยกระดับเป็นข้อกล่าวหา โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองตามลำดับขั้น และทำให้การตรวจสอบถูกใช้งานในเชิงการเมืองมากกว่าการหาข้อเท็จจริง
เมื่อมองการเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้ง จะเห็นรูปแบบที่ชัดขึ้น ผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่ของตนเอง แต่ขยายตัวเป็นเครือข่ายผู้สนับสนุนในหลายพื้นที่ พร้อมกรอบคำอธิบายในทิศทางเดียวกัน
ในโลกออนไลน์ การติดแฮชแท็ก #นับใหม่ทั่วประเทศ ถูกผลักดันอย่างเป็นระบบในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคส้ม จากข้อสงสัยเฉพาะพื้นที่ถูกขยายเป็นข้อกล่าวหาระดับชาติอย่างรวดเร็ว จนคำถามไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรผิดพลาด แต่คือกำลังพาเรื่องไปไกลแค่ไหน และจะหยุดตรงใด
กรณีชลบุรี เขต 1 เป็นอีกภาพที่กำลังเกิดขึ้นจริง พรรคส้มตั้งความคาดหวังสูงว่าจะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้ ทั้งจากฐานคะแนนเดิมและการสร้างภาพลักษณ์โจมตีคู่แข่งล่วงหน้า
ผลที่ออกมากลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้สมัครจากพรรคส้มแพ้ให้กับ “สุชาติ ชมกลิ่น” จาก พรรคภูมิใจไทย ด้วยคะแนนห่างเกือบห้าพันเสียง ช่องว่างระดับนี้ไม่ใช่ผลแพ้ชนะเฉียดฉิว แต่เป็นผลที่สะท้อนการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ดังกล่าวกลับนำไปสู่การประท้วง การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ และการปลุกกระแสในโลกออนไลน์ เพื่อกดดันกระบวนการเลือกตั้งเมื่อผลไม่เป็นไปตามความคาดหวัง
ข้อกล่าวหาถูกโยงไปไกล ตั้งแต่บทบาทการทำงานในอดีต ไปจนถึงการกล่าวอ้างเรื่องการทุจริตในระบบประกันสังคม ทั้งที่ประเด็นเหล่านี้ยังอยู่ในระดับข้อมูลและการตีความ ไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ข้อเท็จจริงสำคัญข้อเดียว คือผลเลือกตั้งไม่ตรงกับสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งคาดหวังไว้ล่วงหน้า
อีกข้อสังเกตที่ควรพูดถึง คือผู้ที่ออกมาแสดงบทบาทในการประท้วงและเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในบางพื้นที่ ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น และไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เลือกตั้งดังกล่าว การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้จึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในเขตเลือกตั้ง
ในทางปฏิบัติ พบว่าบางคนปรากฏตัวในการประท้วงที่เขตเลือกตั้งในจังหวัดปทุมธานี ก่อนจะไปปรากฏตัวอีกครั้งในเขตหนึ่งจังหวัดชลบุรี ทั้งที่ไม่ได้มีสถานะหรือสิทธิใดเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของพื้นที่เหล่านั้น
การเคลื่อนไหวข้ามพื้นที่เช่นนี้ สะท้อนว่าการแสดงออกไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประชาชนในเขตเลือกตั้ง หากเป็นการเคลื่อนไหวของเครือข่ายผู้สนับสนุนพรรคส้มที่ร่วมกันผลักประเด็นเดียวกันในหลายพื้นที่
สิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม คือบทบาทของแกนนำพรรคส้มต่อสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง แม้จะไม่ปรากฏการนำมวลชนโดยตรง แต่ท่าทีที่ออกมาแสดงความเห็น สนับสนุนข้อเรียกร้อง และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของผลเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นการให้ท้ายกระแสความไม่ยอมรับผลมากกว่าการช่วยคลี่คลายสถานการณ์
การไม่แสดงจุดยืนชัดเจนเพื่อยุติแรงกดดัน การปล่อยให้ข้อกล่าวหาเดินต่อไปในโลกออนไลน์ และการใช้ถ้อยคำที่ตอกย้ำความรู้สึกว่าผลเลือกตั้ง “ยังไม่จบ” ล้วนส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังผู้สนับสนุนว่า การประท้วงและการเรียกร้องยังสามารถดำเนินต่อได้
หากมองลึกลงไปอีกขั้น จะพบว่าพรรคส้มมีประสบการณ์ความสำเร็จทางการเมืองต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ที่สามารถคว้าที่นั่งจำนวนมากเกินความคาดหมาย ต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกลที่เคยขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ความสำเร็จเหล่านี้หล่อหลอมความคาดหวังว่าชัยชนะควรเป็นบทสรุปปกติของการเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุดไม่ให้คำตอบแบบเดิม ความผิดหวังจึงไม่ได้จบลงที่การยอมรับความพ่ายแพ้ แต่แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกว่าผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น และต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม
ในบริบทเช่นนี้ ความพ่ายแพ้จึงถูกมองไม่ใช่ในฐานะผลของการแข่งขันตามกติกา แต่เป็นสิ่งที่ถูกท้าทาย และนำไปสู่การตั้งคำถามซ้ำ ๆ ต่อความชอบธรรมของผลเลือกตั้ง
หากข้อเรียกร้องถูกขยายไปสู่การนับคะแนนใหม่ในระดับประเทศ คำถามสำคัญที่ไม่อาจเลี่ยงคือ กระบวนการนี้จะสิ้นสุดตรงไหน การนับใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ ใช้เวลา และสร้างภาระให้กับระบบเลือกตั้งทั้งประเทศ
การนับคะแนนใหม่แต่ละครั้ง หมายถึงการระดมเจ้าหน้าที่ การดูแลความเรียบร้อย การชะลอกระบวนการรับรองผล และการยืดความไม่แน่นอนทางการเมืองออกไป หากผลยังออกมาไม่เปลี่ยน คำถามคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่าย เวลา และความเชื่อมั่นของประชาชนที่ถูกดึงให้ค้างอยู่กับความขัดแย้ง
หากยอมรับตรรกะว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่พอใจผล ก็สามารถเรียกร้องให้นับใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา การเลือกตั้งจะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างข้อยุติได้อีกต่อไป และประเทศจะติดอยู่ในวงจรของการเลือกตั้งที่ไม่มีวันจบ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพอใจ
ในจุดนี้ ปัญหาไม่ใช่การตรวจสอบ แต่คือการปฏิเสธข้อยุติ หากการนับใหม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือยื้อเวลาและกดดันระบบ มากกว่าการแสวงหาความจริง ประชาธิปไตยก็จะเหลือเพียงชื่อ แต่ไม่เหลือความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม
อีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม คือประชาชนจำนวนมากที่ออกไปใช้สิทธิ์และเลือกพรรคการเมืองอื่น ไม่ใช่พรรคส้ม เสียงของพวกเขาไม่ได้ด้อยค่า และไม่ได้มีความหมายลดลงเพียงเพราะไม่ได้อยู่ในกระแสออนไลน์
เมื่อผลเลือกตั้งถูกตั้งคำถามซ้ำ ๆ สิ่งที่ถูกกระทบไม่ใช่แค่หน่วยงานจัดการเลือกตั้ง แต่คือความรู้สึกของประชาชนอีกจำนวนมากที่ใช้สิทธิ์อย่างสุจริต แล้วพบว่าการตัดสินใจของตนถูกลดคุณค่า เพราะไม่ได้เลือกฝ่ายที่ส่งเสียงดังที่สุด
ประชาธิปไตยไม่ได้ให้น้ำหนักกับเสียงที่ดังมากกว่า แต่ให้น้ำหนักกับกระบวนการและจำนวน หากประชาธิปไตยถูกใช้เฉพาะในวันที่ตัวเองชนะ สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นประชาธิปไตยในแบบที่ต้องชนะเท่านั้นถึงยอมรับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่ปิดกั้นเพื่อไทย! 'อนุทิน' หยอก 'จุลพันธ์' น่ารัก สวมเสื้อสีน้ำเงินแถลงข่าว เจอกันก็เรียกพี่หนูเหมือนเดิม
"อนุทิน" ร้องโอ้ว หลังเห็นภาพ "จุลพันธ์" สวมเสื้อยืดน้ำเงินสูทฟ้าแถลงข่าว บอก "ไม่หนิมไม่หนูแล้ว" ชม หนิมน่ารัก เชื่อเจอกันเรียกพี่หนูเหมือนเดิม ชี้ ช่วงหาเสียงเป็นเรื่องธรรมดา มีกระทบกระทั่งโจมตี ยังอุบดึงร่วมรัฐบาล
‘ช่อ’ ปลุกด้อมส้มอย่ายอม! ต้องกดดัน กกต.สั่งนับใหม่
นางสาวพรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า กกต. แถลง ไม่ #นับใ
ดร.ณัฏฐ์ ฉะประท้วงนับใหม่ ชลบุรีเขต 1 เข้าข่ายกฎหมู่เหนือกฎหมาย
นักกฎหมายมหาชนชี้ การขัดขวางขนย้ายหีบบัตรหลังนับคะแนนเสร็จ ไม่มีกฎหมายรองรับ การขอนับคะแนนใหม่ต้องโต้แย้งขณะนับเท่านั้น หากเห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต เปิดช่องร้องคัดค้านตามกฎหมายภายใน 30 วัน
'เสี่ยเฮ้ง' ซัด ผู้นำจิตวิญญาณป่วนนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี แขวะ เหมือนเด็กงอแงอยากกินลูกอม
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า ตรงนี้ต้องแยกหน้าที่ก่อน หน้าที่ตนจบตั้งแต่
เอาแล้ว 'น้ำแข็ง' ปลุก! นี่คือการโกงเลือกตั้งครั้งมโหฬาร
ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่า มาถึงเวลานี้ มันก็ชัดเจนแล้วนะ ว่านี่คือการโกงเลือกตั้งครั้งมโห
'ไอติม' จี้กกต.เปิดรายงานนับคะแนนทุกหน่วยทั่วประเทศโดยเร็ว
พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม แกนนำพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่า ยิ่งโปร่งใส ยิ่งไร้ข้อครหา: กกต. ต้องเปิดเผย “รายงานผลการนับคะแนน” ของทุกห

