
31 มี.ค.2569- ดร.ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเพจ ธารินี วรินทรากุล – Tharinee Warintrakul ถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.พลังงานว่า ตอนเป็น รมว.พลังงานก็ไม่เห็นงานเชิงโครงสร้าง พอมาถึงวิธีทำงาน ก็ยังทำให้ทั้งกระทรวงต้องวิ่งตามคนคนเดียว
ถ้าปัญหาของนักการเมืองบางคนคือไม่สามารถสร้างผลงานเชิงโครงสร้างให้ประชาชนเห็นได้อย่างชัดเจน ปัญหาของบางคนอาจหนักกว่านั้น คือไม่ได้เพียงไม่ทำให้ระบบดีขึ้น แต่กลับทำให้ทั้งระบบต้องเสียเวลา เสียกำลัง และเสียระเบียบไปกับความสะดวกของตัวเอง
กรณีของคุณพีระพันธุ์ก็ชวนให้สังคมตั้งคำถามในมิตินี้อย่างจริงจัง
เพราะถ้าย้อนกลับไปดูตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คำถามเดิมที่ค้างอยู่ก็ยังไม่หายไปไหน นั่นคือ ตกลงได้ทำอะไรเชิงโครงสร้างไว้บ้างในเรื่องพลังงานที่ประชาชนจับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่การแสดงบทบาท ไม่ใช่แค่ภาพของคนที่เหมือนจะเข้าใจปัญหา แต่คือผลงานที่ทำให้โครงสร้างราคาพลังงานโปร่งใสขึ้น กลไกทำงานชัดขึ้น และประชาชนเข้าใจระบบมากขึ้น
คำถามนี้ยังไม่ทันได้คำตอบที่แน่นพอ
วันนี้กลับมีคำถามใหม่ที่หนักไม่แพ้กันตามมาอีกว่า
ในเชิงการบริหารงานจริง คุณทำให้กระทรวงพลังงานเป็นกระทรวง หรือทำให้กระทรวงทั้งกระทรวงต้องวิ่งตามตารางชีวิตของรัฐมนตรีคนหนึ่งกันแน่
เพราะมีรายงานสาธารณะตั้งแต่ช่วงเข้ารับตำแหน่งว่า คุณพีระพันธุ์เลือกใช้ บ้านพิบูลธรรม เป็นสถานที่ทำงาน แทนการใช้ห้องทำงานรัฐมนตรีที่กระทรวงพลังงานในอาคาร Energy Complex ตามปกติ และสื่อหลายแห่งรายงานตรงกันว่าเป็นการเลือกใช้บ้านพิบูลธรรมเป็นฐานทำงานตั้งแต่เริ่มต้นรับตำแหน่ง
ประเด็นจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “จะนั่งที่ไหน”
แต่คือเรื่อง ทัศนคติต่อสำนักงานรัฐมนตรีและระบบราชการ
เพราะถ้าจะอ้างตรรกะว่า “รัฐมนตรีนั่งที่ไหน สำนักงานรัฐมนตรีก็อยู่ที่นั่น” คำถามที่ต้องถามกลับทันทีคือ แล้วอย่างนี้ต่อไปจะทำงานจากที่บ้านก็ได้ใช่ไหม นั่งตรงไหนก็ยกให้ตรงนั้นเป็นสำนักงานได้หมดใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นจะมีกระทรวงไว้ทำไม จะมีห้องทำงานรัฐมนตรีไว้ทำไม จะมีระบบงานที่ออกแบบมาเพื่อให้การนัดหมาย การประสานงาน การลงนามเอกสาร และการสั่งการเกิดขึ้นในสถานที่ราชการไปเพื่ออะไร
ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่งานฟรีแลนซ์
กระทรวงไม่ใช่ co-working space
และ “สำนักงานรัฐมนตรี” ก็ไม่ใช่ของเหลวที่จะย้ายไปอยู่ตรงไหนก็ได้ตามความสะดวกของผู้ดำรงตำแหน่ง
ยิ่งเมื่อมีข้อมูลสาธารณะว่าบ้านพิบูลธรรมถูกใช้เป็นสถานที่ทำงานแทนกระทรวงจริง คำถามเรื่องหลักการยิ่งหลีกไม่พ้น เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมในการเลือกสถานที่ทำงาน แต่คือเรื่องว่า รัฐมนตรีกำลังทำให้ระบบนิ่ง หรือกำลังทำให้ทั้งระบบต้องขยับตามตัวเอง
และเมื่อตำแหน่งรัฐมนตรีเลือกทำให้ “จุดศูนย์กลางของการสั่งการ” ไม่อยู่ที่กระทรวง ผลที่ตามมามันไม่ได้จบที่ภาพลักษณ์ แต่มันลงไปถึงภาระของข้าราชการทันที
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐมนตรีไม่ทำให้สำนักงานรัฐมนตรีเป็นสำนักงานจริง
ไม่ทำให้ห้องทำงานในกระทรวงเป็นที่ทำงานจริง ไม่ทำให้เวลาราชการเป็นเวลาราชการจริง
เมื่อนั้นข้าราชการจะไม่ได้ทำงานตามระบบอีกต่อไป แต่จะต้องทำงานตามความสะดวกของผู้บังคับบัญชา
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร
เกิดภาระการประสานเพิ่ม
เกิดการขนย้ายเอกสารเพิ่ม
เกิดการตามแฟ้มเพิ่ม
เกิดการรอคำสั่งเพิ่ม
เกิดการใช้คน ใช้รถ ใช้เวลา ไปกับการทำให้รัฐมนตรีคนหนึ่ง “สะดวก” มากกว่าการทำให้งานราชการ “เดิน”
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเสียงวิจารณ์ตามมาอีกว่า รูปแบบการทำงานของเขาไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการเลย
เพราะมีภาพจำทางการเมืองว่า
บางวันเข้าทำงานช่วงบ่าย
บางวันโผล่เอาช่วงเย็น
บางวันก็แทบไม่เห็นเข้าทั้งที่กระทรวง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และก็ไม่ปรากฏบทบาทที่ทำเนียบอย่างสม่ำเสมอในฐานะรองนายกรัฐมนตรี
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ท่านสะดวกเวลาไหน” แต่คือ ตำแหน่งระดับนี้ยังเหลือมาตรฐานเวลาทำงานแบบราชการอยู่หรือไม่
เพราะยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งไม่ควรทำให้องค์กรทั้งองค์กรต้องคอยเดาวันนี้ท่านจะเข้าที่ไหน เข้ากี่โมง หรือจะเข้าเลยหรือไม่
การเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่งานที่เลือกเข้าเมื่อพร้อม และการเป็นรองนายกฯ ก็ไม่ใช่บทบาทเชิงสัญลักษณ์ที่จะปรากฏเฉพาะเวลามีกล้องหันหา หากคนทั้งกระทรวงต้องคอยรอจังหวะ คอยตามแฟ้ม คอยเดาเวลา คอยปรับตารางทั้งระบบให้สอดรับกับความไม่แน่นอนของผู้บังคับบัญชา ปัญหานั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องบุคลิกส่วนตัวอีกต่อไป แต่มันคือ ต้นทุนของรัฐที่ประชาชนต้องจ่ายแทนวินัยการทำงานของนักการเมืองคนหนึ่ง
นี่คือปัญหาใหญ่ของคนที่ไม่เข้าใจว่า ตำแหน่งสูงขึ้นไม่ได้แปลว่าทั้งระบบต้องย้ายตาม
แต่แปลว่าคนในตำแหน่งต้องทำให้ระบบยิ่งเสถียรขึ้นต่างหาก
คนที่เข้าใจหน้าที่สาธารณะจริง จะรู้ว่า
ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งต้องทำให้ระบบนิ่ง
ไม่ใช่ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งทำให้คนทั้งกระทรวงต้องคอยเดาว่าวันนี้ท่านอยู่ที่ไหน เข้าทำงานหรือยัง เซ็นแฟ้มได้หรือยัง
เพราะงานราชการไม่ใช่งานอดิเรก
การลงนามเอกสารไม่ใช่กิจกรรมตามอารมณ์
และการบริหารกระทรวงไม่ใช่เรื่องของการออกแบบทุกอย่างให้หมุนรอบตัวรัฐมนตรีคนเดียว
ยิ่งเมื่อเอาไปวางคู่กับคำถามก่อนหน้านี้ ภาพมันยิ่งชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่เป็นรูปแบบทางการเมืองแบบเดียวกันทั้งหมด
ตอนเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ก็ไม่ปรากฏผลงานเชิงโครงสร้างที่หนักแน่นพอให้สังคมจำ
ตอนประชุมในระบบ ก็มีคำพูดทำนองว่าคนในระบบตอบคำถามไม่ได้
ตอนทำงานในฐานะ ครม. ก็มีข้อวิจารณ์เรื่องเอาอารมณ์ส่วนตัวมาปะปนกับหน้าที่
และพอมาถึงการทำงานในกระทรวงของตัวเอง ก็ยังมีคำถามอีกว่า ทำไมต้องทำให้ระบบราชการทั้งกระทรวงต้องวิ่งตามความสะดวกของคนคนเดียว
แบบนี้จะเรียกว่าการบริหารได้อย่างไร
เพราะรัฐมนตรีไม่ได้มีไว้ให้ราชการวิ่งตาม
รัฐมนตรีมีไว้ให้ราชการเดินได้เร็วขึ้น ชัดขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้น
ถ้าระบบทั้งระบบต้องเสียเวลาไปกับการหาจุดนัดพบใหม่
หาทางส่งแฟ้มใหม่
หาคนประสานใหม่
หาวิธีเอางานไปวางตรงหน้าผู้บังคับบัญชาใหม่
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภาระต้นทุนของรัฐเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มเพื่อประชาชน มันเพิ่มเพื่อรองรับความสะดวกของผู้มีอำนาจ
นี่ต่างหากที่น่าถาม
รัฐมนตรีมีไว้เพื่อให้ระบบทำงานง่ายขึ้น หรือมีไว้เพื่อให้ทั้งระบบต้องเหนื่อยขึ้น
เพราะข้าราชการไม่ได้มีหน้าที่แบกแฟ้มวิ่งตามไลฟ์สไตล์ของนักการเมือง
ข้าราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชน
และรัฐมนตรีที่ดี ก็ต้องทำให้ข้าราชการใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาให้ประชาชน
ไม่ใช่ใช้เวลาไปกับการจัดคิว จัดรถ จัดคน และจัดเอกสาร เพื่อให้ผู้บังคับบัญชารู้สึกว่าสะดวกที่สุด
พูดให้ตรงที่สุดก็คือ
ถ้าตอนเป็น รมว.พลังงาน ก็ยังไม่เห็นงานเชิงโครงสร้างชัด
พอมาถึงรูปแบบการทำงาน ก็ยังมีภาพของการเลือกใช้ บ้านพิบูลธรรม เป็นฐานแทนกระทรวงตั้งแต่ต้น
แถมยังมีเสียงวิจารณ์เรื่องเวลาเข้าทำงานที่ไม่แน่นอนอีก
คำถามที่ประชาชนมีสิทธิ์ถามจึงไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
แต่คือ
แล้วอย่างนี้จะมีสำนักงานรัฐมนตรีในกระทรวงไว้ทำไม
หรือจริง ๆ แล้ว ท่านแค่อยากให้ทั้งกระทรวงย้ายตามความสะดวกของตัวเอง
ถ้าคำตอบคือใช่
นั่นก็ไม่ใช่ภาวะผู้นำ
แต่มันคือการเอาตำแหน่งสาธารณะมารองรับความสะดวกส่วนตัว
และทำให้ทั้งระบบราชการต้องปั่นป่วนเพราะคนคนเดียว
ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันไม่ได้สะท้อนแค่วิธีทำงาน
แต่มันสะท้อนวิธีคิดทั้งระบบของคนในตำแหน่งด้วยว่า
เขาเห็นกระทรวงเป็นองค์กรเพื่อประชาชน
หรือเห็นกระทรวงเป็นแค่เครื่องมือที่ต้องจัดทุกอย่างให้ตัวเองสบาย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รองโฆษกรทสช.ป้อง 'พีระพันธุ์' ทำเพื่อชาติ วอนลดอคติการเมือง
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีที่นายสิริพง
'เอ็ดดี้' ชำแหละวิกฤตน้ำมัน! ก่อนเชื่อใคร ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามนี้
เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ กรณีการวิพากษ์วิจารณ์วิกฤตราคาน้ำมันว่า คนที่วิจารณ์รัฐบาล เคยมีอำนาจ เหตุใดเพิ่งรู้
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
'พีระพันธุ์' ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองที่สิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว
"พีระพันธุ์" ชี้ช่องกฎหมายหนุนพาณิชย์ดูแลราคาน้ำมัน ติงคำพิพากษาศาลปกครองเดิมใช้บังคับปัจจุบันไม่ได้ ยัน กกร. มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แนะนายกฯ ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ช่วยเหลือประชาชนฝ่าวิกฤตเร่งด่วน
ศบก. ชี้กองทุนน้ำมันติดลบ 4.2 หมื่นล้าน ไม่ชัดตรึงราคาช่วงสงกรานต์
ศบก. แถลงจับเพิ่มผู้ประกอบการกักตุนน้ำมัน สระบุรี 3 ราย อยุธยา 2 ราย ตีปี๊บเริ่มจำหน่าย E20 แล้ว เผยกองทุนน้ำมันติดลบ 4.2 หมื่นล้านบาท ไม่ชัดตรึงราคาช่วงสงกรานต์ ยันพยายามดูแลเต็มที่
'โสภณ' บี้นายกฯ เก็บเงิน 'ลาภกักตุน' 64,000 ล้านบาท จากผู้ค้าน้ำมัน คืนปชช.ทันที
นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) กรุงเทพมหานคร และอดีตผู้ก่อตั้งบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิถีคิด โดย โสภณ สุภาพงษ์ ระบุว่า นายกฯอนุทิน ประธานกพช. ต้องแก้การที่ปชช. ถูกโกงจากการสร้างวิกฤตน้ำมันเพิ่ม

