ปรเมษฐ์ลุยฟ้อง ‘สุภา-กก.ป.ป.ช.’ หมิ่นผู้พิพากษา


เพิ่มเพื่อน    

 "ปรเมษฐ์-อธิบดีศาลคดีทุจริตภาค 1" ส่งทนายฟ้อง "สุภา-กรรมการ ป.ป.ช." ยื่นคำร้องขอโอนสำนวนคดีที่ "ประหยัด พวงจำปา" ยื่นฟ้อง ป.ป.ช.มีเนื้อหาดูหมิ่นทำลายชื่อเสียงศาล กล่าวหาโจทก์แทรกแซงคดี ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 19 ก.ค.นี้ ด้าน "สิระ" รับลูกนำเรื่องเข้าสู่ กมธ.กฎหมายอ้างเป็นเรื่องไม่ปกติ เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง

    ที่ศาลจังหวัดสระบุรี วันที่ 20 เมษายน นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มอบอำนาจให้นายเจษฎา คงรอด ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี
    คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า วันที่ 23 มี.ค.2564 จำเลยจัดทำและยื่นคำร้องขอโอนสำนวนคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.84/2563 นายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดยมีข้อความอันเป็นการดูหมิ่น ดูถูก เหยียดหยามโจทก์ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทั้งยังเป็นการลดคุณค่า ทำลายการใช้ความเด็ดขาดในการรักษาความยุติธรรมของศาล และทำลายชื่อเสียงของศาล หรือผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการพิจารณา
    โดยดูหมิ่นโจทก์ว่า โจทก์แทรกแซงการพิจารณาคดี และเป็นเรื่องที่ไม่เป็นการปฏิบัติตามปกติในกระบวนพิจารณา หากให้มีการพิจารณาคดีต่อไปในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นั้น จำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรม โจทก์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนั้น มีประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีอื่นๆ มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี และเคยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ให้เป็นอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม จึงตระหนักดีว่าการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมนั้นต้องมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งผู้พิพากษาและผู้บริหารในศาลต่างๆ ต้องให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์เป็นการดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ
      การกระทำของจำเลยในการยื่นคำร้องขอโอนคดีโดยระบุข้อความต่างๆ ดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นโจทก์และ/หรือศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี และเป็นการใส่ความด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ว่ามีการแทรกแซงการพิจารณาคดีโดยโจทก์ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นการปฏิบัติตามปกติในกระบวนพิจารณา หากให้มีการพิจารณาคดีต่อไปในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรมนั้นเป็นการทำลายความเชื่อถือ และความเด็ดขาดในการใช้อำนาจรัฐในการรักษาความยุติธรรรมของศาล รวมทั้งเป็นการลดคุณค่าและทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี
    ทั้งที่ความจริงโจทก์ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และกระทำการไปเพื่อประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดีด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมายและนิติประเพณี โดยยึดมั่นในความเป็นอิสระของผู้พิพากษาแต่ละท่าน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี และเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานผู้ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่
    โดยการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี
    ภายหลังยื่นฟ้อง นายเจษฎา คงรอด ทนายความของนายปรเมษฐ์ กล่าวว่า ศาลจังหวัดสระบุรีรับคำฟ้องไว้นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น. โดยในวันนั้นนายปรเมษฐ์ในฐานะโจทก์จะเดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง
    ผู้สื่อข่าวถามว่า การยื่นคำร้องขอโอนคดีของฝ่ายจำเลย มีผลทำให้อธิบดีผู้พิพากษาต้องถูกย้ายไปช่วยราชการ และตั้งคณะกรรมการสอบใช่หรือไม่ นายเจษฎากล่าวว่า เรื่องการสอบวินัย เรายังไม่ทราบว่ามีการร้องเรียนในข้อเท็จจริงเรื่องอะไร ทราบแต่เพียงว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทราบอย่างไม่เป็นทางการว่ามีการสรุปข้อเท็จจริงไปแล้ว และมีคำสั่งย้ายนายปรเมษฐ์ไปอยู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งที่ท่านยังไม่เคยได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงกับคณะกรรมการชุดนี้เลย เรายังไม่ทราบว่าเนื้อหาในการร้องเรื่องวินัยเป็นอย่างไร จะเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่เราประเมินว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน
    ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นกรณีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พอทราบข่าวจึงเดินทางมารับเรื่อง เพื่อให้เข้าสู่ กมธ.การกฎหมาย เพื่อพิจารณาศึกษาหาข้อเท็จจริงว่า การร้องเรียนของ น.ส.สุภา กระทำในฐานะอะไร มีอำนาจหน้าที่ให้เปลี่ยนคณะสอบสวน หรือร้องขอให้สอบท่านอธิบดีเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ท่านอธิบดีได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ตนมองว่ามีเรื่องที่ไม่ปกติ คณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ถูกต้องหรือไม่ ให้ความยุติธรรมกับผู้ถูกร้องหรือไม่ อย่างการไต่สวนไม่ว่าจะในชั้นศาล ก็ต้องให้โอกาสจำเลยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้มากที่สุด ทั้งนี้ จะเชิญคณะกรรมการสอบเรื่องนี้เข้าสู่ กมธ. เชิญท่านสุภาและเชิญอธิบดี เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะสูงกว่าอธิบดี ก็ขอให้เป็นมติของ กมธ. ซึ่งก็จะต้องเชิญทั้งหมด
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เป็นคดีแรกที่ผู้พิพากษาระดับอธิบดียื่นฟ้อง ป.ป.ช. โดยก่อนหน้านี้ น.ส.สุภา จำเลยในคดียื่นคำร้องขอโอนคดีในวันที่ 23 มี.ค.2564 หลังจากนั้นสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค.2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีอธิบดีถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณา อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ความคดีหมายเลขดำที่ อท.84/2563 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีความเห็นว่า อธิบดีมีพฤติการณ์เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการ ในวันที่ 5 เม.ย.2564 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โดยวันดังกล่าวประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1.

 

 


"โควิด" ก็เหอะ จ๋อยเป็นเหมือนกัน! เมื่อเจอ "ฮามาส-ปาเลสไตน์" กับ "อิสราเอล-ยิว" ถล่มใส่กันแหลก

"ควรมีคนเช่นนี้อยู่หรือ?"
โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน