ปฏิรูปตำรวจรื้องานสอบสวน


เพิ่มเพื่อน    

    เดินหน้าปฏิรูปตำรวจ "คำนูณ" เผยปฏิรูปใหญ่สายงานสอบสวน ปรับแก้ชื่อตำแหน่งงานสอบสวนทุกระดับขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ได้  ริบอำนาจหัวหน้าสถานี ย้ำความเป็นอิสระ มีพนักงานสืบสวนของตัวเอง การสอบสวนและความเห็นทางคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาสายสอบสวน รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายเลื่อนเงินเดือนพร้อมเงินพิเศษเทียบเท่า ขรก.อื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม
    เมื่อวันอังคาร นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เปิดเผยว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฯ นัดล่าสุดเย็นวันที่ 4 มิถุนายน เริ่มต้นลงลึกราย ละเอียดรายมาตราในประเด็นที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ คือการทำหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน อันเป็น 1 ใน 4 สายงานของการจัดส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยร่างฯ ใหม่จะระบุถึงความหมายของสายงานสอบสวนไว้ดังนี้ 
    "สายงานสอบสวน ได้แก่ งานเกี่ยวกับการสอบสวน และงานสืบสวนที่เกี่ยวเนื่องกับการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยการสอบสวน และกฎหมายอื่น นั่นหมายความว่าในสายงานสอบสวน จะมีเจ้าพนักงานสืบสวนเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานทำสำนวนคดีภายใต้บังคับบัญชาของสายงานตัวเองแยกออกมาจาก งานสืบสวนทั่วไป เพื่อป้องกันอาชญากรรมซึ่งอยู่ในสายงานป้องกันและปราบปราม" 
    นายคำนูณระบุว่า การมีพนักงานสืบสวนภายใต้บังคับบัญชาในสายงานสอบสวนเองจะเป็นหลักประกันในการทำงานภายในกรอบอำนาจหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดจากการแทรกแซง ทั้งนี้ ตำแหน่งของข้าราชการตำรวจทั้งหมดตามร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฯ ฉบับใหม่ ที่ปรับแก้จากเดิมดังนี้ 1.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 2.จเรตำรวจและรอง ผบ.ตร.  3.ผู้ช่วย ผบ.ตร. 4.ผู้บัญชาการและผู้บัญชาการสอบสวน 5.รองผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการสอบสวน  6.ผู้บังคับการ และผู้บังคับการสอบสวน 7.รองผู้บังคับการ และรองผู้บังคับการสอบสวน  8.ผู้กำกับการและผู้กำกับการสอบสวน 9.รองผู้กำกับการและรองผู้กำกับการสอบสวน 10. สารวัตรและสารวัตรสอบสวน 11.รองสารวัตร รองสารวัตรสอบสวน และพนักงานสืบสวนในการสอบสวน 12.ผู้บังคับหมู่ และผู้ช่วยพนักงานสอบสวน 13.รองผู้บังคับหมู่ 
    โฆษกคณะกรรมการร่าง พ.ร.บ.ตำรวจฯ ระบุต่อว่า ประเด็นที่ปรับแก้คือระบุชื่อตำแหน่งในสายงานสอบสวนไว้ในทุกระดับตั้งแต่เริ่มต้นที่ข้อ 12 ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ข้อ 4 และเพิ่มตำแหน่งพนักงานสืบสวนในสายงานสอบสวนไว้ ในชื่อ 'พนักงานสืบสวนในการสอบสวน' ไว้ที่ตำแหน่งระดับเทียบเท่ารองสารวัตร ตามปรากฏในข้อ 11 จะเห็นได้ว่า เมื่อเริ่มบรรจุเข้ารับราชการชั้นสัญญาบัตรในสายงานสอบสวนที่ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวนตามข้อ 11 จะมีโอกาสเติบโตในสายงานขึ้นไปตามลำดับจนถึงระดับผู้บัญชาการตามข้อ 4  ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามข้อ 3 และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามข้อ 2 ก็จะบัญญัติไว้ในมาตราต่อๆ ไปให้แต่งตั้งจากสายงานสอบสวน 2 คนและ 1 คนตามลำดับ 
    นั่นหมายความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสายงานสอบสวนจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่จะได้รับการพิจารณาให้เป็น ผบ.ตร. เพราะในมาตราต่อๆ ไปข้างหน้า จะกำหนดให้ ผบ.ตร.มาจากผู้ดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร.และจเรตำรวจเป็นหลัก และเพื่อความเป็นอิสระในการสอบสวน และการทำความเห็นทางคดี ร่างฯ ใหม่จึงกำหนดตำแหน่งของข้าราชการตำรวจไว้ให้มีผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสายงานสอบสวน โดยเฉพาะตั้งแต่ระดับหัวหน้าสถานีตำรวจหรือระดับกองกำกับการขึ้นไป จนถึงระดับกองบัญชาการควบคู่กันไปกับตำแหน่งผู้บังคับบัญชาทั่วไป 
    "ผู้บังคับบัญชาทั่วไปในแต่ละระดับยังคงมีหน้าที่และอำนาจสูงสุดในการบริหารหน่วยงานเหมือนเดิม ยกเว้นแต่อำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนและการทำความเห็นทางคดี ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวน ส่วนการแต่งตั้งโยกย้าย และการเลื่อนเงินเดือนประจำปี แม้จะเป็นหน้าที่และอำนาจ ของผู้บังคับบัญชาทั่วไปในระดับกองบัญชาการและกองบังคับการ แต่จะต้องดำเนินการตามข้อเสนอของผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวน เว้นแต่ในกรณีที่เห็นว่าข้อเสนอของผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวนมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมาย หรือกฎ ก.ตร.กำหนด ให้ผู้บังคับบัญชาทั่วไปมีอำนาจสั่งให้ผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวนทบทวนให้ถูกต้องตามที่กฎหมาย หรือ กฎ ก.ตร.กำหนดได้" 
    ทั้งนี้ หากผู้บังคับบัญชาสายงานสอบสวนทบทวนแล้วยังยืนยันตามข้อเสนอเดิม แต่ผู้บังคับบัญชาทั่วไปเห็นว่าการดำเนินการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือกฎ ก.ตร. ให้ผู้บังคับบัญชาทั่วไปมีอำนาจออกคำสั่งให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือกฎ ก.ตร. แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวที่จะร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ตร.หรือฟ้องศาลปกครองแล้วแต่กรณี 
    นายคำนูณระบุอีกว่า นอกจากนั้น ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสายงานสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งตามข้อ 8, 9,   10, 11  และ 12 เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจ ได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษตามอัตราที่ ก.ตร.กำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง โดยให้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานและการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมได้อย่างมีเกียรติ โดยเทียบกับค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้แก่ข้าราชการฝ่ายอื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย ซึ่งบทบัญญัตินี้มีอยู่แล้วในพ.ร.บ.ตำรวจฯ ฉบับปัจจุบัน แต่คณะกรรมการฯ ปรับแก้ให้เน้นเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจ เพื่อให้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของรัฐลงตรงไปที่สถานีตำรวจอันเป็นหน่วยที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด และเพื่อมิให้กำลังพลไปกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในส่วนกลางโดยไม่จำเป็น 
    นอกจากนั้น คณะกรรมการฯ ยังได้ย้อนกลับไปเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของ ก.ตร. ให้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวกับกำลังพล อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของสถานีตำรวจและกองบังคับการ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดอัตรากำลังพลสายงานสอบสวนรวมทั้งสายงานป้องกันและปราบปรามให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ และให้ ผบ.ตร.ดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวของ ก.ตร. โดยเฉพาะกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดและสถานีตำรวจภูธร 
    ทั้งนี้ เพื่อทำให้สถานีตำรวจมีความพร้อมในการรับใช้ประชาชนสูงสุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายเอง.