"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?


เพิ่มเพื่อน    

  "วาระแห่งชาติ" ฉีดวัคซีนโควิด

                "เริ่มแล้ว"                

                CEO กว่า ๔๐ บริษัท "ร่วมรัฐ" เปิดจุดกระจายฉีด "นำร่อง" ใน กทม.ที่ "เซ็นทรัล ลาดพร้าว" เมื่อวาน (๑๒ พ.ค.๖๔)

                และจะกระจายตามจุดต่างๆ นำร่องก่อน ๑๔ แห่ง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, SCG, เดอะมอลล์,สยามพิวรรธน์, เอเชียทีค, โลตัส, บิ๊กซี, ทรู ดิจิตัลพาร์ค ฯลฯ

                คนกรุงอยู่กันจุดไหน อย่ารีรอ รีบถลกแขน ไปเข้าคิวฉีดกันได้แต่เดี๋ยวนี้ ไม่เสียตังค์

                แต่ต้องไปตามจุดโครงการ "รัฐ-เอกชน" นี้เท่านั้นนะ

                อย่าทะร่อ-ทะแร่ไปตามจุดของ กทม.เขาเชียว เขาไม่ฉีดให้หรอก!

                เพราะอะไร...เดี๋ยวค่อยคุย เอาตามโครงการ "รัฐร่วมเอกชน" นี่ก่อน

                ทุกอย่าง สถานที่ เครื่องไม้-เครื่องมือ ในการนี้ ๔๐ กว่าบริษัท "คุณสนั่น อังอุบลกุล" ประธานหอการค้าไทย กับ "คุณสุพันธุ์ มงคลสุธี" ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ "เป็นแกน" จัดให้

                ยกเว้นคนฉีดกับวัคซีน "หมอ-พยาบาล" เป็นฝ่ายจัดหาและลงมือ-ลงเข็ม

                ที่เซ็นทรัลฯ เมื่อวาน ก็ห้างเซ็นทรัลบริการ ส่วนแพทย์-พยาบาล ที่มาฉีด โรงพยาบาลรามาธิบดีกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นผู้ลงเข็ม

                เห็นนายกฯ ยกคณะไปเป็นพรวน....

                ไปให้กำลังใจคนฉีดและคนมารับฉีด ก็อบอุ่นดี ที่ไปกันพร้อมหน้า

                แต่สำหรับผู้ว่าฯ กทม. "พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง" จะต้องไปห้อมหน้า-ห้อมหลังกับเขาด้วย เพื่ออะไรมิทราบ?

                งานนี้ เอกชนเขาบริการมิใช่หรือ กทม.มีส่วนตามพิธีกรรม ท่านไม่ต้องลำบากมาก็ได้

                ถือไม้ไปไล่แยงตูดลูกน้องท่านในแต่ละเขตดีกว่า ดูแลกันยังไง กทม.เมืองหลวงแท้ๆ กลับปล่อยให้ระบาด ป่วย/ตายนำโด่ง?

                พูดกันตรงๆ นะ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

                แต่พอเกิดภัย-เกิดโรค กรุงเทพฯ เหมือนเมือง "นอกป่าหิมพานต์"

                มีอะไรที่ "ตัดก่อนตาย-เซฟก่อนฉิบหายวายวอด" บ้าง?

                มีแต่ตายก่อน-ฉิบหายก่อน กทม.ค่อยออกมาเอาผักชีโรยศพ ท่ามกลางเสียงครหา ปัญหา "งบงุบงิบ"

                นี่คือคำถามการบ้านของคนเป็นผู้ว่าฯ กทม.และที่จะมาลงเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป!

                กว่า ๒๐ ล้านคน ใน กทม.ทั้่งในและนอกทะเบียน โควิดมันตีเมืองหลวงแตกจะเป็นเดือน

                ผมไม่เห็นผู้ว่าฯ รู้สึกละอายในความรับผิดชอบ และคิดแก้หน้า ด้วยคิดแผน-ออกแผนอะไรมาพิชิตสู้โควิด

                ให้มันมากกว่าการใช้อำนาจในฐานะประธานควบคุมโรคติดต่อ ออกกฎ นี่...พวกเธอ ปิดร้านนะ...สวมแมสก์นะ

                มันงานเสมียน.....

                ไม่ใช่งานบ่งวิสัยทัศน์คนระดับ "ผู้ว่าฯ เมืองหลวง"

                กทม.จึงได้ยอด ป่วยเป็นหมื่นๆ ตายรวมเป็นร้อยๆ พรวดๆ รายวัน เชิดหน้า-ชูตา ผู้ว่าฯ กทม.และ ผอ. ๕๐ เขตขณะนี้ไง!

                แต่ไอ้ผับ ไอ้บ่อน ไอ้สถาน (แอบ) บริการ นานาตลาดรวมทั้งแหล่งชุมชน สุมๆ กันอยู่ ทั้งในและนอกทะเบียน          คนเป็นผู้ว่าฯ ถือว่ามีบทเรียนจากรอบแรกแล้ว คนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ต้องแยงจมูกพิสูจน์บริสุทธิ์กันมาเรื่อยๆ แล้ว

                แต่นี่...เป็นไง?

                ประจานหน้ามั้ย ในรอบมหาประลัย "โควิดระเบิดตูม" ก็จากที่ไหนล่ะ ก็มาจากผับ จากบ่อน จากชุมชนแออัด

                แสดงว่า ตั้งแต่เสาชิงช้า-ดินแดง ยัน ๕๐ เขต บริหารหนักแต่ทาง "เขตเศรษฐกิจพิเศษ"

                และ "ไร่ผักชี"!

                มีโรงพยาบาล มีเอกชน มีองค์กรและหน่วยงาน ที่เขาอยากช่วยภารกิจ "กระจายฉีดวัคซีน" กันเยอะนะ เท่าที่ฟัง

                แต่ก็มีเสียงครหา........

                กทม.เอาหน้าอย่างเดียว แทนที่จะเอางานบ้าง ช่วยเครื่องไม้-เครื่องมืออำนวยความสะดวกบางอย่างให้เขาบ้าง

                กลับไม่...เรื่องของมึง

                แถลงๆ ถ่ายรูปเสร็จ ถลกตูด!

                เมื่อตั้งจุดฉีด มันก็ต้องฉีดไปต่อเนื่อง ไม่ใช่เบิกวัคซีนให้เขา ๔๐๐-๕๐๐ โดส แล้วบอก เท่านี้พอ

                ตั้งหน่วย วัน-สองวัน ฉีดวันละ ๓๐๐-๔๐๐ คน แล้วเลิก นี่มันหน่วยโฆษณาเคลื่อนที่หนังขายยา ไม่ใช่ "วาระแห่งชาติ"

                อย่างชุมชนคลองเตย คนเป็นแสน....

                 ถ้าไม่ติดกันชนิดยกรัง จนเป็นข่าวโวยวายขึ้นมา นายกฯ ไม่ชะโงกเข้ามาดู

                กทม.ไม่กระดิกหรอก!

                แล้วปัญหาทุเรศ ที่ตะโกนกันลั่นในหมู่คนมารอรับตรวจ-รับฉีด คือเรื่อง "วัคซีนเส้น-วัคซีนล่องหน-วัคซีนหัวคิว"!?

                น่าละอายจริงๆ

                ใครอื่นจะไปตรวจ ไปขอรับฉีดก็ไม่ได้นะ กทม.ดีดทิ้งว่าเป็นคนนอก ต้องเฉพาะคนในค่าย-ในสังกัดชุมชนที่เขาตั้งธงไว้เท่านั้น

                เวรกรรม....เวรกรรม
                รัฐบาลแทบจะแหวกตูดชาวบ้านกราบ ขอให้มาฉีดวัคซีนเถอะ แต่ใครจะไปขอตรวจ-ขอฉีดตามจุดของ กทม.กลับบอก "นอกเขต-นอกโควตา" ซะงั้น

                ควรสำรวจจำนวนวัคซีนที่จ่ายให้ กทม.กับจำนวนคนที่รับฉีดไปแล้ว ว่าตัวเลขมันตรงกันมั้ย?

                ไม่ใช่อะไร....

                 ถ้าเหลือ นายกฯ ก็ช่วยบอกเขาที ว่า "วาระแห่งชาติ" มันหมายถึงอะไร ไม่ต้องเก็บ-ไม่ต้องกั๊กไว้ ไม่ต้องรอคนมาฉีด

                ลงทะเบียนให้รู้ใคร-เป็นใคร แล้ว "ไล่ฉีด" มันไปเลย!

                ตอนนี้ ไม่ต้องไปรอฤกษ์ยามอะไรแล้ว นายกฯ บอกแล้ว จาก ๑๐๐ ล้านโดส ฉีดให้ได้ ๗๐%

                เมื่อเพิ่มอีก เป็น ๑๕๐ ล้านโดส

                เรียกว่า ทั้งฉีด-ทั้งอาบ ถ้วนทั่วทุกคน ไม่ว่าไทยหรือเทศ ในเมืองไทย "ฉีดหมด" ก็ยังเหลือ!

                ให้ กทม.และคนในระบบราชการทั้ง ๗๗ จังหวัด โละแผ่นดิสก์ "ระบบราชการ" เดิมๆ ในสมอง ทิ้งไปให้หมด

                แล้วใส่แผ่นชิป ที่บรรจุคำว่า "วาระแห่งชาติ" ในการฉีดวัคซีนเข้าไป คือ

                "ปะ-ฉะ-ดะ"!

                เตรียมคน เตรียมของ เตรียมสถานที่ เตรียมข้อมูลป้อนประชาชน เอา "ลำปางโมเดล" ของผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ลำปาง นั่นแหละมาใช้

                เดือนหน้า "มิถุนา." เป็นต้นไป วัคซีนมาแล้ว "ปะ-ฉะ-ดะ" ไปเลย

                เหตุที่คนลงชื่อฉีดน้อย เท่าที่ฟัง เพราะพวกสื่อที่หวังดีแต่ประสงค์ร้าย โหมด้านร้าย จนคนกลัวฉีดแล้วม่องเท่ง

                เอ้า...นี่ ข้อมูลเชื่อถือได้ เอาไปกระจายแจ้งให้ชาวบ้านเข้าใจ ดังนี้นะ

                ข้อมูลวัคซีน AstraZeneca ที่จะปูพรมฉีด ตั้งแต่ มิ.ย.เป็นต้นไป อ่านกันเพื่อสบายใจ

                อ่านแล้ว อย่าแย่งไปฉีดจนต้องตบตีกันก็แล้วกัน!

                -ต้นเดือน มิ.ย. จะมาถึงไทย 6,000,000 เข็ม (อย่างน้อย)

                เดือนกรกฎาคม มาอีก 10,000,000 เข็ม

                ข้อมูลการศึกษาวิจัยของบริษัท AstraZeneca "เป็นทางการ" พบว่า

                -หลังฉีดแล้ว ๑ เข็ม มีภูมิคุ้มกันขึ้น 98%

                -ฉีดเข็ม ๒ จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมากกว่า 99%

                "ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ" เก็บข้อมูลเบื้องต้น จาก 61 คน ก็ได้ตัวเลข "คล้ายกัน" กับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า คือ

                หลังฉีดเข็มหนึ่งในคนไทยแล้วจะมีภูมิคุ้มกันขึ้น 96.7%

                ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น .......

                ผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี ปกติภูมิคุ้มกันจะสู้คนอายุน้อยกว่าไม่ได้

                ในกรณีวัคซีน AstraZeneca ผู้อายุมากกว่า 65 ปี            

                -ฉีดเข็มแรก ภูมิคุ้มกันขึ้น 97.8%

                -เข็มที่สอง ขึ้นถึง 100%

                นอกจากนั้น ถ้าดูระดับภูมิต้านทานในกระแสเลือด หลังจากฉีดวัคซีน พบว่า

                หลังฉีดเข็มหนึ่งแล้ว 28 วัน ระดับภูมิต้านทานขึ้นสูง 8386.46 GMT

                แต่ถ้าวัดหลังฉีดเข็มสองไปแล้ว 8 สัปดาห์ ระดับภูมิต้านทาน จะขึ้นสูงกว่าสามเท่าตัว เป็น 29,034.74 GMT

                ถ้าทิ้งระยะเวลาห่างออกไป 9-11 สัปดาห์

                ภูมิต้านทานจะขึ้นสูงถึง 34,754.10 GMT

                และถ้าเลยระยะเวลา 12 สัปดาห์ ภูมิต้านทานจะขึ้นถึง 63,181.59 GMT

                เป็นข้อมูลที่น่าสนใจและสนับสนุนให้ฉีด เพราะ

                1) วัคซีน AstraZeneca ฉีดในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีได้ และมีระดับการเกิด "ภูมิคุ้มกัน" ไม่แตกต่างกับคนอายุน้อยกว่า

                2) ถ้าทิ้งช่วงฉีดเข็มสองห่างจากเข็มหนึ่ง นานกว่า 4 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะ "ขึ้นสูงกว่าเดิม" เกือบแปดเท่า

                การที่ไทยมีวัคซีน AstraZeneca อยู่ในโควตาของเราเอง 61,000,000 โดส

                จึงเป็น "ความมั่นคงทางวัคซีน" เป็นอย่างมาก

                เพราะผลิตในประเทศไทยเราเอง และมีกำลังการผลิตที่สูงกว่า 61,000,000 โดส กว่าสามเท่าตัว

                (ต้องส่งไปช่วยประเทศที่มีการแพร่ระบาดในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น ตามข้อตกลงที่ทางบริษัท AstraZeneca มีกับบริษัท สยามไบโอซายน์)

                ถ้าเราซื้อวัคซีนกับบริษัทอื่น ที่มีฐานการผลิตอยู่นอกประเทศ ก็จะมีความเสี่ยง

                เพราะอาจได้ช้ากว่ากำหนด หรือได้ไม่ครบ เนื่องจากวัคซีนผลิตอยู่นอกประเทศเรา

                ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย เป็นฐานการผลิตใหญ่ของบริษัท AstraZeneca

                ประเทศยากจนในโครงการ COVAX จะได้รับโควตาวัคซีนที่ผลิตจากอินเดีย แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้รับวัคซีนตามที่ตกลงกันไว้ 

                เพราะอินเดียเก็บไว้ฉีดในประเทศตนเอง เนื่องจากมีการระบาดอย่างรุนแรง ภายในประเทศ

                .......................

                ก็ "ฟ้าแจ้งจางปาง"

                 เปลี่ยนกลัวเป็นฮึกเหิม มีเวลาครึ่งเดือนกว่าให้ฟิตร่างกาย แล้วแถวตอนเรียงหนึ่ง "สวมหน้ากากอนามัย" ถลกแขนเสื้อไว้ ไปฉีดวัคซีนกัน

                ขอบอกแบบย้ำๆ

                "แอสตร้า เซนเนก้า" คนสูงอายุฉีดได้ "หนุ่ม-สาว" ก็ฉีดดีผลเท่ากัน ไม่มีข้อห้าม

                นี่ข้อมูลจริง ไม่ใช่ "ผีเจาะปาก" พูด!