หั่นจีดีพีเหลือ1.3 นักท่องเที่ยวหด เก็บภาษีวืดเป้า


เพิ่มเพื่อน    

“คลัง” หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.3% โควิด-19 กระทบหนัก ทุบตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้เหลือ 3 แสนคน แต่ยังไม่ทำเศรษฐกิจติดลบแน่นอน ชี้ส่งออกพระเอกตัวจริง ลุ้นทั้งปีโตแกร่ง  16.6% รับรีดภาษีวืดเป้ากว่า 2 แสนล้านบาท 
    เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง  กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2564 ลงเหลือ  1.3% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.8-1.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.3% จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2564 ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ลดลงเหลือ 3 แสนคน ลดลง 95.5% รายได้จากการท่องเที่ยวเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ลดลง 93.5% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ดีที่ 16.6% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่  11%
    ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นที่ระดับ 4-5% จากภาพรวมภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านคนต่อปี ขณะที่ทิศทางการส่งออกยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในประเทศให้ฟื้นตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
    “ยอมรับว่าคลังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปีนี้ลงมาค่อนข้างเยอะพอสมควร จากเหตุผลหลักคือตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอย่างมาก แต่ก็มองว่ายังมีเม็ดเงินจากภาครัฐ รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังสามารถจะพยุงเศรษฐกิจให้ไม่ขยายตัวติดลบได้ จึงออกมาเป็นตัวเลขที่ 1.3% ต่อปี ซึ่งในช่วงคาดการณ์ด้านต่ำตัวเลขจีดีพีก็ยังไม่ติดลบ  แต่ก็ต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์รายวันที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก” นางสาวกุลยากล่าว
    ขณะที่การใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้ว  301 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 9.92 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายไปแล้ว 7.82 แสนล้านบาท คิดเป็น 78.78% ของวงเงินที่มีการอนุมัติ โดยยังมีเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวเหลืออีก 7.19 พันล้านบาท  ส่วน พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในปีนี้ 2 แสนล้านบาท และในปี 2565 อีก 3 แสนล้านบาท
    ทั้งนี้ มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของการระบาดโควิด-19 ระลอกล่าสุด โดยมีการประเมินว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะสูงสุดในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง 2.ข้อจำกัดเรื่องการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3.ความผันผวนในตลาดน้ำมันโลก และ 4.ทิศทางนโยบายการเงินของตลาดโลกที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นจะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย
    สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ  2564 ยอมรับว่าจะทำได้ต่ำกว่าประมาณการอย่างน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท โดยจากข้อมูลการจัดเก็บรายได้สะสมจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 64 พบว่าจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายแล้ว 1.9 แสนล้านบาท แต่ยังมีระยะเวลาเหลืออีกประมาณ 1 ไตรมาส ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป แม้ว่าการจัดเก็บรายได้จะไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่อยากให้หลายฝ่ายต้องกังวล เนื่องจากกระทรวงการคลังยังมีวงเงินกู้เพื่อรองรับการใช้จ่ายที่จำเป็นอยู่ ทั้งการกู้ขาดดุลงบประมาณและการกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ที่ยังสามารถรองรับรายได้ในส่วนที่หายไป และยังสามารถรักษาระดับเงินคงคลังภายในปีงบประมาณ 2564 อย่างน้อยที่ 4 แสนล้านบาทได้ 
    นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการคนละครึ่งขณะนี้ได้เร่งหารือกับ Food Delivery Platform ไปแล้วประมาณ 5 ราย  และหลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งก่อนสรุปแนวทางเพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่งสามารถใช้จ่ายผ่าน Food  Delivery Platform ได้ทันภายในเดือน ต.ค.64 ซึ่งเม็ดเงินของมาตรการคนละครึ่งก้อนใหม่จะออกมา ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการเพิ่มวงเงินในมาตรการคนละครึ่งนั้นยังไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้
    ส่วนทิศทางหนี้สาธารณะที่คาดการณ์ว่า ในสิ้นปีงบประมาณ  2564 จะอยู่ที่ระดับ 58.88% นั้น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ  (สบน.) ยืนยันว่ายังสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่  60% ต่อจีดีพีได้ แต่หากมีการกู้เงินในรูปแบบต่างๆ จนส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะแตะหรือเกินกรอบวินัยการเงินการคลัง ก็สามารถปรับขยายเพดานหนี้สาธารณะได้ โดยเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้พิจารณาขยายกรอบวินัยการเงินการคลังได้ตามสถานการณ์จำเป็น.


"ฝ่ายค้าน" นี่ วันๆ ขยันอ่านแต่รัฐธรรมนูญนะ อ่านหาช่อง ว่ามีมาตราไหนใช้เป็นเหตุให้ "พลเอกประยุทธ์" พ้นวงจรการเมืองได้บ้าง?

นายกฯ "ยิ่งถูกด่า-ยิ่งเด่น"
"อุตสาหกรรมภาพยนตร์"
เรื่องของ"กบเลือกนาย"
แซะจน "เสียมหัก" จนได้
"ก็...ไม่ได้กู้มาโกงนี่ครับ"    
"ข่าวนิมิต" ๒ ป.แตกกัน