
31 มี.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ กรณีการวิพากษ์วิจารณ์วิกฤตราคาน้ำมันว่า คนที่วิจารณ์รัฐบาล เคยมีอำนาจ เหตุใดเพิ่งรู้วิธีแก้ตอนหมดอำนาจ ขึ้นราคา 6 บาท ไม่ใช่การปล้น แต่เพราะ “กันชนพัง“ วิกฤตน้ำมัน 2569
อ่านเกมอำนาจให้ทะลุ ก่อนโดนการเมืองลวง
เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็วกว่ารถน้ำมันส่งปั๊มเสียอีก คือ น้ำเสียงทางการเมือง ทุกสีพุ่งออกมาก่อน คำอธิบายตามมาทีหลัง หน้าที่ของคนที่อยากเข้าใจโลกตามความเป็นจริงคือ “แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ได้”
บทที่ 1: ดราม่าพีระพันธุ์-ศุภจี อ่านเกมให้ทะลุ
เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.พลังงาน ออกมาตั้งคำถามถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการควบคุมราคาน้ำมัน โดยระบุว่าน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จึงมีอำนาจตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมันได้ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ออกมาบอกว่าไม่มีอำนาจ ว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
แต่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายคืออะไร?
คำพิพากษาศาลปกครอง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจเข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน เนื่องจากรัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่าอำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา
กล่าวง่ายๆ คือ แบ่งหน้าที่ตามกฎหมายชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2534
∙ กระทรวงพลังงาน → คุมโครงสร้างราคา ต้นทุน กองทุนน้ำมัน
∙ กระทรวงพาณิชย์ → ตรวจปลายทาง เช่น ป้ายราคา หัวจ่าย การขายเกินราคา การกักตุน
แล้วทำไมนายพีระพันธุ์ออกมาตั้งคำถามกับ รมว.พาณิชย์? นี่คือจุดที่ต้องอ่านด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ความรู้สึก
รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาน้ำมันอยู่ในมือกระทรวงพลังงาน และนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาหลายปี เห็นโครงสร้างราคาทั้งหมด แล้วทำไมไม่ทำให้เสร็จเมื่อมีอำนาจ
นี่คือ ดาบสองคมที่ย้อนกลับ
นักการเมืองที่โจมตีผู้อื่นในพื้นที่ที่ตัวเองเคยมีอำนาจแต่ไม่แก้ กำลังเปิดเผยธาตุแท้ของตัวเอง ไม่ใช่ผู้อื่น
ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามว่า “ออกมาดิสเครดิตกันเพื่ออะไร” คำตอบที่ระวังที่สุดและยืนบนข้อเท็จจริงที่สุดคือ “เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมในการอธิบายวิกฤต” และ “เพื่อโยนต้นทุนทางความไม่พอใจของประชาชนไปให้อีกฝ่าย”
มากกว่าจะรีบสรุปว่าใครมีผลประโยชน์แอบแฝงโดยตรง เพราะสิ่งที่ปรากฏชัดในข่าวล่าสุดคือ การพยายามชี้ว่าอีกกระทรวงหนึ่ง “ควรทำมากกว่านี้”
ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามก็ย้อนถามกลับว่า หากมีคำตอบอยู่แล้ว เหตุใดตอนมีอำนาจในกระทรวงพลังงานจึงไม่จัดการให้เสร็จเสียแต่แรก นี่คือเกมการเมืองแบบคลาสสิก: ไม่ได้แข่งกันแค่แก้ปัญหา แต่แข่งกันนิยามว่าใครคือผู้ก่อปัญหา และใครคือผู้กอบกู้ปัญหา
บทที่ 2: ต่อให้ตัดเรื่องการเมืองออกไป ปัญหาน้ำมันแพงก็ยังอธิบายได้ด้วยข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างล้วน ๆ
ราคาน้ำมันไทยไม่ได้เกิดจากใจนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง หากเกิดจาก….
“ต้นทุนเนื้อน้ำมันในตลาดโลก ภาษี เงินส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ และค่าการตลาด”
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอธิบายชัดว่า ราคาหน้าปั๊มประกอบด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินกองทุนน้ำมัน เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และค่าการตลาด
ส่วน สนพ. ก็ระบุชัดอีกชั้นว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ที่เผยแพร่รายวันเป็นข้อมูลอ้างอิงสาธารณะ มิใช่ราคาควบคุมที่รัฐกำหนดโดยตรง นั่นหมายความว่า รัฐไทยยังใช้ระบบแข่งขันเสรีเป็นฐาน ไม่ได้กลับไปควบคุมราคาน้ำมันแบบเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีต
แรงกระแทกหลักของรอบนี้มาจากตลาดโลกจริง Reuters รายงานว่า Brent พุ่งขึ้นถึง 59% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่แรงที่สุดครั้งหนึ่ง จากการขยายวงของสงครามอิหร่านและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานเปิดข้อมูลว่า ไทยจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 53% ของทั้งหมด จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับแรงสะเทือนจากภูมิภาคนี้โดยตรง นี่คือเหตุผลว่าทำไมจะโทษการบริหารในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้นทุนต้นน้ำถูกเขย่าจากภายนอกก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม คำว่า “น้ำมันแพง” กับ “น้ำมันไม่พอ” ต้องแยกจากกันให้ชัด ในระดับประเทศ กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 95 วัน และรัฐบาลยังสั่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% เพื่อยืดความมั่นคงด้านพลังงาน
แต่ในระดับหน้างาน ปัญหาขาดแคลนเฉพาะจุดเกิดขึ้นจริง กรมธุรกิจพลังงานตรวจสถานีบริการ 2,649 แห่งช่วง 15-17 มีนาคม พบว่าปิดบริการเพราะขาดน้ำมัน 247 แห่ง เปิดแต่บางชนิดหมดหรือใกล้หมด 1,912 แห่ง และมีเพียง 496 แห่งที่มีน้ำมันเพียงพอ
สาเหตุหลักที่รายงานไว้คือ ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรลดลง 40% รถขนส่งไม่พอ 7.4% และคลังไม่มีสินค้า 6.8% ภาพจริงจึงไม่ใช่ “ประเทศหมดน้ำมัน” แต่คือ “ระบบกระจายตึงตัวจนเกิดของขาดเฉพาะพื้นที่”
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันตอบคำถามว่าเหตุใดบางคนเห็นว่าปั๊มแถวบ้านน้ำมันหมด จึงเข้าใจไปว่าประเทศไม่มีน้ำมันแล้ว ทั้งที่ข้อมูลระดับประเทศยังไม่ใช่แบบนั้น ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจคลังน้ำมัน 7 แห่งช่วง 21-23 มีนาคมยังไม่พบความผิดปกติเรื่องการติดป้ายราคา และปริมาณจ่ายในเดือนมีนาคมก็ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ข้อสรุปที่ถูกต้องต้องอยู่ตรงกลาง: มีปัญหาจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มทั้งระบบ
บทที่ 3: ทำไมน้ำมันจึงแพง อ่านโครงสร้าง ไม่ใช่อ่านอารมณ์
ราคาน้ำมันในไทยไม่ได้กำหนดโดยนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง มันเกิดจากหลายชั้นที่ซ้อนกัน
ชั้นที่ 1 ราคาโลก
ผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีความรุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตราคาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ
ราคาน้ำมันในแถบอาเซียนปรับขึ้นอย่างร้อนแรง ข้อมูลของ สนพ. ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 ระบุว่า เบนซินสิงคโปร์ 89.27 บาท/ลิตร และดีเซล 95.96 บาท/ลิตร
ขณะที่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และไทย ล้วนปรับขึ้นจากฐานเดิมกว่า 30%
ไทยจึงไม่ได้แพงเพราะรัฐบาลชุดนี้บริหารผิดพลาด แต่เพราะเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน
ชั้นที่ 2 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเพิ่มเงินอุดหนุนสูง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันติดลบราว 38,000 ล้านบาท ไหลออกวันละราว 1,700 ล้านบาท และยังชดเชยดีเซลราว 19.12 บาท/ลิตร” นี่คือชุดตัวเลขที่ปรากฏในคำชี้แจงและข่าวหลักช่วงล่าสุด ส่วนวันถัดมาบางรายงานระบุอัตราไหลออกเฉลี่ยราว 1,300 ล้านบาทต่อวันแล้ว แปลว่าตัวเลขเปลี่ยนเร็วมาก
นี่คือเหตุผลที่ “ขึ้นราคา 6 บาท” ไม่ใช่การปล้น แต่เป็นการที่ “กันชนพัง” หลังจากดูดซับแรงกระแทกราคาโลกมานานเกินกำลัง
ชั้นที่ 3 โครงสร้างภาษีและค่าการตลาด
ค่าการกลั่นเดือนมีนาคม (1-26 มี.ค.) อยู่ที่ลิตรละ 6.3 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 ที่ 1.71 บาทอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการบางส่วนเสนอให้พิจารณาเก็บภาษีลาภลอย เข้ามาเสริมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรเข้าสู่การถกเถียงสาธารณะ
บทที่ 4: เรื่อง ลักลอบส่งออกหรือน้ำมันเถื่อน?
ต้องตอบแบบไม่สุดโต่งว่า “มีแรงจูงใจสูง” แต่ “หลักฐานเชิงระบบยังต้องพิสูจน์” รัฐเองยอมรับชัดว่าความต่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้านอาจนำไปสู่การกักตุนและลักลอบได้
และนี่เป็นตรรกะเศรษฐศาสตร์ตรงไปตรงมา
ถ้าราคาภายในต่ำกว่าภายนอกมาก ก็ย่อมมีแรงจูงใจให้คนเอาของราคาถูกไปขายในตลาดที่แพงกว่า แต่แรงจูงใจไม่เท่ากับข้อพิสูจน์ว่ามีขบวนการใหญ่ทุกครั้ง ล่าสุดข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานพบการเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาตในสระบุรีราว 40,000 ลิตร และมีการยึดของกลางดำเนินคดี แต่นั่นยังไม่ใช่หลักฐานว่าปัญหาขาดแคลนทั้งระบบเกิดจากขบวนการน้ำมันเถื่อนเป็นตัวการหลักทั้งหมด
อีกชั้นหนึ่งที่คนมักปะปนกัน คือ การส่งออกตามกฎหมาย กับ การลักลอบส่งออก ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานวันที่ 24 มีนาคมระบุว่า น้ำมันดีเซลพื้นฐานที่ส่งไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมามีประมาณ 5.85 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณดีเซลที่จำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 85.757 ล้านลิตร แปลว่าการค้าข้ามแดนตามปกติมีอยู่จริง แต่หากจะอธิบายปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊มทั้งประเทศด้วยการส่งออกอย่างเดียว ก็ยังไม่พอรองรับด้วยตัวเลข เพราะต้นเหตุสำคัญที่รัฐรายงานเองคือความต้องการพุ่ง ระบบจัดสรรลดลง และคอขวดด้านขนส่งมากกว่า
ส่วนคำว่า “กินสองเด้ง” นั้น ใช้ได้ในเชิงกลไก ถ้าหมายถึง เด้งแรกคือกำไรจากส่วนต่างราคา และเด้งที่สองคือผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอหรือการสมคบกับเจ้าหน้าที่บางส่วน แต่จะใช้คำนี้กับบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดโดยเฉพาะ ต้องมีพยานหลักฐานระดับคดี ไม่ใช่อาศัยอารมณ์หรือการเหมารวม เพราะเมื่อใดที่การวิเคราะห์ข้ามจาก “แรงจูงใจมีอยู่จริง” ไปเป็น “คนนั้นต้องมีเอี่ยวแน่” โดยไม่มีหลักฐาน เมื่อนั้นเราจะออกจากพื้นที่ข้อเท็จจริงและตกไปอยู่ในพื้นที่การกล่าวหา
บทที่ 5: ภาษีน้ำมัน ควรยืดหยุ่นแค่ไหน
คำตอบคือ ควรยืดหยุ่นได้ แต่ต้องใช้แบบฉุกเฉิน มีเป้าหมาย และมีกรอบเวลา ปัจจุบันกรมสรรพสามิตยังมีมาตรการขยายเวลาปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตรละ 5 บาทอยู่แล้ว และ ครม. นัดพิเศษวันที่ 26 มีนาคมก็ให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติมตามความเหมาะสม นี่แปลว่าแนวคิด “ภาษียืดหยุ่น” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่กำลังถูกใช้จริงเป็นกันชนชั่วคราวเพื่อลดแรงกระแทกค่าครองชีพ
ข้อดี: บรรเทาความเจ็บปวดระยะสั้นได้จริง
ข้อจำกัด: ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัฐ การลดนานเกินไปจะซ้ำเติมงบประมาณในวันที่ประเทศต้องการเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และในที่สุดก็จะถูกผลักภาระกลับมาสู่ประชาชนในรูปแบบอื่น
แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเข้าใจควบคู่กันคือ รัฐไม่สามารถตรึงราคาด้วยเงินไม่จำกัด ก่อนการปรับราคาเมื่อ 26 มีนาคม กองทุนน้ำมันอุดหนุนดีเซลอยู่ราว 19 บาทต่อลิตร มีเงินไหลออกวันละประมาณ 1,700 ล้านบาท และติดลบสะสมประมาณ 38,000 ล้านบาท ต่อมามีการปรับอัตราอุดหนุนดีเซลลงเหลือ 16.02 บาทต่อลิตร มีผล 27 มีนาคม นี่คือภาษาของความจริงทางการคลัง: รัฐช่วยได้ แต่ช่วยแบบไม่รู้จบไม่ได้ ถ้าตรึงนานเกินไป วันนี้เราอาจรู้สึกว่า “น้ำมันไม่แพง” แต่วันหน้าภาระจะย้อนกลับมาในรูปหนี้กองทุน งบประมาณที่หายไป หรือภาษีรูปแบบอื่นอยู่ดี
บทสรุป:
ถ้าจะสรุปให้ตรงที่สุด วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ได้เกิดจาก “คนใดคนหนึ่งทำพลาด” เพียงมิติเดียว แต่มาจากการบรรจบกันของ 3 ปัจจัย
หนึ่ง ต้นทุนโลกพุ่งจากสงคราม
สอง ระบบกันชนในประเทศทั้งกองทุนน้ำมันและระบบกระจายเริ่มตึงตัว
สาม นักการเมืองใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเวทีแข่งขันกันอธิบายว่าใครผิดมากกว่าใคร
ในสถานการณ์แบบนี้ ประชาชนจึงต้องระวังที่สุดไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่ต้องระวัง “คำอธิบายราคาถูก” ที่พยายามทำให้ปัญหาโครงสร้างซับซ้อนกลายเป็นละครคนดีคนเลว
5 คำถามที่ประชาชนต้องถาม
ก่อนเชื่อใคร ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามนี้
- คนที่วิจารณ์รัฐบาล เคยมีอำนาจแก้ปัญหานี้แล้วทำได้หรือไม่? ถ้าไม่ทำ เหตุใดจึงเพิ่งรู้วิธีแก้ตอนหมดอำนาจ
- ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร? ถ้าแพงทั่วโลก ต้นเหตุอยู่ที่ตลาดโลก ไม่ใช่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง
- กองทุนน้ำมันที่ติดลบ 38,000 ล้านบาท มาจากไหน? มาจากการพยายามปกป้องประชาชนอย่างพวกคุณทุกคน แต่กำลังกลายเป็นหนี้ที่คุณต้องจ่ายคืน
- ใครเสนอ “แก้ทั้งระบบ” และใครเสนอแค่ “โจมตีคนอื่น”? แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน
- เมื่อวิกฤตผ่านไป ใครจะรับผิดชอบหนี้กองทุนน้ำมัน? คำตอบคือประชาชนทุกคน ดังนั้นการตรวจสอบจึงเป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนอารมณ์
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของ “คนดี vs คนเลว” มันคือบทเรียนว่า โครงสร้างพลังงานที่ผุกร่อนมานาน ราคาตลาดโลกที่ควบคุมไม่ได้ และการเมืองที่ขาดความกล้าตัดสินใจเชิงโครงสร้าง เมื่อมาบรรจบกันพร้อมกัน ประชาชนคือผู้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยออยล์ ร่วมกับ พพ. ลงนาม MOU พัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน จากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อยกระดับและสร้างโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนา ปรับปรุง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสถานศึกษาของภาครัฐ” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ห่างไกล
'พีระพันธุ์' จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟ ประชาชนโดนกำไร 2 เด้ง พ่วงค่าพร้อมจ่าย เฉียดล้านล้านบาท
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเปิดประเด็นโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนขนมชั้นที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่หลายชั้น และสุดท้ายภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชน
'ศรีสุวรรณ' ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐฉ้อโกงประชาชน ผ่านบิลค่าไฟส่องสว่าง/ค่าไฟแผง
นายศรีสุวรรณณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสอบหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการ กบง. คณะกรรมการร กกพ. การไฟฟ้า กฟภ. กฟน. กรมทางหลวง ฯลฯ

