'อดีตรองอธิการมธ.'แนะกกต.ฟ้อง'ธนาธร'สร้างหลักฐานเท็จสมัครส.ส.


เพิ่มเพื่อน    


26 เม.ย.64- รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr ระบุว่าสำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่ได้แถลงเหตุผลที่สั่งไม่ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในคดีที่กกต เห็นว่าเป็นความผิดตามพรป ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 151 ซึ่งมีข้อความดังนี้

“มาตรา ๑๕๑     ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายช่ือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกําหนดยี่สิบปี”

นายธนาธร ถูกร้องเรียนว่าขาดคุณสมบัติสมัครเป็น ส.ส.เนื่องจาก ณ วันสมัครคือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 นายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ นั่นคือ บริษัทวีลัคมีเดีย อันเป็นลักษณะของบุคคลต้องห้าม ตามมาตรา 42 ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

หลังถูกร้องเรียน นายธนาธรตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ได้โอนหุ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 

ผู้สื่อข่าวแย้งว่าวันที่ 8 มกราคม คุณธนาธรหาเสียงอยู่ที่บุรีรัมย์ไม่ใช่หรือ นายธนาธรตอบว่า “คุณเข้าใจผิด” แต่ภายหลังเมื่อมีการนำคลิปวีดิโอการปราศรัยหาเสียงของนายธนาธรที่บุรีรัมย์ในวันดังกล่าวมาแสดง นายธนาธรจึงให้ข่าวว่าได้กลับมาโอนที่กรุงเทพฯในวันนั้นทัน และพยายามนำหลักฐาน easy pass และใบสั่งขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนดมาแสดง

อย่างไรก็ดี กกต มีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อร้องเรียนดังกล่าว 

ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ที่อ้างว่ามีการโอนหุ้นแล้วนั้น หลักฐานที่แสดงคือสัญญาซื้อขายหุ้น และสำเนาเช็คจากคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ สั่งจ่ายนายธนาธรเป็นเงิน 6.75 ล้านบาท แต่นายธนาธรไม่ได้ยื่นแบบบัญชีแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือ บอจ 5 ต่อนายทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหลังจากที่อ้างว่าโอนหุ้นแล้วด้วยเหตุผลว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงานแล้ว และไม่เห็นว่าต้องรีบเร่งทำ 

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ที่ยังคงทำงานอยู่ให้ปากคำว่า ไม่มีใครสั่งให้ยื่น บอจ 5 หากสั่งก็ทำได้เพราะไม่ยากอะไร และเรื่องเช็คค่าซื้อหุ้น นายธนาธรก็ไม่ได้นำเข้าธนาคารทันที แต่ตามหลักฐาน เก็บเช็คไว้ประมาณ 4 เดือน โดยอ้างว่า มอบเช็คให้ภรรยาดำเนินการ แต่เนื่องจากลูกยังเล็ก จึงไม่มีเวลานำเช็คไปเข้าธนาคาร

ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าการโอนหุ้นของนายธนาธรมีพิรุธ และไม่เชื่อว่าได้มีโอนจริงก่อนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่ยื่นบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ ดังนั้นจึงวินิจฉัยให้นายธนาธรพ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

หลังจากนั้นกกต เห็นว่านายธนาธรยังมีความผิดตามมาตรา 151 เนื่องจากเชื่อว่านายธนาธรรู้อยู่แล้วว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ แต่ยังคงลงสมัครรีบเลือกตั้ง จึงยื่นฟ้องอาญา และสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่งสั่งไม่ฟ้องไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ความจริงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่านายธนาธรมีเจตนาที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้ว่าตัวเองมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ เพียงวินิจฉัยว่าไม่ได้มีการโอนหุ้นจริงก่อนวันสมัคร จึงต้องพ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังที่กล่าวแล้ว

คำถามจึงอยู่ที่ว่า นายธนาธรลงสมัครทั้งๆที่รู้อยู่แล้วหรือไม่ โดยส่วนตัวเห็นว่า ไม่ เพราะมองจากข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว เชื่อได้ว่า นายธนาธรน่าจะหลงลืมโอนหุ้นก่อนวันสมัครมากกว่า เมื่อเห็นว่ามีส.ส.บางคนถูกตัดสิทธิ์ไปเพราะเหตุนี้ จึงเริ่มไหวตัว และเมื่อมีผู้ร้องเรียนจึงพยายามทำหลักฐานการโอนหุ้นย้อนหลัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องถูกตัดสิทธิ์ไปด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้ หากเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นการสร้างหลักฐานเท็จ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยไปในทางนั้น จึงไม่เชื่อว่ามีการโอนหุ้นจริง

การที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ น่าจะต้องมั่นใจว่า นายธนาธรไม่ได้ตั้งใจลงสมัครทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ ซึ่งความจริงข้อเท็จจริงมีความชัดเจนเพียงว่า นายธนาธรยังคงถือหุ้นวีลัคมีเดียอยู่ ในวันสมัคร ตามตำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่นายธนาธรมีความจงใจหรือไม่ ณ วันสมัคร ยังไม่ชัด 

หวังว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะเห็นแย้ง และอัยการสูงสุดจะสั่งฟ้อง แล้วไปพิสูจน์กันในศาลจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมไม่มีการฟ้องกรณีสร้างหลักฐานเท็จ หรือเป็นเพราะไม่มีบัญัญัติไว้ในพรป ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 หรือหลักฐานไม่ชัดพอ ก็ไม่ทราบ แต่เรื่องนี้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว กกต จึงน่านำมาพิจารณาอย่างยิ่ง ว่าจะฟ้องได้หรือไม่ บางทีอาจจะพิสูจน์ได้ง่ายกว่ากรณีแรกก็ได้.
 


"๒๒-๒๔ มิ.ย." นี้ เป็นช่วงการเมือง "ติดสัด" อภิวัฒน์ประชาธิปไตย ฉะนั้น ใครจะไปทางไหน สำรวจเส้นทางให้ดีก่อน ไม่งั้นจะติดแหง็กคาถนนเอาได้!

กีฬา 'ใหญ่กว่า' แก้รัฐธรรมนูญ
ภาษาสื่อ"ปูติน-ไบเดน"
"ลุงป้อม-น้องธรรมนัส"
'เวียดนาม' ใกล้บอลโลก
ทีมแพทย์ 'ศูนย์วิจัย' จุฬาฯ
เรื่อง 'ไม่เป็นเรื่อง' (ซักวัน)