'จับพุทธะอิสระทำไมต้องห้าว'?


   

 

"จับพุทธะอิสระ" เป็นที่เข้าใจได้

            แต่สังคม "เข้าใจไม่ได้"........

          ว่าทำไม "คอมมานโด กองปราบ" จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นพระ หยาบกระด้างกว่าปฏิบัติต่ออภิมหาโจรด้วยซ้ำ ตามคลิปที่เผยแพร่?

          ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วย!

          คือ ดูจากคลิปที่ว่อนออนไลน์แล้ว ต้องบอกว่า...นี่คือปฏิบัติการจู่โจมจับผู้ก่อการร้ายที่มีมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป

          ไม่ใช่การ "จับพระ"........

          โดยเฉพาะกับพระพุทธะอิสระ ซึ่งท่านพร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมายทุกขั้นตอนเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว

          พูดกันตามตรง ในบทบาทไม่เหมาะกับพระ อย่างที่พุทธะอิสระทำ

          ถ้าท่านไม่ทำ.......

          ในขณะที่บ้านเมืองถูกคนกลุ่มหนึ่งปฏิบัติการเปลี่ยนประเทศเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน" ทักษิณสถาปนา

          และ "คนรักชาติ-รักสถาบันชาติ" ที่คิดว่าจะพึ่งพาได้ยามบ้านเมืองมีปัญหา

          กลับหลุบหัวเข้ากระดอง ลอยตัวเหนือปัญหา พลางพร่ำ น่าคลื่นเหียน

          "ผมไม่อยากยุ่ง...ผมไม่อยากเข้าไปอยู่ในความขัดแย้ง"!?

          เช่นนี้แล้ว ถ้าพุทธะอิสระไม่ทำ แล้วใครจะทำ?

          เมื่อพระต้องทำ.........

          เหมือนคนรบศึก บาดแผลจาก "ผิดศีล" นั้น ยากเลี่ยง!

          ด้วยตรรกะบัดซบนี้ ในโลกเป็นจริงจากทุกสถานการณ์

          เมื่อบ้านเมืองคืนสงบ สังคมคืนสุข

          "ทุกข์-โทษทัณฑ์" จะเป็นรางวัลคืนสนอง "ผู้กล้า-ผู้อาสา-ผู้เสียสละ" เสมอ

          ในมิติ "เครื่องเซ่น" ความศักดิ์สิทธิ์ "กฎหมายบ้านเมือง"!

          มันเป็นเรื่องน่าเศร้า........

          แต่วิญญูชนต้องเข้าใจและหักใจ จำไว้เลยว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เรียกว่าบังเอิญ

          ทุกอย่างที่ทำ-ที่เผชิญ ทั้งปรารถนาและมิปรารถนา มันถูกกำหนดมาในโปรแกรมชีวิตแต่เกิดโน่นแล้ว!

          ชนทั้งหลาย.......

          อย่าเอาไจด้ายหลอดไปหยั่งความลึกมหาสมุทร ใน "คิดและเจตนา" ของพุทธะอิสระต่อ "วิบากชีวิต" ที่เรียกว่า "เสียสละ" ของท่านครั้งนี้

          ถ้าพุทธะอิสระไม่ลงนรก.........

          ปัจจุบันวันนี้ สุจริตชนคนไหนเล่า จะได้ขึ้นสวรรค์?

          อย่าใช้ "ความคิดไม่ถึง" ไปเร้าร้อนวิตกกับการที่พุทธะอิสระถอดผ้าเหลืองเข้าคุก ที่ตัวท่าน "คิดครอบคลุม" ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วเลย

          เชื่อผมเถอะ บอกได้เท่านี้ก่อน!

          ทีนี้ ย้อนไปพูดเรื่องปฏิบัติการคอมมานโดกองปราบต่อพุทธะอิสระ ที่สังคมตำหนิ "ดีแต่เก่งกับพระ" กันบ้าง

          ในความเข้าใจผมเองนะ...........

          ปฏิบัติการ "โหด-ห้าว-เหี้ยม" อย่างที่เห็นตามคลิป มันเป็นรูปแบบ "ยุทธวิธีจู่โจม" ผสม "จิตวิทยา" ที่เขาฝึกเพื่อปฏิบัติ

          กับคนและสถานการณ์ที่ "แรงและร้าย" กว่าปกติ

          แต่เมื่อเอาหน่วยนี้มาปฏิบัติกับพระ.......

          ผู้บัญชาการสอบสวนกลางก็ดี ผู้บัญชาการกองปราบก็ดี ท่านคงกำหนดยุทธการจู่โจมว่าฉลาดแล้ว

          แต่บังเอิญ "ขาดเฉลียว" ไปนิด ว่านี่กับพระนะ ไม่ใช่มหาโจรร้าย

          ไม่ต้องถึงกับพังประตูกุฏิ เอาปืนจ่อ ตะคอกขู่ ยังกะพระเป็นไอ้เสือร้าย นอนกอดปืน พร้อมพรึ่ด...รัวใส่

          ประเด็นที่ว่า ปกติท่านมีบอดีการ์ด เกรงต่อต้าน ขัดขืน ถึงขั้นใช้อาวุธต่อกันนั้น

          ตำรวจจินตนาการประกอบสำนวนไปเอง!

          อีกอย่าง ถ้าผลสอบ-ผลสืบคดี สรุปถึงขั้น เอาตัวมารับทราบความเป็น "ผู้ต้องหา" ได้แล้ว

          ออกหมายเรียก หรือไม่ก็ไปบอกท่าน วันนั้น-วันนี้..."นิมนต์มารับบิณฑบาตข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจรที่กองปราบหน่อยนะครับ"

          คนอย่าง "พุทธะอิสระ" น่ะ ท่านไม่มุดรู ไม่ถลกสบงปีนบันไดลิงหลังกุฏิหนีหรอก!

          แต่ก็เข้าใจ กับปฏิบัติการปูพรม "จับพระ" ชนิดไม่เลือกหน้าอินทร์-หน้าพรหม เมื่อ ๒๔ พฤษภาว่านั่น ........

          ใช้ "นิติศาสตร์+รัฐศาสตร์" บรรจบ ในการจับ

          คือจับแบบ "สยบทุกฝ่าย" อันละไว้ในฐานที่เข้าใจได้!

          และก็เข้าใจ เมื่อใช้หน่วยโหดปฏิบัติการ ถึงใจตำรวจไม่โหด แต่ด้วย "ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี" ที่ฝึก

          มัน "โหด" อัตโนมัติ ประมาณนี้แหละ!

          แต่ที่ต้องตำหนิ คือ......

          ทำ "กับพระ" เยี่ยงทำ "กับโจร" ก็แล้วไป จะถ่ายคลิป ถ่ายวิดีโอ เป็นหลักฐานทางปฏิบัติการตำรวจ ก็ทำไป

          แต่บอกหน่อยซิ ว่า...........

          ด้วยเจตนาใด มีข้อบ่งปฏิบัติใดทางกฎหมาย ให้ตำรวจต้องนำคลิปจู่โจมจับกุมนั้น เผยแพร่ต่อสาธารณชน?

          และนั่น........

          เข้าข่ายละเมิด "สิทธิส่วนบุคคล" เจตนาประจานให้ผู้ต้องหาเสียหาย-เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือไม่?

          เพราะการล้อมจับครั้งนี้ เป็นภารกิจลับ ไปซุ่มดักรอแต่กลางคืนแล้ว

          ก็ไม่ได้ว่าอะไรตำรวจ เพียงอยากทราบเจตนา "เผยแพร่คลิป" ด้วยหวังผลอะไร?

          มาพูดกันอีกประเด็น เพราะสังเกตว่า ยังเข้าใจสับสนกันอยู่มาก

          ตอนนี้ "พุทธะอิสระ" ไม่ใช่นักโทษ

          ท่านอยู่ในฐานะ "ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา" ในชั้นสอบสวนของตำรวจเท่านั้น

          พูดตามกฎหมาย ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์!

          เพียงตำรวจจับมาเป็นผู้ต้องหา ยังสอบไม่เสร็จ จึงเอาตัวไปฝากขังศาลระหว่างสอบสวน

          สรุป คดียังไม่สู่ศาล.........

          ยังอยู่ชั้นสอบสวน และอีกนานกว่าจะไปถึงชั้นอัยการและศาล ดังนั้น ทั้งมิตรและศัตรู "เก็บอาการ" ไว้ก่อน!

          "คลีนนิงวงการสงฆ์" ยังไม่จบ เริ่มแค่ "ล้างพรหม"

          และอยากบอกอีกนิด พวกที่หัวเราะสะใจพุทธะอิสระ รีบหัวเราะกันซะให้หนำใจนะ

          บอกไว้แค่นี้!

          กรณี "นายไพบูลย์ นิติตะวัน" ไปเยี่ยมพุทธะอิสระที่เรือนจำ และบอกว่า....

          "ในการประกอบพิธีลาสิกขา หลวงปู่พุทธะอิสระยังไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขาออกมาแต่อย่างใด

          ดังนั้น ในทางพระธรรมวินัย จึงไม่ถือว่าขาดจากการเป็นพระ แต่ในทางกฎหมาย ก็ต้องยอมรับ" นั้น

          ผมว่ากรณีนี้ นอกจากเจ้าตัว "พุทธะอิสระ" แล้ว คนอื่นยังไม่ควรพูด อาจเป็นชนวนให้คนเข้าใจครึ่งๆ กลางๆ นำไปสร้างเงื่อนไขได้

          ต้องบอกว่า "องค์ประกอบ" มันเยอะ คดี "ถึงที่สุด" แล้วนั่นแหละ ค่อยว่ากัน

          และต้องดูด้วย เมื่อ "ถอดผ้าเหลือง" เข้าเรือนจำ พุทธะอิสระ "ประกาศเจตนา" ไว้เป็นหลักฐานพยานหรือไม่?

          จะยกกรณี "พระพิมลธรรม" วัดมหาธาตุ มาให้ดูเป็นแนวที่ถูก "จอมพลสฤษดิ์" จับสึก แต่กลับไม่ขาดจากความเป็นพระ คือเทียบกรณีพุทธะอิสระแล้ว มันไม่ลงตัวขนาดนั้น

          มันคนละฐานความผิด พฤติกรรมแห่งคดีก็คนละแบบ และ พ.ร.บ.สงฆ์วันนั้น กับวันนี้ คนละฉบับ

          แล้วทำไมพระพิมลธรรม นุ่งขาว-ห่มขาว อยู่ในห้องขัง ๔ ปี ศาลยกฟ้องปุ๊บ "ห่มผ้าเหลือง" คืนสภาพพระได้ปั๊บล่ะ?

          เอาอย่างนี้ วันนี้ "ฉายหนังตัวอย่าง" ให้ดูก่อน........

          คือ เมื่อถูกคุมตัวไปสันติบาล "พระพิมลธรรม" เขียนคำปฏิญาณถึงเจ้าคณะจังหวัดพระนครให้เป็นสักขีพยาน

       ตึกสันติบาล กอง ๑

            ๒๐ เมษายน ๒๕๐๔

      เรียน ท่านเจ้าคุณธรรมคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดพระนคร      

            ตามหนังสือของกระผมถึงเจ้าคุณ ฉบับที่ ๑ เรื่องขอความกรุณาและขอความเป็นธรรมให้กระผมได้อยู่ต่อสู้คดีในสมณเพศจนถึงที่สุดเสียก่อน ดังมีความพิสดารแจ้งอยู่แล้วนั้น

            กระผมขอเรียนด้วยความเคารพว่า ท่านเจ้าคุณก็ดี หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่ขึ้นไปก็ดี ไม่เมตตากรุณาให้ความเป็นธรรมแก่กระผมตามที่ได้ขอความกรุณาแล้ว

            กระผมก็จะขอความกรุณาอีก คือไม่ยอมสึกตามข้อบังคับอันไม่ชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายนั้น จะขอยอมเอาชีวิตบูชาพระรัตนตรัยตลอดไปจนถึงที่สุด

            ถ้าผู้หนึ่งผู้ใด ลุอำนาจเข้าแย่งผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากร่างกายของกระผมแล้วไซร้

            กระผมจะถือว่า ท่านผู้นั้นแย่งชิงโดยผิดศีลธรรม และกระผมจะยังปฏิญาณตนเป็นพระภิกษุในศาสนาอยู่ตลอดไป             ถึงแม้จะมีผู้มีใจทารุณโหดร้ายมาแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย

            จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย

       อาสภเถระ

     จากนั้น ท่านก็นั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้หลับตา มือนับลูกประคำ ใครจะทำอะไรกับตัวท่านก็ทำไป

          "พระธรรมคุณาภรณ์" ที่รับคำสั่ง "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์" มาให้จัดการสึก ก็เดินเข้าไปยกมือไหว้

          "พระธรรมมหาวีรานุวัตร" สังฆมนตรี วัดไตรมิตร เข้าไปกราบที่ตัก แล้วช่วยกันเปลื้องจีวรออกจากร่างพระพิมลธรรม

          เอาไว้เท่านี้ก่อน วันหลังค่อยต่อ.......

          นี่ก็จากหนังสือ "โรม บุนนาค" ตอนนั้น ผมเป็นเณรเข้ามาเรียนวัดมหาธาตุพอดี ร่ำๆ จะเกิด "ม็อบพระ" อยู่เหมือนกัน

            ขออนุญาตนุ่งห่มหลากสีไปในที่ไม่เปิดเผยซัก ๔-๕ วันก่อนนะครับ.


ได้ลองของใหม่..... ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มักจะมาจากสายศาล กับสายตำรวจ มาถึง กกต.ชุดที่ ๕ เป็นครั้งแรกที่ประธานเป็นนักการทูต ไปดูกันก่อนว่า กกต.ชุดใหม่ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคมที่ผ่านมานั้น มีใครบ้าง

ความลับที่ประชาชนรู้ไม่ได้?
นวัตกรรมมาหนังสือต้องไป?
'สามมิตร' ที่นายกฯ ไม่รู้จัก?
'เราเป็นคนไทยนะเว้ย'
'ณเดชน์' กลเม็ดใหม่ฝ่าย คสช.
'วันแม่' ในสังคมเลี้ยงเดี่ยว