“พิชัย” สวดรัฐบาล ไม่หนุนพลังงานทดแทน เอาแต่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน


   

“พิชัย” สวดรัฐบาล ไม่สนับสนุนพลังงานทดแทน แต่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน “ธีระชัย” แนะรัฐบาล 4 ข้อ แก้ปัญหาน้ำมันแพง “กรกสิวัฒน์” ชี้ ไทยจ่ายค่าแก๊สหุง ต้มเท่าราคานำเข้าจากซาอุฯ ทั้งที่ ผลิตในประเทศได้มากกว่า ร้อยละ 90

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดงานเสวนา เวทีตรวจสอบการประพฤติมิชอบ นโยบายรัฐเรื่องพลังงานน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ทุกภาคส่วน ในหัวข้อ “แก้ปัญหาพลังงานอย่างไรไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 และเครือข่ายตรวจสอบ ภาคประชาชน โดยมีนาย ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง นายพิชัย นริพทพันธุ์ อดีต รมวพลังงาน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผอ.ศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร ม.รังสิต

นายพิชัย กล่าวว่า 4 ปี ที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำอะไรบ้างเกี่ยวกับพลังงานแต่ สิ่งที่เห็น เช่น รัฐบาลนี้ออกนโยบายสนับสนุนไม่สนับสนุนพลังงานทดแทน แต่กลับจะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นการกระทำที่สวนกับกระแสโลกที่เขาไม่ใช้พลังงานถ่านหินกันแล้ว อย่างไรก็ตามก่อนที่รัฐบาลจะดึงพลังงานของประเทศมาใช้ คุณจะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชนได้ใช้พลังงานราคาถูกที่สุด ต้องมีประสิทธิภาพ และรัฐบาลไม่ขาดทุน

นายธีระชัย กล่าวว่า ตนขอแนะนำแนวทางการจัดการด้านพลังงานแก่รัฐบาล 4 ข้อ ได้แก่ 1.ถึงเวลาที่ท่านต้องกลับไปรื้อโครงสร้างธุรกิจน้ำมันใน 2 เรื่องได้แก่ 1.1 ราคาที่โรงกลั่นจะขายน้ำมันให้กับคนไทย โดยยึดเอาราคาส่งออกเป็นที่ตั้ง ซึ่งต้องแก้ไขอย่างด่วนที่สุด 1.2 ปัจจุบันมีบริษัทหนึ่งควบคุมการกลั่นน้ำมันถึงร้อยละ 70 ของกำลังการกลั่นทั้งหมดของประเทศ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ค้าส่งน้ำมันอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง 2.ขอให้ปรับเพดานราคาก๊าซหุงต้มกลับมาในอัตราที่พอเหมาะ 3.ทบทวนบทบาทกองทุนน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันกองทุนดังกล่าวเป็นม่านกำบังการขาดประสิทธิภาพ หรือ ตัวเลขกำไรที่สูงเกินเหตุ  4.ขณะนี้ได้มีการแปรรูป การปิโตรเลียมแห่งประเทศ (ปตท.)ไปแล้ว การที่จะนำกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยมีรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดคงเป็นไปได้ และเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ควรต้องมีการตั้งคณะกรรมการ จากผู้เกี่ยวข้องในแต่ละกระทรวง เพื่อตรวจสอบว่า ปัจจุบัน บริษัท ปตท.ยังมีอภิสิทธิ์ หรือใช้สิธิอันเกิดจากอำนาจมหาชนของรัฐ อยู่ตรงไหน หรือไม่ อย่างไร เพื่อทำให้ ปตท.กลายเป็นบริษัทเอกชนอย่างแท้จริง พร้อมแข่งขันด้วยตัวเอง  

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า กรณีก๊าซหุงต้มนั้น อดีตที่ผ่านมาเมื่อน้ำมันขึ้นราคา ก๊าซหุ่งต้มไม่ขึ้นตาม ซึ่งแตกต่างกับปัจจุบันจนสร้างความเดือดร้อนไปทั่วอณูของสังคม เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งปัญหาที่ใหญ่ที่สุด และเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ มาจากรัฐบาลนี้ โดยในวันที่ 15 ธ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ เข้าประชุมในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติครั้งแรก ได้สั่งให้ยกเลิกราคากาซหุงต้มหน้าโรงกลั่น จากเดิมที่ 10 บาท ต่อ 1 ก.ก. ซึ่งเป็นราคาก่อนเสียภาษี ปัจจุบัน ราคาอยู่ที่ 17-20 บาท ต่อ 1 ก.ก. ทั้งที่แหล่งผลิตก๊าซหุงต้มในประเทศไทย ได้แก่ แหล่งเอราวัณ แหล่งบงกช แหล่งลานกระบือ ยังไม่หมดสัมปทานเดิม

เขากล่าวต่อว่า ขณะที่สัดส่วนการผลิตก๊าซหุงต้ม จากโรงแยกก๊าซนั้น ประเทศไทยสามารถผลิต ได้ร้อยละ 60 ผลิตจากโรงกลั่นร้อยละ 35 และนำเข้าร้อยละ 5 แต่ปัจจุบัน กลับใช้ราคาก๊าซหุงต้มทั้งหมดเป็นราคาเดียวกัน นั่นคือราคานำเข้าจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ทั้งที่ก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศไทย จึงกลายเป็นคำถามว่า เราจะมีแหล่งผลิตก๊าซในประเทศทำไม ทั้งที่ประชาชนต้องจ่ายในราคานำเข้า เช่นเดียวกับโรงกลั่นก๊าซ สรุปคือ เราใช้ก๊าซหุงต้มเหมือนกับประเทศไทยไม่มีโรงกลั่น และไม่มีทรัพยากรเลย ขณะที่มติดังกล่าวเป็นเรื่องถูกกฎหมาย มีมติรับรองถูกต้องทุกประการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้เป็นเรื่องถุกกฎหมาย แต่ไม่มีความเป็นธรรม me.shประชาชนต้องเป็นคนจ่ายส่วนต่างนี้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ จีดีพี เพิ่มขึ้น แต่ผลที่ออกมากลับเป็นการรวยกระจุก-จนกระจาย ต่อไป

“ค่าการตลาดของก๊าซหุงต้ม ปกติจะอยู่ที่ 3 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการยังระบุที่ 3 บาท แต่เมื่อไปซื้อจริงปรากฎว่า ค่าการตลาดนั้นอยู่ที่ 7 บาท หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการ ปล่อยเสรีราคาที่ปลายทางใช่หรือไม่ แม้ที่ผ่านมาจะอ้างว่าการไม่แสดงราคาปลีกจะทำให้ผู้ประกอบการแข่งกันลดราคา แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว


เอ่อ.......... ไม่รู้จะคุยอะไร เห็นบางพรรค บาง ส.ส.ทั้งแย่ง ทั้งทวง ทั้งขู่ จะเอาเก้าอี้รัฐมนตรีกัน

เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน