สภาถกวันแรกงบกลางฉลุย


เพิ่มเพื่อน    

สภาประชุมวันแรกถกงบ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน ผ่านฉลุยมาตรา 6 งบกลางที่ได้เพิ่มมา 1.63 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้โควิด ด้วยคะแนนเห็นด้วย 326 เสียง ไม่เห็นด้วย 52 เสียง “ก้าวไกล” เรียงหน้าสับรีดไขมันได้มากกว่านี้ ข้องใจสารพัดโครงการทั้งปาล์มน้ำมัน-ประมงเกี่ยวข้องไวรัสอย่างไร  
    เมื่อวันพุธที่ 18 สิงหาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ปีที่ 3 ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
    โดยเมื่อเข้าสู่การพิจารณา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดการปรับลดงบประมาณในชั้น กมธ.ว่า กมธ.ปรับลด 16,362 ล้านบาท โดยนำไปเพิ่มให้งบกลางรายการค่าใช้จ่ายบรรเทาแก้ปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งการปรับลดและเพิ่มงบประมาณให้ความสำคัญต่อความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจแก้ปัญหาโควิด-19 รายการจำเป็นเร่งด่วน เป็นประโยชน์กับประชาชน เพื่อให้ดำเนินการตามกรอบวงเงินงบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท ตามที่สภารับหลักการวาระแรก
จากนั้นที่ประชุมสภาเริ่มพิจารณาในมาตรา 4 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท โดยมี ส.ส.ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเสนอให้ปรับลดงบประมาณตั้งแต่ 3-23% อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะ กมธ.อภิปรายว่า ขอสงวนความเห็นปรับลด 1 แสนล้านบาท เพราะแม้ กมธ.ปรับลดตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบแล้ว 1.63 หมื่นล้านบาท แต่ยังเห็นว่าเรายังรีดไขมันไม่เพียงพอ ยังสามารถรีดไขมันได้อีก 3 ประเภท คือ ไขมันเกี่ยวกับความมั่นคง ไขมันที่เน้นลงทุนสิ่งก่อสร้าง และไขมันงบประมาณที่ตั้งสูงกว่าท้องตลาด
    ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะ กมธ. กล่าวเช่นกันว่า ขอปรับลดงบอีก 1 แสนล้านบาท คงเหลือ 3 ล้านล้านบาท เพราะไขมันยังรีดได้อีกจำนวนมาก 
ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.อภิปรายว่า ขอปรับลด 10% หรือ 3.1 แสนล้านบาท จากยอด 3.1 ล้านล้านบาท เพื่อลดการขาดดุลของประเทศ เพราะรัฐบาลเข้าสู่ปีที่ 7 ยังเป็นนักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และขอให้ฉายาการจัดงบปี 65 ว่าจัดงบเละเทะ ไม่สนโรคภัยของประชาชน แถมยังกู้ลั่นสนั่นเมืองตั้งแต่ระลอกที่หนึ่งจนถึงปัจจุบัน
    ต่อมาเวลา 12.48 น. ที่ประชุมพิจารณามาตรา 6 งบกลาง จำนวน 587,409 ล้านบาท น.ส.ศิริกัญญา ซึ่งสงวนความเห็นเสนอให้ตัดงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท โดยระบุว่าปีนี้มีการเพิ่มงบให้งบกลางอีก 1.63 หมื่นล้านบาทเพื่อใช้จ่ายเรื่องโควิด-19 ทั้งที่ความจริงได้ตั้งเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและความจำเป็นอยู่แล้ว จำนวน 89,000 ล้านบาท ซึ่งคิดว่ามากเกินพอแล้ว เพราะที่ผ่านมาสภาเพิ่งอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทไป 
    “งบกลางเพื่อใช้บรรเทาโควิดนั้น ถ้าเป็นโครงการใหญ่จะอนุมัติโดยตรงจากมติ ครม. ซึ่งมีโครงการที่น่าสงสัย เช่น การอนุมัติงบให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อทำสถานกักตัวของรัฐ 1,613 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะใช่ความเชี่ยวชาญของกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิดอย่างไร เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันสู่โอลีโอเคมิคอลแบบครบวงจร จำนวน 22 ล้านบาท โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมง แหล่งน้ำชุมชน สำนักงานประมง จังหวัดนครราชสีมา 1,147 ล้านบาท ค่าทำพัฒนาเนินทรายงามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามเส้นทางท่องเที่ยว 19 ล้านบาท ถามว่าโครงการเหล่านี้เป็นการแก้ไขโควิดอย่างไร” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
    ในขณะที่การอภิปรายงบกลางของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ใน กมธ.วิสามัญได้เห็นชอบให้นำงบประมาณที่ตัดลดลง 1.63 หมื่นล้านบาทไปไว้ในงบกลาง ต่างอภิปรายสนับสนุนการตัดลดงบดังกล่าวไปแก้ปัญหาโควิด และไม่ได้โจมตีงบกลางมากนัก มีเพียงแค่ตั้งข้อสังเกตให้ระมัดระวังการใช้งบตามวัตถุประสงค์  
    นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปรับลดงบ 1.6 หมื่นล้านบาท มาไว้ในงบกลางเพื่อบรรเทาเยียวยาโควิด แต่ขอความมั่นใจไปยัง กมธ.และสภาเรื่องความไม่ไว้วางใจผู้ที่จะนำงบประมาณไปใช้คือ นายกฯ ที่ต้องนำไปแก้ปัญหาโควิด โดยควรนำงบ 1.6 หมื่นล้านบาทไปซื้อวัคซีน mRNA ฉีดให้ประชาชน ถ้าไม่ทำเช่นนี้อาจถูกมองนำงบไปปู้ยี่ปู้ยำได้ เพราะ 30 ล้านโดสของวัคซีน mRNA ที่ซื้อมาขณะนี้ไม่พอ   
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค พท.อภิปรายว่า เห็นด้วยที่เพิ่มงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท นำไปแก้ปัญหาโควิด แต่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น 89,000 ล้านบาท ควรตัดลง 5% หรือ 28,000 ล้านบาท ที่อาจนำไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ 
ด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค กก.อภิปรายว่า อยากให้จับตางบกลางในรายการเงินสำรองฉุกเฉินจำนวน 89,000 ล้านบาท อาจเป็นงบ ส.ส.กลายพันธุ์ เพราะล่าสุดสดๆ ร้อนๆ มีการปล่อยโครงการบ่อน้ำบาดาล 2,117 โครงการให้ 23 จังหวัด รวมมูลค่า 6,170 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำงบประมาณในส่วนของเงินสำรองมาใช้ และไม่มีรายละเอียดแจกแจงเหตุผลว่าทำไมบางจังหวัดได้โครงการ บางจังหวัดไม่ได้โครงการ บางจังหวัดได้งบมาก บางจังหวัดได้งบน้อย
    “ผมทำงาน กมธ.มีความรู้สึกว่าเหมือนไถนามาให้ พล.อ.ประยุทธ์กิน กว่าจะปรับงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ มาได้ด้วยเหตุผลสารพัด ผมมาทำหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าใจว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลต้องเทงบให้ แต่ขอให้ระวังมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนรายการไม่ว่าจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม”
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมสภาใช้เวลาในการพิจารณาเฉพาะมาตรา 6 งบกลางเกือบ 4 ชั่วโมง ก่อนมีมติเห็นชอบมาตรา 6 งบกลางตาม กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยคะแนนเห็นด้วย 326 เสียง ไม่เห็นด้วย 52 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 4 เสียง
    ในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 16.00 น. การอภิปรายเข้าสู่มาตรา 7 งบสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 24,260 ล้านบาท โดย ส.ส.ยังคงอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่ยังคงเสนอให้ตัดงบหลายหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน อาทิ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรค ก.ก. อภิปรายว่า งบส่วนนี้ต้องถูกตัดอย่างน้อย 10% บางหน่วยงานดูแล้วควรยุบทิ้ง ส่วนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาลวงเงิน 50 ล้านบาท ตั้งราคาโอเวอร์ เลื่อนไปก่อนก็ได้ เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทย สิ่งที่อันตรายต่อทำเนียบรัฐบาลคือ การทำรัฐประหารอย่างเดียว ตอนนี้คนทำรัฐประหารเวิร์กฟรอมโฮมน่าจะปลอดภัยได้อยู่
    “อีกภาระหนึ่งที่ควรยุบทิ้งเสียดายภาษี 8 พันล้านบาท สุดยอดหน่วยงานอัจฉริยะทำได้ทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือดำน้ำ คือ กอ.รมน. สิ่งตกค้างจากยุคสงครามเย็น ที่มีเอาไว้จัดการศัตรูทางการเมือง 40 ปีก่อนอย่างคอมมิวนิสต์ ยุบเถอะครับ ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นเขาหมดเลย”
หลังจากที่ ส.ส.อภิปรายมาตรา 7 ครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมเห็นชอบวาระ 2 ตาม กมธ.ด้วยคะแนน 246 ต่อ 109 ไม่ลงคะแนน 1
ต่อมามีการพิจารณามาตรา 8 เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม วงเงิน 92,753,279,000 บาท โดย ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านต่างอภิปรายให้ปรับลดงบประมาณลง เนื่องจากไม่เหมาะกับสถานการณ์ โดยนายพิธาอภิปรายว่า แม้กองทัพเรือ (ทร.) ถอนเรือดำน้ำออกจากงบประมาณแล้ว แต่ยังมีงบประมาณก่อสร้างยุทโธปกรณ์ เช่น โรงจอดเรือ เรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบก โดรนขนาดใหญ่ตระเวนชายฝั่งไร้คนขับ เป็นงบผูกพันกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ต่างชาติเริ่มทบทวนการซื้อและลดการใช้โดรนขนาดใหญ่ไร้คนขับแล้ว จึงขอเสนอตัดงบ 2.6 หมื่นล้านบาท    
น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม. พรรค ก.ก. กล่าวว่า เข้าใจภารกิจในการป้องกันประเทศ แต่ก็ปวดใจ มีงบประมาณมากมาย ไม่เร่งด่วนสอดคล้องกับภารกิจหน่วยงาน ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดที่เข้าขั้นวิกฤติ 
ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. กล่าวว่า ทำไมไม่เจรจาเลื่อนการจ่ายงวดงานเรือดำน้ำออกไป เพราะเดินทางไปฝึกไม่ได้ ขณะเดียวกันยังมีการจัดซื้อเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่โดยที่เรือไม่มีอาวุธ รวมถึงโดรนลาดตระเวนชายฝั่งไร้คนขับ 3 ลำ 4,100 ล้านบาท ซื้อไปทำไม โดรนนั้นฆ่าโควิดได้หรือไม่ มีเหตุผลอะไรต้องให้กองทัพเรือซื้ออาวุธมากมาย ท่ามกลางความหิวโหยประชาชน ถ้าตอบไม่ได้ ขอให้คาร์ม็อบมาไล่เยอะๆ จะได้ไปเร็วๆ.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.