ประยุทธ์ไม่ออก ม็อบไม่หยุด


เพิ่มเพื่อน    

 เข้าช่วงตะลุมบอน บิ๊กตู่ไม่ออก ม็อบไม่เลิก

                การเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองบนข้อเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเป็นไปอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดงที่กลายเป็นสมรภูมิย่อยๆ ระหว่างผู้ชุมนุมบางส่วนกับตำรวจ ที่ดูแล้วการเคลื่อนไหว การชุมนุมทางการเมืองหลังจากนี้คงไม่เลิกง่ายๆ ท่ามกลางข้อเป็นห่วงจากหลายฝ่ายที่เกรงสถานการณ์จะบานปลายจนเกิดการสูญเสียตามมา

            สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำจัดกิจกรรมคาร์ม็อบ ที่ขณะนี้ร่วมเคลื่อนไหวการเมืองกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. จัดกิจกรรม Car Park เพื่อเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง ล่าสุดมีการนัดหมายการชุมนุมแบบคาร์ม็อบอีกครั้งวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคมนี้ โดยเขากล่าวถึงภาพรวมการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้อง-กดดันให้พลเอกประยุทธ์ลาออกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานมันเป็นความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลประยุทธ์ การบริหารจัดการของรัฐบาลประยุทธ์มันมาจากเรื่องนี้ก่อน มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ไม่มีที่มาที่ไป รวมถึงที่มาต่างๆ ที่สะสมกันมา เรียกว่าลากกันยาวเลย

...ความรู้สึกนี้ถูกนำออกมาสู่การขับเคลื่อน แม้ว่าจะอยู่ในยามที่มีสถานการณ์โควิดระบาดอย่างหนัก ทั้งที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่แตะที่สองหมื่นคนต่อวัน คนส่วนใหญ่ก็จะอยู่บ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน แต่ว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงออกมา คนเหล่านี้ไม่กลัวโควิด ไม่ได้รับข่าวสารหรือ ผมว่าไม่ใช่ แต่เป็นความรู้สึกที่รู้สึกว่าจะต้องออกมา ผมคิดว่าภาพตรงนี้มันชัด

ข้อเรียกร้องที่มันชัดมากก็คือ การเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ ซึ่งถ้าวัดกระแสต่อเนื่องกันมา โดยจริงๆ ก็ต้องดูไปถึงการเคลื่อนไหวก่อนหน้านั้นด้วย มันสะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นความรู้สึกที่มีมาต่อเนื่องและมันเป็นโมเมนตัม ผมมองว่ามันเป็นโมเมนตัม คนก็จะออกมาด้วยความรู้สึกโกรธ สิ่งที่ผมจับความรู้สึกได้คือ อารมณ์ที่เป็นอารมณ์โกรธ และอารมณ์นี้ล้อไปกับสถานการณ์ของรัฐบาล

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์การเคลื่อนไหวเมื่อปี 2563 มันก็ไม่ได้ต่างกันมาก หมายความว่า คือมันมีเหตุการณ์ที่มีการปะทะ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว เพียงแต่ว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กิจกรรมทางการเมืองมันหายไป พอมาตอนนี้ที่มีกิจกรรมทางการเมืองชุกชุมมากขึ้น ก็ทำให้ภาพเดิมของการปะทะก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

-การชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมาที่มีการเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ ภาพที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนของม็อบขับไล่นายกฯ หลังจากนี้อย่างไรหรือไม่?

            เอาจริงๆ ก็มีความกังวลว่าการเผชิญหน้า ที่เป็นการเผชิญหน้าทั้งสองฝ่าย มีการกระทบกระทั่งจากทั้งสองฝาย ซึ่งต้องเข้าใจว่าเวลารัฐใช้กองกำลังและใช้อาวุธในการควบคุมฝูงชน ด้านหนึ่งของมัน หนึ่งก็คือต้องการใช้หยุดยั้งการเคลื่อนไหวของมวลชน แต่ด้านหนึ่งของมัน การใช้แก๊สน้ำตา การใช้น้ำฉีดต่างๆ การใช้กระสุนยาง มันเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้มวลชนโกรธ

            คำถามคือแล้วมวลชนเขามีอะไร มวลชนเขาก็ไม่ได้มีอุปกรณ์ เพราะหากเขามีได้ จัดหาได้ และมันอยู่ภายใต้วิสัยที่เขาทำได้ภายใต้กฎหมายก็คงทำ อย่างเช่นก็จะเห็นเขาพยายามจะทำเสื้อเกราะ หรือการทำโล่เพื่อป้องกัน ทีนี้เมื่อมีการใช้มาตรการควบคุมฝูงชน แม้จะมีเจตนาต้องการควบคุม แต่จริงๆ ด้านหนึ่งของมัน มันทำให้เกิดความโกลาหล เกิดความโกรธแค้นและเกิดการตอบโต้ ซึ่งการตอบโต้จะทำอย่างไรได้บ้าง คนก็จะเห็นตั้งแต่การที่พวกเขามีมวลชนส่วนหนึ่งเดินเข้าไปในแนวที่ตำรวจกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) ทำแนวกั้นห่างกันสัก 50 เมตร 100 เมตร แล้วก็เดินยั่วยุกัน ตะโกนด่ากัน ซึ่งการด่ากัน การเอาหินเขวี้ยง มันเป็นการตอบโต้ ซึ่งการที่เราเห็นภาพการตอบโต้ เช่น การทำลายป้อมยามตำรวจ มันเป็นอารมณ์ ถ้าเอาอย่างถึงที่สุด ก็คือมันเป็นปรากฏการณ์ทางอารมณ์ล้วนๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ผู้ปฏิบัติงานและมวลชนที่อยู่ส่วนหน้ามีอารมณ์อยู่ไม่น้อย หมายถึงก็มีมวลชนจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งหมดเข้าไปที่ส่วนหน้า ซึ่งมันไม่เหมือนกับการจลาจลในต่างประเทศที่จำนวนผู้เข้าไปเผชิญหน้าจะมีจำนวนมาก มีสัดส่วนที่เป็นจำนวนมาก โดยหากเป็นแบบในต่างประเทศ เราก็จะเห็น ปรากฏการณ์อย่างเช่นที่มีการปล้มสะดมอย่างที่เห็นในต่างประเทศ เวลาเกิดสถานการณ์ทางการเมือง เช่นที่แอฟริกาใต้เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือจะปิดเมืองแล้วปล้นสะดม มีการเผาสถานที่ราชการ ส่วนที่เราเห็นภาพเช่นที่ป้อมยามตำรวจ มันเป็นปฏิกิริยาตอบโต้แบบฉับพลัน คือมีอารมณ์ขึ้นมาก็เอาก้อนหินขึ้นมา เจอรถตำรวจก็เขวี้ยงใส่ เผาได้เผา มันก็จะออกมาในลักษณะนี้ ก็สะท้อนสภาวะทางอารมณ์

            ผมคิดว่าหากเป็นไปได้ ผมคิดว่าทุกฝ่ายพยายามจะหาทาง แต่มันยังหาทางไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันจะลงกันอย่างไร ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานควบคุมฝูงชนกับมวลชน เพราะหากดูการประกาศของแกนนำเช่นที่ประกาศเมื่อ 10 สิงหาคม อย่างรุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เขาประกาศชัดเจนว่าให้ถอยออกมา และนั่นไม่ใช่เป้าหมาย ผมคิดว่าระดับนำไม่ได้ส่งสัญญาณปะทะหรือมีเจตจำนงที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง แต่การเกิดกิจกรรมที่มีมวลชนจำนวนมาก และอยู่บนเงื่อนไขที่อารมณ์ของประชาชนโกรธ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐมีการใช้เครื่องมือเหล่านี้อยู่ข้างหน้า มันจึงมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น

เมื่อถามว่าการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำอยู่ในพื้นที่การชุมนุม มันมีผลอะไรหรือไม่ต่อการชุมนุม เพราะก่อนหน้านี้การชุมนุมก็ยังมีกลุ่มแกนนำม็อบคณะราษฎร 63 คอยคุมการชุมนุมในพื้นที่ สมบัติ-บ.ก.ลายจุด ให้ความเห็นว่า การชุมนุมต้องมีรถเครื่องเสียงขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้า แต่โอกาสยากเพราะการชุมนุมที่ผ่านมา เช่นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถเครื่องเสียงก่อนที่จะออกมาด้วยซ้ำไป อย่างที่ผมได้ฟังน้องๆ เขาพูดถึงปัญหาในการหารถเครื่องเสียง ซึ่งด้านหนึ่งก็คือเอาไว้ปราศรัย แต่อีกด้านหนึ่ง รถเครื่องเสียงมันเป็นเครื่องมือในการควบคุม แต่ตำรวจก็มองว่ารถเครื่องเสียงเป็นรถที่ใช้ในการชุมนุม โดยเมื่อแกนนำสูญเสียรถเครื่องเสียงก็จะเป็นปัญหา ประกอบกับเรื่องของแนวปะทะ เพราะมวลชนเคลื่อนไหวเร็วมาก เราจะเห็นว่ามีมวลชนจำนวนหนึ่งพร้อมจะไปอยู่ข้างหน้าเลย เราจะเห็นภาพแบบนี้ มันเป็นออร์แกนิก มันไม่ได้มีการสั่งให้เดินไปข้างหน้าจุดนั้น เอาพูดจริงๆ ก็คือ มันเป็นเรื่องที่คุมได้ยากมากในสถานการณ์แบบนั้น คือทันทีที่เขาเห็น แนวรั้วไม่ว่าจะเป็นคอนเทนเนอร์หรือตำรวจจากกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชนอยู่ มันดึงดูดมวลชนจำนวนหนึ่งให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ใกล้กัน เพราะก็เคยมีเรื่องมีราวกันมาก่อนหน้านี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะโดยส่วนตัวผมคิดว่าที่เขาปะทะกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น คฝ.หรือผู้ชุมนุม เขาไม่ใช่คู่กรณี ถ้าจะย้อนกันจริงๆ คู่กรณีเป็นเรื่องของ "รัฐ" คือตัวผู้นำประเทศ มันไม่ใช่ตำรวจ คฝ. คนที่กระทบกระทั่งกันมันไม่รู้เป็นใคร ไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้ว่าเป็นใคร บ้านอยู่ไหน ไม่รู้ประวัติกันเลย แบบนี้มันจะมาเป็นคู่กรณีกันไม่ได้

โดยส่วนตัวผมจึงเห็นว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง เพราะอย่างผมก็คิดว่ารูปแบบที่ผมออกแบบไว้ มันเซฟและมันป้องกันเรื่องพวกนี้ได้ แต่ก็เห็นว่ามันมีโอกาสที่มันจะหลุดรอดออกจากการออกแบบและการสื่อสารที่กำหนดไว้

                -ประเมินการเคลื่อนไหวของม็อบต่อจากนี้อย่างไร และควรทำอย่างไรให้การเคลื่อนไหวไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีก?

            แต่ละกลุ่มจะมีโทนที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่โทนอ่อนยันโทนเข้มเลย ซึ่งตอนแรกๆ ผมคิดว่าคนจะแยกโทนได้ จริงๆ ก็เหมือนกับจะแยกโทนได้ แต่ว่าภาพที่มันเกิดขึ้นแต่ละเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้มันแทบจะแยกโทนไม่ได้แล้ว มันมีโมเมนตัมที่ต่อเนื่องกัน

            "แนวโน้มจะเป็นอย่างไร ผมรู้แต่ว่าแนวโน้มการชุมนุมจะไม่มีทางเลิกจนกว่าพลเอกประยุทธ์จะลาออก พลเอกประยุทธ์คือตัวปลดชนวนอย่างแท้จริง”

.....แรงกดดันในทุกรูปแบบทุกพื้นที่มันจะออกมาในรูปแบบและช่องทางต่างๆ และออกมาทีต้องยอมรับว่ามันอยู่บนพื้นฐานของความโกรธแค้น ดังนั้นมันสุ่มเสี่ยงมากที่จะมี ซึ่งในแง่ปริมาณม็อบก็คงจะมากขึ้นเยอะ ผมคิดว่าเดือนสิงหาคมนี้คือเดือนที่ตะลุมบอนแล้ว จะมีปริมาณการชุมนุมที่มาก และแน่นอนว่าจะอยู่ในสภาวะที่ มันสั่งสมความรู้สึก ดังนั้นหากไม่มีการทำอะไรเลย ปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ มันก็มีโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันในทุกแมตช์ จะเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ก็เรื่องนึง แต่ผมคิดว่าโอกาสที่จะไม่เกิดเหตุการณ์จะมีน้อยกว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์การปะทะกัน การเผชิญหน้ากัน

เมื่อถามถึงการต่อยอดจากคาร์ม็อบมาเป็นคาร์ปาร์ก ทิศทางและเป้าหมายคืออะไร สมบัติ-บ.ก.ลายจุด กล่าวว่า เป้าหมายก็คือการกดดันให้พลเอกประยุทธ์ลาออก หรือการให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำ สมมุติพลเอกประยุทธ์ไม่ลาออกเอง ก็ต้องหาแรงกดดันไปที่ใครที่จะทำให้พลเอกประยุทธ์ลาออกได้

หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริงๆ คือพลเอกประยุทธ์ลาออก หลังจากนั้นผมคิดว่าม็อบก็น่าจะซาไปเลย ผมว่าเป็นวิธีการหยุดม็อบเลย แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าพลเอกประยุทธ์จะมองเรื่องนี้อย่างไร แต่ไม่มีทางอื่น เพราะผมยังมองไม่เห็นวิธีการอื่นที่จะหยุดม็อบได้อย่างไร ไม่มี ไม่มีเลย ณัฐวุฒิเขาพยายามที่จะรักษาบรรยากาศของการชุมนุม การส่งสัญญาณของเขาในหลายครั้ง เราจะเห็นได้ว่าเขาพยายามที่จะออกแบบ รักษาบรรยากาศการชุมนุมให้อยู่ในรูปแบบที่ไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนในลักษณะที่เป็นการเผชิญหน้ากัน อันนี้ผมมั่นใจว่าเขาไม่มีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังเลย ไม่ได้รู้สึกว่าอยากให้มันเกิดการสร้างแรงกดดันอะไร ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร พูดตรงๆ ผมก็กังวลอยู่ เพราะว่ามันต่อเนื่องกันมาหลายเหตุการณ์ นี่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สังคมโดยรวม ทั้งรัฐและประชาชนต้องเปิดอภิปรายเรื่องการเผชิญหน้ากัน ควรได้เปิดอภิปรายในทางสาธารณะ และอาจต้องมีการต่อสู้กันในเชิงแนวทาง

-ประเมินว่า พลเอกประยุทธ์ เครือข่าย 3 ป. และพรรคร่วมรัฐบาล จะยื้อให้อยู่ได้นานแค่ไหน?

            ก็เป็นการชิงไหวชิงพริบกัน คือสมมุติว่าไม่มีม็อบเลย ผมคิดว่ารัฐบาลก็เผชิญกับสถานการณ์วิกฤติศรัทธา ซึ่งประเด็นเรื่องการบริหารจัดการแก้ปัญหาโควิดเป็นหลักฐานและเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ประชาชนเกิดวิกฤติศรัทธาขึ้น ตอนนี้เป็นวิกฤติ ไม่ใช่แค่ระดับความไม่พอใจธรรมดา เราต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติ คือไม่ยอมรับแล้ว ไม่ไหวแล้ว มันอยู่ในอารมณ์แบบนั้น

 ดังนั้น อารมณ์ความพลุ่งพล่านมันสูงมาก ทำให้เมื่อมีกิจกรรมใดๆ ที่อาจไม่ได้เกิดจากคนที่มีศักยภาพ หรือมีการเตรียมการอะไรมากมาย อย่างผมทำคาร์ม็อบ ผมก็แค่ขับรถมาคันเดียว ใช้ทุนในการทำกิจกรรม 150-200 บาท ในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง แล้วทำกิจกรรมสเกลใหญ่ได้ สิ่งนี้มันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมที่มีต่อรัฐบาล คนอยากหาทางออกในการแสดงความรู้สึก หรือ voice เปล่งเสียงนั้นออกมา ดังนั้น ใครที่จัดกิจกรรมในลักษณะที่คนพอยอมรับได้ คนก็จะออกมา

            ...ช่วงนี้จึงเป็นช่วงการชิงไหวชิงพริบกันว่ารัฐบาลจะใช้โอกาส พลิกวิกฤติที่มีการชุมนุมขนาดใหญ่ แล้วสามารถสร้างความชอบธรรมในการที่จะอยู่ต่อได้หรือไม่ อย่างที่มีคนประเมินอาจมีการใช้กฎอัยการศึก หรืออาจมีเหตุการณ์อะไรพิเศษขึ้นมาหรือไม่ แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าการใช้วิธีการนั้นในช่วงเวลานี้ หรือการสนับสนุนทางการเมืองให้รัฐใช้วิธีการนั้น ที่เห็นมีคนสนับสนุนให้รัฐบาลใช้ เช่นพวกที่สนับสนุนรัฐบาลประยุทธ์ก็เห็นเขาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางการทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผมเห็นว่าแม้จะใช้วิธีการเหล่านั้น ก็ไม่จบ และด้านหนึ่งก็จะทำลายความชอบธรรม คือตอนนี้มันมีการชิงไหวชิงพริบกันพอสมควร คือถ้าทำแบบนั้น ก็อาจจะเละหรืออาจจะรอดก็ได้ แต่ว่าไม่ใช่ประเทศรอด แต่คงแค่พลเอกประยุทธ์รอด ดังนั้น ถ้าเราเอาตัวตั้งว่าให้ประเทศรอด ทั้งเรื่องปัญหาโควิด และเหตุการณ์การชุมนุม ประยุทธ์ต้องลาออก

ถามถึงว่า ประเมินว่าช่วงไหนที่จะเป็นจุดพีกสุดที่ทำให้คนออกมาร่วมชุมนุมมากสุด จะเป็นช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือช่วงหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายพลเอกประยุทธ์และรัฐบาลหนักเรื่องโควิด วัคซีน จนประชาชนออกมาร่วมชุมนุมจำนวนมากหรือไม่ สมบัติ-บ.ก.ลายจุด ตอบว่า ผมคิดว่าจริง และจะมีการชุมนุมที่หนักหน่วง จะเป็นสถานการณ์ที่หนักหน่วงทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภา ประเด็นที่ถูกอภิปราย ขุดคุ้ยทั้งในออนไลน์-ออฟไลน์ ทุกมิติจะถั่งโถม คมหอกทุกคมหอกจะพุ่งตรงไปที่พลเอกประยุทธ์และพรรคร่วมรัฐบาล มันจะเป็นมหกรรมที่ใหญ่มากๆ พลเอกประยุทธ์จะเผชิญหน้ากับการต่อต้านที่ใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เคยเข้ามาบริหารประเทศ ผมคิดว่าจะใหญ่กว่าการชุมนุมของคณะราษฎร 63 ในช่วงการชุมนุมเมื่อปีที่แล้วมาก

ต่อข้อถามที่ว่า กระแสเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออก บางฝ่ายอาจบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก สมบัติ-แกนนำจัดกิจกรรม Car Mob ย้ำประเด็นนี้ว่า พลเอกประยุทธ์ไม่ใช่เป็นม้า แต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การจัดการปัญหาโควิดล้มเหลว เพราะพลเอกประยุทธ์ได้พิสูจน์แล้ว เพราะมีเวลายาวนานมากในการจัดการปัญหาโควิด แต่ก็ผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน ความผิดพลาดดังกล่าวเป็นลักษณะความผิดพลาดแบบต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เห็นชัดเลยว่าแนวทางที่พลเอกประยุทธ์ทำอยู่และขีดความสามารถของพลเอกประยุทธ์ต่อการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤติไม่สอดคล้องกัน การตอบโต้ต่อสถานการณ์ก็ทำได้น้อย พลเอกประยุทธ์จึงเป็นปัญหาในการแก้ปัญหาโควิด

... ดังนั้น ถ้าเอาพลเอกประยุทธ์ออกไปไม่ได้ เราลองนึกถึงอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่เขาเปลี่ยนแปลงผู้นำจากโดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็น โจ ไบเดน  เขาเปลี่ยนเพียงแค่ร้อยวัน เขาพลิกสถานการณ์ได้ ซึ่งจริงๆ ต้องเปลี่ยนแบบนั้นเลย ทุกวันนี้ จะตรวจโควิดแบบ ATK ประชาชนยังต้องซื้อชุดตรวจ 350 บาท แต่ต่างประเทศขาย 30 บาท จะหาปรอทวัดไข้ ยังขาดตลาด ลองคิดดู สิ่งของที่มีราคาเพิ่มขึ้นห้าเท่าตัว สิบเท่าตัว ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการจัดการเรื่องโควิด ทั้งที่มีเวลาในการเตรียมการ แต่จนถึงขณะนี้เราก็ยังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มันเป็นเรื่องที่เห็นชัดว่ามันเกินความสามารถของการจัดการเหล่านี้ เขาอาจไม่ได้ยินหรือว่ามันมีอะไรที่ทำให้เขาไม่ดำเนินการสิ่งนั้น วัคซีน mRNA ที่เราได้ล็อตแรก มาจากการบริจาคไม่ได้เกิดจากความพยายามในการไปควานหาสิ่งเหล่านี้มา มันชัดจนไม่รู้จะชัดอย่างไร อ่านที่พยาบาลซึ่งทำหน้าที่อยู่ที่โรงพยาบาลในภาคใต้ เขาพูดเรื่องการต้องจับสลากฉีดวัคซีน เพราะคนที่จะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์โควตาที่มีจะมีหกคนที่จะไม่ได้ฉีด วิธีการแก้ปัญหาให้กับบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ที่จะได้ฉีดวัคซีน mRNA ต้องใช้การจับสลาก ทั้งที่ปริมาณวัคซีนมีมากกว่าปริมาณของบุคลากรทางการแพทย์ส่วนหน้า

เราจะอธิบายการบริหารแบบนี้ว่าอย่างไร เราจะใช้ความเข้าใจไปเรื่อยๆ ในทุกความผิดพลาด มันมีโอกาสที่จะให้คนที่เป็นผู้นำประเทศได้มากขนาดนั้นเลยหรือ มันเป็นหน้าที่ของประชาชนหรือที่เราต้องหยิบยื่นโอกาสให้คนที่กินภาษีประชาชนเพื่อให้ยังมาทำหน้าที่บริหารทั้งที่ทำผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน มันไม่ใช่สิทธิของเราหรือ ที่เราจะบอกว่าเราต้องการเปลี่ยนตัวผู้นำ

-มองว่าโอกาสที่พลเอกประยุทธ์จะอยู่ในตำแหน่ง จะอยู่ได้นานถึงแค่ไหน ถึงสิ้นปีนี้ หรือมากกว่านั้น และแนวโน้มหากไปต่อไม่ได้จะเลือกทางไหน ลาออกหรือยุบสภา?

ไม่รู้สัญญาณจากฝั่งนั้นว่าจะอยู่ถึงช่วงไหน ผมรู้แต่ว่าสัญญาณจากฝั่งประชาชนที่ต้องการขับไล่ คือไม่มีหยุด และอยู่ใน level ที่จะออกถนนอยู่ตลอดเวลา คือต่อให้อยู่ถึงเมื่อไหร่ ก็จะไล่ทุกวัน ไล่ทุกช่วงเวลาที่จะไล่ได้ ไม่มีหยุด ผมดูโทนแล้ว เป็นไปได้ว่าต่อจากนี้เป็นต้นไป ม็อบจะมีทุกวัน โดยกลุ่มไหนก็แล้วแต่ โดยวิธีการไหนก็แล้วแต่ ผมคิดว่าแนวโน้มของมันเป็นแบบนั้นเลย และนั่นเรากำลังเข้าสู่ปฏิทินม็อบรายวัน.

....................................................................................

ไทยไม่ทนฯ  เตือนอย่าให้เกิดการสูญเสีย

                ด้านท่าทีจากอีกหนึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้พลเอกประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการเคลื่อนไหวมาก่อนหน้านี้หลายครั้งนานร่วม 2-3 เดือน นั่นก็คือ กลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย โดยทางด้าน อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทนฯ  ที่ร่วมกับจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในเวลานี้ที่มีการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจเกือบทุกวันที่บริเวณแยกดินแดง โดยย้ำว่าภาพรวมที่ปรากฏตอนนี้ถือว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี เพราะสิ่งที่หลายคนเห็นคือกลุ่มผู้ชุมนุมที่เผชิญหน้ากับตำรวจ เป็นกลุ่มเด็กเยาวชนที่อายุน้อยมาก บางคนอายุแค่ 14-15 ปีเท่านั้น ที่ก็คือส่วนใหญ่เป็นพวกกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นวัยซึ่งโดยพื้นฐานจะไม่ค่อยฟังพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นวัยที่เริ่มมีความคิดอ่านของตัวเอง ตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากสื่อต่างๆ และจากกลุ่มเพื่อน ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็มีช่องว่างระหว่างวัยกับคนที่เป็นกลุ่มผู้บริหารประเทศเวลานี้ ซึ่งอายุแตกต่างกันมาก

...เลยทำให้ทุกวันนี้พอตกเย็นจะมีการชุมนุมกันต่อเนื่อง เกิดการเผชิญหน้าระหว่างวัยรุ่น คนรุ่นใหม่กับตำรวจ ขณะที่ท่าทีรัฐบาลก็ไม่ยอมที่จะพูดคุย ที่ก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะไปปราบได้อย่างไร ทำไมไม่เจรจาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับพวกเขา เพราะวัตถุสิ่งปลูกสร้างต่างๆ แม้อาจถูกทำลายไปบ้าง แต่มันก็เป็นเงินภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินของรัฐบาลหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ขออย่างเดียว อย่าให้ถึงตายกันเลย หากมีอะไรเสียหายบ้างก็สร้างมันใหม่ได้ ไม่ใช่จะมาเอาเป็นเอาตาย เพื่อป้องกัน แล้วถึงขนาดทำให้คนตาย  ผมว่าชีวิตคนมันมีความหมายมากกว่าอาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง วัตถุต่างๆ รัฐบาลต้องคิดให้ถ่องแท้ ทำเพื่ออะไร แม้กระทั่งอาวุธที่เอามายับยั้งม็อบ มาปราบม็อบ ก็เป็นเงินภาษีประชาชน แล้วเอามาทำแบบนี้ มันคุ้มไหม

            อดุลย์-แกนนำกลุ่มไทยไม่ทนฯ และประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภาฯ 35 ย้ำว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์บริหารงานผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ผ่านมาการเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ที่หลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว รวมถึงกลุ่มไทยไม่ทนฯ ถือว่าทำสำเร็จแล้ว โดยไม่ต้องลงถนน เพราะสังคมส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า บิ๊กตู่ควรลาออกไปได้แล้ว หากไม่ลาออก ประเทศชาติเสียหายมากขึ้น

“อยากบอกไปถึงพลเอกประยุทธ์ว่าลาออกเถอะ แล้วก็ให้กระบวนการรัฐสภาสรรหาคัดเลือกนายกฯ คนใหม่เข้ามาตามระบบ หรือจะเป็นคนนอกก็แล้วแต่ เพราะยังไงก็ต้องได้คนที่ดีกว่าประยุทธ์ แล้วนายกฯ คนใหม่ก็ประกาศภารกิจให้ชัดเจนว่าเข้ามาแล้วจะแก้ปัญหาบ้านเมืองอะไรบ้าง โดยเฉพาะต้องแก้รัฐธรรมนูญ พอทำเสร็จ ก็จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ หากประยุทธ์ยังขืนบริหารประเทศต่อไปแบบนี้ ถึงเวลาก็ต้องมีคนมาไล่ลง สุดท้าย อาจจบไม่สวย หมดความสง่างาม”

...หากพลเอกประยุทธ์ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปโดยไม่เสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต นายกฯ ก็ลาออกเสีย แล้วก็เปลี่ยนผู้นำคนใหม่ มีรัฐบาลใหม่ มาแก้ปัญหา ขอให้คิดโดยถ่องแท้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย ผมยังยืนยันว่าอย่าให้สาย จนถึงขั้นโดนคนขับไล่ จนไม่มีแผ่นดินอยู่

ผมอยากฝากเตือน ถ้าดูเหตุการณ์ในอดีต ตอนช่วงพฤษภา 35 หรือพฤษภาทมิฬ เหตุการณ์ก็เกิดจากการที่ประชาชนไม่พอใจสิ่งที่เผด็จการทหารทำไว้ จนกระทั่งหลังเกิดเหตุการณ์พฤษภา 35 ที่ประชาชนเดือดดาล คั่งแค้นถึงขั้นทหารไม่กล้าใส่เครื่องแบบออกจากบ้าน แต่ครั้งนี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดปี 2535 เพราะตอนนี้มันเกิดจากความเกลียดชัง ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล และต่อพลเอกประยุทธ์ที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้น ชิงชังของระบอบประยุทธ์ ตอนนี้ประชาชนไม่พอใจพลเอกประยุทธ์มากจนพร้อมจะระเบิดออกมาทุกเวลา

...ส่วนกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทนฯ ที่เป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมานั้น เบื้องต้นเข้าใจว่าน่าจะได้รับการปล่อยตัวออกมาในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้.

.....................................


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"