ผู้ประกอบการเฮ!รัฐจ่ายเงินเดือนลูกจ้างแทน


เพิ่มเพื่อน    

 

“ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะประชุม ศบศ. เคาะ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เปิดตามกำหนดเดิม 1 ก.ค. ผู้ประกอบการระดับกลางเตรียมเฮ รัฐบาลสั่ง “สภาพัฒน์” เคาะมาตรการดูแล เล็งช่วยนายจ้างจ่ายเงินเดือนให้ รอถกรายละเอียดเลือกเวลาอุ้ม 3, 6, 9 เดือน

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 2/2564 หรือ ศบศ. ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางของจังหวัดภูเก็ต หรือภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตามข้อเสนอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะดำเนินการในวันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว โดยต้องดำเนินการดังนี้ 1.นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสตามเกณฑ์ของวัคซีนแต่ละชนิด มีระยะเวลาฉีดมากกว่า 14 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี และเป็นผู้เดินทางจากกลุ่มประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลางตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 2.เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่เดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางเข้าได้ ในขณะที่เด็กอายุระหว่าง 6-18 ปี ต้องได้รับการตรวจเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินภูเก็ต
3.มีเอกสารรับรองการฉีดจากประเทศต้นทาง โดยวัคซีนต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายของไทย หรือได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) 4.มีการติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือน 5.พำนักในโรงแรมที่พักที่ผ่านมาตรฐาน SHA+ ในเวลา 14 คืน และภายหลังการพำนักตามเวลาที่กำหนด สามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นในประเทศไทยได้ และ 6.รายงานตัวและรับการตรวจเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการควบคุมโรคของ สธ. และทำกิจกรรมท่องเที่ยวได้ภายใต้มาตรการป้องกัน ตามมาตรฐาน DMHTTA
โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ ททท.นำเสนอรายละเอียดของแผนต่อศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป
       นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับข้อเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง โดยมุ่งเน้นใน 4 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.กลุ่มประชากรโลกที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งรวมถึงนักลงทุนที่มีกำลังซื้อสูง 2.ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4.กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ
“ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำรายละเอียดของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆ และนำเสนอ ศบศ.พิจารณาต่อไป”
ด้านนายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ศบศ.ได้พิจารณามาตรการรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบ ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องทำอย่างรวดเร็วหลังจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการระบาดจากโควิด-19 ในระลอกล่าสุด และมีผู้ประกอบการที่รอความช่วยเหลือของมาตรการนี้จำนวนมาก
        นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพิ่มเติม โดยใช้เงินจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นผู้ประกอบการระดับกลาง เพราะยังไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐ ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยาก ซึ่งในกลุ่มนี้ต้องได้รับมาตรการในการช่วยเหลือที่แตกต่างไปจากเดิม
        “สศช.ได้หารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,   สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ข้อสรุปในแนวทางร่วมกันว่ามาตรการที่จะออกมาจะเป็นลักษณะของการช่วยอุดหนุนค่าจ้างแรงงาน หรือการช่วยจ่ายเงินเดือน ซึ่งขณะนี้กำลังดูว่าจะช่วยเหลือในสัดส่วนเท่าไหร่ของเงินเดือน และจ่ายในระยะเวลาเท่าไหร่” นายดนุชากล่าว
สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ มีหลักการที่สำคัญ 3 ข้อคือ 1.เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้องและยังคงประกอบกิจการอยู่ 2.เป็นกิจการและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คือไม่ได้มีปัญหามาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการระบาด และ 3.เป็นกิจการหรือธุรกิจที่เมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้วจะสามารถปรับตัวให้อยู่รอดและไปต่อได้หลังจากที่สถานการณ์โควิดคลี่คลายลง
        “การช่วยเหลือในลักษณะนี้จะเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง โดยช่วยจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนเพื่อช่วยรักษาและพยุงการจ้างงานในสถานประกอบการต่างๆ อาจเป็นการช่วย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 9 เดือน"
    ทั้งนี้ ศบศ.ยังรับทราบรายงานความคืบหน้ามาตรการด้านเศรษฐกิจที่ดำเนินการไปแล้ว ในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการเราชนะ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 1 มิ.ย.มีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 33.1 ล้านคน มูลค่าการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ รวม 257,997 ล้านบาท และ ม33 เรารักกัน มีผู้ได้รับสิทธิ์ 8,138,627 คน คิดเป็นวงเงิน 48,831.8 ล้านบาท ใช้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 8,040,416 ราย.

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.