‘สมยศ-ไผ่’เฮศาลให้ประกัน


เพิ่มเพื่อน    

  ศาลให้ประกันตัว "สมยศ-ไผ่" คดี ม.112 แล้ว หลังสมัครใจไม่มีใครบังคับรับเงื่อนไขห้ามพาดพิงสถาบัน จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ บวกปัญหาสุขภาพ-การเรียน พนักงานราชทัณฑ์การันตีกลางศาลทั้งคู่มีความประพฤติดี "ม็อบทะลุฟ้า" เฮลั่นถึงชั้น 9

    เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 ที่ห้องพิจารณา 912 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งเรื่องคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน 2 แกนนำกลุ่มราษฎร จำเลยที่ 4 และ 7 ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา ม.112 และข้อหาอื่นๆ กรณีชุมนุม 19-20 ก.ย.2563 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์-สนามหลวง โดยในช่วงเช้า ศาลอาญาได้ไต่สวนจำเลยทั้ง 2 ประกอบกับพยานจำเลยและพยานผู้ควบคุมผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เสร็จสิ้น
    ต่อมาในเวลา 15.00 น. ศาลอ่านคำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นให้พิจารณาแต่เพียงว่ามีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 อันจะทำให้ศาลต้องสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวหรือไม่ กล่าวคือ (1) จำเลยจะหลบหนี (2) จำเลยจะไปยุ่งกับพยานหลักฐาน (3) จำเลยจะก่อเหตุอันตรายประการอื่น (4) ผู้ขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ และ (5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีของศาลเท่านั้น
    ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 ไม่ถูกควบคุม และโจทก์นำตัวมาศาลโดยสมัครใจ จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยทั้ง 2 จะหลบหนี พยานหลักฐานในคดีนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมเสร็จแล้ว และส่วนใหญ่เป็นเจ้าพนักงานหรืออยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้ง 2 จะไปยุ่งเกี่ยวได้ ในส่วนการที่จำเลยทั้ง 2 จะไปก่อเหตุร้ายประการอื่นนั้น โจทก์และพนักงานสอบสวนไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏในสำนวนว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยทั้ง 2 จะไปก่อเหตุใด
    พนักงานราชทัณฑ์ชี้แจงว่า จำเลยทั้ง 2 มีความประพฤติดี เห็นว่าไม่มีข้อเท็จจริงให้มีเหตุควรสงสัยว่า จำเลยจะไปก่อเหตุร้าย กอปรกับจำเลยทั้ง 2 แถลงยืนยันตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 5 เม.ย.2564 หากได้รับการปล่อยชั่วคราวจะไม่กล่าวพาดพิงสถาบันกษัตริย์ และจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งได้แถลงยืนยันในวันนี้ว่า ได้แถลงข้อความดังกล่าวด้วยความสมัครใจ และยืนยันว่าจะทำตามคำแถลงดังกล่าว จึงไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 2 จะไปก่อเหตุร้ายอื่น
    ผู้ขอประกันจำเลยทั้ง 2 ในคดีนี้ไม่เคยผิดสัญญาหรือมีข้อบกพร่องอื่น หลักทรัพย์ที่ยื่นเป็นเงินสดมีมูลค่าถึง 200,000 บาท พอสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี ทั้งจำเลยทั้ง 2 แต่งทนายความมาร่วมในกระบวนพิจารณาของศาล ไม่ปรากฏว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีของศาลแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่ปรากฏจึงไม่มีเหตุพอที่จะยกขึ้นอ้างมิให้ปล่อยชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ได้
    อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยทั้ง 2 ทำกิจกรรมที่จะทำความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ให้มาศาลตามนัด หากผิดสัญญาให้ปรับคนละ 200,000 บาท
    ภายหลังศาลอนุญาตให้นายสมยศและนายจตุภัทร์ได้ประกันตัวแล้ว ทั้ง 2 และผู้ติดตามมาร่วมฟังคำสั่งต่างมีความรู้สึกยินดี ซึ่งจะมีการปล่อยตัวนายสมยศและนายจตุภัทร์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป
    ขณะที่ภายนอกอาคารศาลอาญา ผู้ชุมนุมกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้า ที่เดินทางมาเตรียมทำกิจกรรมยืน 112 นาที ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ได้สแตนด์บายรอทราบคำสั่งประกันตัวจากศาลก่อนในเวลา 15.00 น. ปรากฏว่าเมื่อศาลมีคำสั่งประกันตัวทั้ง 2 แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมที่ทราบคำสั่งได้ตะโกนเฮลั่นพร้อมกันดังขึ้นมาถึงชั้น 9 ของศาลอาญา หลังจากนี้ผู้ชุมนุมจึงยกเลิกการทำกิจกรรมยืน 112 นาที เตรียมเดินทางไปรอต้อนรับนายสมยศและนายจตุภัทร์ออกจากเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ
    นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า จำเลยทั้ง 2 คนได้แต่งตั้งตนให้เป็นทนายความประจำคดี หลังจากถอนทนายความออกไปก่อนหน้านี้ และมีการยื่นเหตุผลใหม่ประกอบการขอประกันตัว ซึ่งนอกเหนือจากแนวนโยบายว่าด้วยการให้โอกาสผู้ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อลดความแออัดในเรือนจำ ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว มีเหตุผลเฉพาะของนายสมยศ คือมีอาการป่วยเกี่ยวกับข้อเข่า และในส่วนของนายจตุภัทร์ คือกำลังศึกษาระดับชั้นปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเหตุผลประกอบเพิ่มเติมเข้าไปด้วย รวมทั้งให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวที่เคยยื่นไว้ก่อนหน้านี้ด้วย
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาในการไต่สวนของศาล นายสมยศเบิกความทำนองว่า ตอนอยู่ในเรือนจำมา 1 เดือนเศษแล้ว มีอาการเจ็บป่วยปวดที่เข่าด้านซ้าย เพราะเคยประสบอุบัติเหตุ ทำให้ใช้ชีวิตในเรือนจำได้ยังไม่ปกติ เพราะไม่มีเก้าอี้และต้องนั่งกินข้าวกับพื้น ตอนนี้มีอาการปวดมาก ต้องกินยาแก้ปวดตลอดทุกวัน ที่ห้องขังแดน 2 มีผู้ต้องขังใหม่หมุนเวียนเข้ามากับผู้ต้องขังเก่าที่มาศาลจะต้องถูกกักตัวทุก 14 วัน พบว่าในเรือนจำมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว โดยมีผู้ต้องขังป่วยในห้องควบคุมตอนถูกกักขังรวมกับผู้ต้องขังอื่นอีก 20 คน ตนยอมรับในคำแถลง ซึ่งตนสมัครใจเอง หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมและไม่กล่าวพาดพิงสถาบันกษัตริย์ หากได้รับการปล่อยตัวจะมาศาลตามกำหนดนัด และปฏิบัติตามเงื่อนไขคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด
    ส่วนนายจตุภัทร์เบิกความทำนองว่า ตนเป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ขณะนี้เป็นช่วงสอบ ต้องการขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราว โดยขอยืนยันจะปฏิบัติตามคำแถลงว่าจะไม่กล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และจะยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล หลังจากถูกดำเนินคดีนี้แล้ว ตนยังถูกดำเนินคดีข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค แต่ไม่มีการดำเนินคดีข้อหาตาม ม.112 กับตนอีก เหตุที่ตนไม่เซ็นกระบวนพิจารณาในวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากรู้สึกอึดอัดที่มีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ประกอบกับคำร้องดังกล่าวมี 2 ฉบับ โดยฉบับที่เขียนด้วยลายมือตนไม่ได้เซ็น แต่ตนได้เซ็นชื่อในคำร้องฉบับที่ 2 ที่ทนายความจัดเรียงให้ ตนไม่ได้บอกว่าจะปฏิเสธและไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม
    สำหรับพยานอื่นที่ขึ้นเบิกความ ได้แก่ อาจารย์สาขาสิทธิมนุษยชนฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอนนายจตุภัทร์ เบิกความเกี่ยวกับการเรียนของนายจตุภัทร์ หากไม่ได้สอบและไม่ได้ทำเล่มรายงานจะกระทบต่อการศึกษาอย่างแน่นอน ขณะที่อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รายหนึ่ง ผู้ติดตามกลุ่มราษฎรเบิกความถึงความรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยทั้ง 2 ในฐานะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย จึงเข้ามาเป็นนายประกันให้ และจะเป็นผู้กำกับดูแลจำเลยทั้ง 2 โดยวิธีการพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล
    ส่วนหัวหน้าฝ่ายควบคุมผู้ต้องขังแดน 2 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เบิกความทำนองว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลจำเลยที่ 4 และ 7 ในคดีนี้ ไม่พบว่าจำเลยทั้ง 2 กระทำผิดวินัย จำเลยเชื่อฟังคำสั่งให้ความสะดวกแก่การควบคุม ไม่เคยก่อปัญหาใดๆ และอยู่ในมาตรฐาน เห็นว่าจำเลยมีความประพฤติดี ประกอบกับขณะนี้สถานการณ์โควิดในแดน 2 ต้องรับตัวผู้ต้องขังใหม่และมีผู้ต้องขังติดเชื้อโควิดในเรือนจำ จึงต้องนำตัวไปรักษาโรงพยาบาลแล้ว ตนเห็นว่าหากปล่อยตัวจำเลยออกไป ก็จะทำให้จำนวนผู้ต้องขังลดลง สะดวกแก่การควบคุมและบริหารจัดการกับการแพร่กระจายของโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น.

 

 

 

 


การที่ "ไต้หวัน" ตกอยู่ในสภาพ "เศรษฐีขาดไฟ" เป็นกรณีศึกษาด้าน "สะท้อนคิด" คือ โควิดมารอบแรก ไต้หวันสยบราบคาบ

๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"
มิติ"ปัจจุบัน-อนาคต"
เมื่อ"มั่นใจ"ก็ไปท่องเที่ยว