ผัวทิ้งเมียตาบอด ทนทุกข์กับลูกน้อย


เพิ่มเพื่อน    

    สาววัย 26 ตาบอดทั้งสองข้างมานานกว่า 7 ปี หลังไปทำงานโรงหลอมเหล็กที่ชลบุรี ไม่มีเงินรักษาต่อเนื่องจนต้องกลายเป็นคนพิการ ซ้ำสามีหนีไปบวช ทิ้งให้เลี้ยงลูกวัยขวบเศษลำพัง มีเพียงเบี้ยคนพิการและบัตรสวัสดิการคนจนประทังชีวิต ต้องอดมื้อกินมื้อ อาศัยเพิงสังกะสีเก่าซุกหัวนอน เผยเคยท้อถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่ก็สงสารลูก
    เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านกลันทา หมู่ 10 ต.กระสัง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ มีสภาพความเป็นอยู่ที่น่าเวทนาสงสาร พิการตาบอดทั้งสองข้าง อาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีที่มีสภาพเก่าผุพังเป็นที่ซุกหัวนอน ต้องเลี้ยงลูกวัยชายวัย 1 ขวบเศษตามลำพัง เพราะสามีหนีไปบวชแล้วไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ปัจจุบันอาศัยเพียงเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนเดือนละ 300 บาท ซื้อข้าวสาร อาหารกินประทังชีวิต แต่ก็ไม่เพียงพอ ต้องอดมื้อกินมื้อ   
    ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ พบกับ น.ส.สุนิสา มุ่งรวยกลาง หรือยุ้ย อายุ 26 ปี สาวที่พิการตาบอดทั้งสองข้าง นั่งอุ้มลูกชายวัย 1 ขวบ 3 เดือน อยู่บริเวณเพิงเล็กๆ มุงด้วยสังกะสีเก่าผุพัง เป็นที่ซุกหัวนอนกับลูก ข้างกันมีเพิงที่ล้อมรอบด้วยสังกะสีอีกหลังซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแม่และพ่อเลี้ยง 
    น.ส.สุนิสา หรือยุ้ย เล่าว่า เมื่อประมาณปี 2554 ได้ไปทำงานที่โรงงานหลอมเหล็กกับพ่อแม่และสามีที่ จ.ชลบุรี โดยตนเองทำหน้าที่โหลดเหล็กเข้าเตาหลอม แต่หลังจากทำได้แค่ 3 เดือน ก็ต้องลาออกจากงาน เพราะเริ่มมีอาการปวดหัวรุนแรงและแสบที่ดวงตา เชื่อว่าน่าจะเกิดจากผลข้างเคียงจากฝุ่นสนิมเหล็กเข้าตา หลังลาออกกลับมาอยู่บ้านสามีที่ อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ได้ไม่นาน ตาเริ่มพร่ามัว จึงไปหาหมอที่ชุมพวง แต่หมอแนะนำให้กลับมารักษาที่ จ.บุรีรัมย์ เพราะมีสิทธิ์รักษาที่ จ.บุรีรัมย์ จึงตัดสินใจกลับมาตามที่หมอแนะนำ   
    ช่วงแรกหมอบอกว่าจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งช่วงนั้นตาทั้งสองข้างก็มองไม่เห็นแล้ว ต้องทำการผ่าตัด จึงทำเรื่องส่งตัวไปผ่าตัดที่โรงพยาบาล จ.ขอนแก่น แต่หลังจากผ่าตัดก็ยังมองไม่เห็น ซึ่งหมอบอกว่าจอประสาทตาเสื่อม อาจทำให้พิการมองไม่เห็น บอกให้ครอบครัวทำใจ แต่ก็ให้ความหวังว่าขอให้มาตรวจและรักษาต่อเนื่อง เผื่อมีโอกาส หรือวิวัฒนาการใหม่ที่สามารถช่วยรักษาได้ แต่ด้วยฐานะที่ยากจน ไม่มีค่าใช้จ่ายเดินทางไปรักษาได้อย่างต่อเนื่อง จึงต้องกลายเป็นคนพิการตาบอดทั้งสองข้างมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลานานกว่า 7 ปีแล้ว
    น.ส.สุนิสาเล่าทั้งน้ำตาอีกว่า ช่วงที่ตนเองมองไม่เห็น ก็มีแม่คอยดูแล และสามีทำงานรับจ้างหาเลี้ยง ส่วนตัวก็พยายามฝึกทำอะไรด้วยตัวเอง แต่พอมีลูกสามีก็เริ่มเครียด ดื่มเหล้า บางวันมีเงินให้บ้าง ไม่ให้บ้าง กระทั่งต่อมาสามีบอกว่าจะไปบวช ซึ่งช่วงแรกก็ยังโทรศัพท์ติดต่อหาลูก และส่งเงินค่านมมาให้ แต่ล่าสุดหายไปนานกว่า 3 เดือนแล้ว ไม่สามารถติดต่อได้เลย ทิ้งให้ตนที่พิการตาบอดเลี้ยงลูกตามลำพัง ปัจจุบันก็อาศัยเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนเดือนละ 300 บาท ซื้อข้าวสาร อาหารมาประทังชีวิต แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะต้องซื้อนมและอาหารเสริมให้ลูกกินด้วย ต้องอยู่อย่างยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ บางครั้งท้อถึงขั้นคิดสั้นอยากจะฆ่าตัวตาย แต่ก็สงสารลูก   
    เธอกล่าวว่า หากมีผู้ใจบุญช่วยเหลือ ก็อยากให้ช่วยรักษาตาให้มองเห็น เพราะอยากเห็นหน้าลูก ทั้งอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเองและลูกได้โดยไม่เป็นภาระคนอื่น
    ด้านนางตุ่ม สมบูรณ์ อายุ 51 ปี แม่ของ น.ส.สุนิสา บอกว่า หลังเห็นลูกสาวและหลานชายอยู่อย่างยากลำบาก ก็สงสารมาก แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะปัจจุบันตัวเองก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะป่วยเป็นความดันสูง หน้ามืดบ่อยครั้ง ปวดเข่า ทำงานหนักไม่ได้ เพียงแค่รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ กินไปวันๆ เท่านั้น บางครั้งไม่มีจะกินก็ไปหยิบยืมญาติพี่น้องมาให้ลูกสาวและหลานได้ซื้ออาหารกินประทังความหิวบ้าง  
    ท่านใดใจบุญต้องการช่วยเหลือ สามารถบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี น.ส.สุนิสา มุ่งรวยกลาง หมายเลขบัญชี 308-0-61208-6 บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์. 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"