ติดเชื้อทะลุหมื่นห้า ทำสถิติใหม่อีกรอบ/สธ.ผวา80%ไร้อาการไม่รู้ต้นตอที่มา


เพิ่มเพื่อน    

ทุบสถิติอีก! ติดเชื้อทะลุ 1.5 หมื่นราย เสียชีวิตเพิ่ม 129 คน ยอดตายพุ่งเกิน 4 พันราย สธ.ชี้สถานการณ์วิกฤติมาก หลายเคสหาต้นตอไม่ได้ เหตุ 80% ไร้อาการ ไม่รู้คนใกล้ตัวติดเชื้อแล้วหรือยัง ขอร่วมมือล็อกดาวน์เข้มข้นก่อนถึงขั้น "อู่ฮั่นโมเดล" กรมควบคุมโรคเตือนหอพัก-บริษัทไล่ผู้ป่วยโควิดออกมีความผิด กทม.เร่งเปิดศูนย์พักคอยทั่วกรุง 52 แห่งภายใน ก.ค.  593 วัดทั่วประเทศเผาศพโควิดฟรี 
    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15,335 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 14,675 ราย, มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 11,759 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุก 2,916 ราย,  มาจากเรือนจำและที่ต้องขัง 641 ราย, มาจากต่างประเทศ 19 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 497,302 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 6,904 ราย หายป่วยสะสม 334,693 ราย อยู่ระหว่างรักษา 158,550 ราย อาการหนัก 4,151 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจ 961 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 129 ราย เป็นชาย 70 ราย หญิง 59 ราย โดยมากสุดอยู่ใน กทม. 66 ราย ทำให้ปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตสะสม 4,059 ราย 
     สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 2,700 ราย, สมุทรสาคร 1,081 ราย, สมุทรปราการ 1,056 ราย,  ชลบุรี 795 ราย, นนทบุรี 585 ราย,  ฉะเชิงเทรา 571 ราย, พระนครศรีอยุธยา 379 ราย, ปทุมธานี 339 ราย, ระยอง 322 ราย, นครปฐม 308 ราย พบคลัสเตอร์ใหม่ 5 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานอุปกรณ์สเตนเลส อ.กระทุ่มแแบน จ.สมุทรสาคร พบผู้ติดเชื้อ 127 ราย, โรงงานแปรรูปไก่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี 11 ราย, สถานสงเคราะห์บ้านเฟื่องฟ้า อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 8 ราย, บริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา 22 ราย และบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 21 ราย  
    ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงว่า มีการกระจายผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบผู้ติดเชื้อทุกจังหวัด โดยเฉพาะในแถบอีสานกลางและอีสานใต้ที่รับผู้ติดเชื้อจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา นอกจากนี้ยังพบคลัสเตอร์ในสถานประกอบการหรือโรงงานในบางจังหวัด ขณะที่ผู้เสียชีวิต 129 ราย อยู่ที่ กทม.ถึง 66 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นผู้มีโรคประจำตัว และพบหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 20 สัปดาห์เสียชีวิตด้วย และผู้เสียชีวิตมี 79 รายที่มีประวัติไม่เคยรับวัคซีน พบว่าผู้เสียชีวิต 65 คน อาศัยอยู่พื้นที่ระบาดและไม่สามารถค้นได้ว่าติดเชื้อจากใคร อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 60 ปี คิดเป็น 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก
       สำหรับปัจจัยเสี่ยงก่อนหน้านี้มาจากคนรู้จักหรือคนในครอบครัว แต่ในขณะนี้มีพื้นที่แพร่ระบาดหนักมากที่พบว่าหลายกรณีไม่สามารถตรวจสอบว่าติดเชื้อมาจากใคร เพราะวันนี้เราไม่รู้แล้วว่าคนใกล้ตัวติดเชื้อแล้วหรือไม่ เพราะ 80% เป็นการติดเชื้อแบบไม่มีอาการ ดังนั้นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ได้แก่ 1.ผู้ที่เดินทางไปจับจ่ายซื้อของ หรือมีความใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโดยไม่ทันระวังตัว 2.โรงงาน สถานประกอบการ 3.แคมป์คนงานและชุมชน ดังนั้นต้องเร่งมาตรการป้องกันที่สำคัญ ช่วงล็อกดาวน์ 14 วัน ทั้งในส่วนการป้องกันโรคส่วนบุคคล ต้องทำเสมือนว่าคนรอบข้างติดเชื้อแล้ว เพราะทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักต่างมีความเสี่ยงมาก โดยเฉพาะการออกไปซื้อของที่ตลาดหรือออกไปซื้อของร้านสะดวกซื้อ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
     ขณะเดียวกัน การป้องกันการระบาดในโรงงานและสถานประกอบการจำเป็นมาก เพราะหลายจังหวัดเมื่อพบผู้ติดเชื้อ มีการสั่งปิดโรงงานทำให้คนงานกลับไปอยู่ที่บ้าน เข้าชุมชนหรือหางานใหม่ทำ ทำให้นำเชื้อไปแพร่ต่อยังชุมชน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่แต่ละจังหวัด เร่งสื่อสารให้โรงงานและชุมชนรอบข้างเข้าใจ ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการบับเบิลแอนด์ซีล หากโรงงานไหนถ้ายังไม่พบผู้ติดเชื้อ ให้รีบควบคุมโรคแบบบับเบิลแอนด์ซีล จัดระบบควบคุม เพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่โรงงาน และหากพบผู้ติดเชื้อแล้วก็ไม่จำเป็นต้องปิดโรงงาน แต่ต้องแยกกลุ่มคนที่ติดเชื้อหรือมีโอกาสเสี่ยงออกมาจากคนอื่นๆ นอกจากนี้ ป้องกันการแพร่เชื้อในตลาด ทั้งในส่วนของผู้ค้า แรงงานรับจ้างในตลาดและลูกค้า รวมทั้งมาตรการงดออกจากบ้าน และงดเดินทางข้ามจังหวัดอย่างเข้มข้น
ร่วมมือก่อนถึง"อู่ฮั่นโมเดล"
        เมื่อถามถึงสถานการณ์ที่พบผู้ติดเชื้อเกินหมื่นรายต่อเนื่องมาหลายวัน และหากยังไม่ลดลง จะต้องใช้มาตรการอู่ฮั่นโมเดลหรือไม่ ผอ.กองระบาดวิทยากล่าวว่า มาตรการตอนนี้ใกล้เคียงอู่ฮั่นโมเดลแล้ว และสถานการณ์ตอนนี้คาดว่าจะยังคงพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แต่สถานการณ์ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มคงตัวมากขึ้น และมีแนวโน้มจะดีขึ้นในช่วง 4-6 สัปดาห์ แต่ในต่างจังหวัดจะพบผู้ติดเชื้อต่อเนื่องในระยะนี้ จึงขอร่วมมือจากทุกคน เพื่อให้ไปไม่ถึงอู่ฮั่นโมเดลที่ต้องปิดทุกอย่าง เพื่อให้ใช้ชีวิตปกติที่สุด โดยเฉพาะการอยู่บ้านกันให้มาก ลดการเดินทางข้ามจังหวัดและการเดินทางไปซื้อหาอาหารต้องระมัดระวังมากที่สุด อย่างไรก็ตาม พื้นที่สีแดงเข้มภายใน 2 สัปดาห์นี้ หากตัวเลขลดลงจะมีการผ่อนคลายมากขึ้น
      นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าสถานการณ์วิกฤติมากแล้ว ภาวะเตียงดูแลผู้ป่วยหนักและรุนแรงมากค่อนข้างตึงตัว แต่ สธ.เร่งดำเนินการเข้าดูแลผู้ป่วยเชิงรุกที่บ้านและเฝ้าระวังติดตามอาการโดยแพทย์และพยาบาล เพื่อดูแลรักษา และสิ่งสำคัญคือ มาตรการที่ดำเนินการต้องมีความเข้มข้น ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของประชาชนและทุกภาคส่วน ยืนยันว่าบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด
    ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) เปิดเผยว่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดการระบาดและการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ สบส. จึงแจ้งแนวทางการดำเนินการและการบริหารจัดการสำหรับกิจการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทุกแห่งที่ขึ้นทะเบียนกับกรม สบส. ให้ทุกแห่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากพบว่าสถานประกอบการแห่งใดย่อหย่อนมาตรฐาน จะมีคำสั่งให้แก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามจะมีการดำเนินการในขั้นต่อไปคือ สั่งปิดเป็นการชั่วคราว หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการต่อไป
    นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีลูกจ้างคนหนึ่งถูกนายจ้างไล่ออกจากงานและที่พัก พร้อมภรรยาและบุตร หลังแจ้งผลการตรวจพบเชื้อโควิดให้นายจ้างว่า การไล่ผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยโควิด-19 จะทำให้เกิดผลเสีย และอาจเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ เนื่องจากอาจทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายออกไปในวงกว้างยากต่อการควบคุมโรค อาจทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ หากพบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 ให้เจ้าของบ้านเช่า หอพัก หรือเจ้าของสถานประกอบการ รีบแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทราบโดยเร็ว ส่วนการหาเตียงให้ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่มีหลักประกันสุขภาพ ติดต่อกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) โทร. 1330 หรือกรณีเป็นผู้ประกันตน แจ้งสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โทร. 1506 จะมีเจ้าหน้าที่ประเมินอาการเบื้องต้น ถ้ามีอาการไม่รุนแรง จะแนะนำให้แยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ก่อน โดยจะจัดส่งชุดเวชภัณฑ์ดูแลรักษาโรคเบื้องต้นไปให้ที่บ้าน
    นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า พบผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ 641 ราย แยกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำสีแดง 558 ราย และห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 83 ราย โดยขณะนี้ยังมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 6,260 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสีเขียว 84.2 เปอร์เซ็นต์, สีเหลือง 15.4 เปอร์เซ็นต์ และสีแดง 0.4 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยที่รักษาหายสะสมแล้ว 37,065 ราย หรือ 84.7 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อสะสม 43,740 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 49 ราย โดยเป็นผู้ต้องขังชายอายุ 68 ปี มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง 
เร่งเปิดศูนย์พักคอย 52 แห่ง
    นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เยี่ยมการปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 เชิงรุก (Bangkok CCRT) ในพื้นที่เขตมีนบุรี ชุมชนเคหะรามคำแหง ซอยรามคำแหง 190/3 ชุมชนรุ่งนภา 2 และคลองสอง ต้นนุ่น เขตมีนบุรี ฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมาย และค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน โดยการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจแอนติเจน จากนั้น ตรวจความพร้อมเปิดศูนย์พักคอย ที่ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตมีนบุรี ซึ่งขณะนี้ได้ขยายเตียงเพิ่มอีก 200 เตียง 
    ปลัด กทม.กล่าวว่า กทม.ได้เร่งเปิดศูนย์พักคอยให้ครอบคลุมพื้นที่ระบาด โดยจะเปิด 52 แห่ง ภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งจะรอรับผู้ป่วยโควิดสีเขียวได้ถึง 6,000 คน โดยขณะนี้สำนักการแพทย์ กทม. กำลังคัดเลือกกลุ่มเขตละ 1 แห่ง เพิ่มศักยภาพเพิ่มเครื่องมือแพทย์ขึ้นเป็น รพ.สนาม ซึ่งจะมีทั้งหมด 6 กลุ่มเขต  เขตละ 100 เตียง รวม 600 เตียง รองรับผู้ป่วยสีเหลือง และล่าสุด รพ.ราชพิพัฒน์ จะเพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วยสีแดงได้อีก 40 เตียง
    สำหรับ Bangkok CCRT ลงพื้นที่ชุมชนแล้ว 1,317แห่ง มีประชาชนเข้ารับบริการ 57,767 ราย ให้บริการฉีดวัคซีนแล้ว 42,080 ราย โดยตั้งเป้าการตรวจคัดกรองเชิงรุกค้นหาผู้ติดเชื้อให้ครบ 2,016 ชุมชน ภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้
    มีรายงานว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้มีการปรับปรุงพื้นที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 14 แห่งทั่วประเทศ ตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสถานที่กักกันโรค เพื่อเข้าสู่การคัดกรองและควบคุมโรคติดเชื้อ โดยมีจำนวนผู้ต้องกักสะสมตั้งแต่ พ.ค.-ก.ค.2564 จำนวนกว่า 1,600 คน ปัจจุบันเหลือผู้ต้องกักกว่า 200 คน
    นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีหลายวัดทยอยร่วมเจตนารมณ์ "เผาศพโควิดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย" โดยมีวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 62 วัด, วัดในจังหวัดปริมณฑล จำนวน 124 วัด, วัดในส่วนภูมิภาค จำนวน 407 วัด รวมทั้งสิ้น 593 วัด นอกจากนี้มีวัดและสถานที่ในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทั่วประเทศ ได้ดำเนินการปรับพื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และสถานที่กักตัวรอดูอาการผู้ติดเชื้อแล้ว จำนวน 118 แห่ง ซึ่งมีความพร้อมรองรับและสนับสนุนการดำเนินงานทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้สั่งการให้ พศ. ดูแลคณะสงฆ์และผู้ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดอย่างเต็มที่ โดยให้พิจารณาจัดหาอุปกรณ์ป้องกันเชื้อให้ทางวัด อีกทั้งให้เร่งประสานขอฉีดวัคซีนให้พระสงฆ์ สัปเหร่อและผู้ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดอย่างเร่งด่วนต่อไป
    พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้กองทัพจัดกำลังลงพื้นที่ตั้ง “จุดบริการประชาชน” ในชุมชน 13 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม โดยกำลังทหารได้กระจายลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ แล้ว รวม 110  จุด โดยเป็นพื้นที่ใน กทม. 44 จุด เช่น ชุมชนวัดมะกอก สามพะยา วัดลาดบัวขาว วัดสะพาน สวนพลู ตลาดยิ่งเจริญ และตลาดดินแดง เป็นต้น โดยประชาชนในพื้นที่สามารถแจ้งเหตุเพื่อขอรับการช่วยเหลือได้ในทุกกรณี ซึ่งจะช่วยรองรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ อยู่ระหว่างเร่งจัดเตรียม รพ.สนาม โดย รพ.สนามสโมสร ทบ. รองรับผู้ป่วยได้ 300-400 ราย และ รพ.สนามสโมสร ตร. รองรับผู้ป่วยได้ 200 ราย คาดว่าจะเร่งเปิดใช้ได้ภายใน 30 ก.ค.นี้.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"