ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร


   

    เหมือนย่ำอยู่กับที่!
    สังคมไทยยังคงคุยเรื่องเดียวกันให้เป็นคนละเรื่องได้ในทุกเรื่อง 
    ประเด็นเดียวกัน แต่มีข้อมูล ๒ ชุดเสมอ 
    ปัญหามาจากรากเหง้าเดิมๆ 
    คน ๒ กลุ่มคิดไม่เหมือนกัน บวกกับธรรมชาติโลกโซเชียล ตีหัวก่อนถามทีหลัง 
    ความต่างทางความคิดแทนที่จะเป็นสิ่งสวยงาม กลับแสดงออกมาในลักษณะ "มึงสร้างกูเผา"
    ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีก็เช่นกัน ต้านสุดฤทธิ์ หัวหงอกหัวดำใช้ช่องทางโซเชียลสร้างข่าวตามจินตนาการตัวเองมานานนับเดือน 
    ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี = สืบทอดอำนาจ คสช. ๒๐ ปี
    หลายคนไม่เคยเข้าไปอ่านรายละเอียดด้วยซ้ำว่า เนื้อหาเป็นอย่างไร
    หลายคนอ่านจากการสรุปประเด็นจากช่องทางที่ตนเองชื่นชอบ ผิดถูกไม่รู้ กูค้านไว้ก่อน 
    จะมีสักกี่คนที่อ่านรายละเอียด ก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างจริงจัง แล้วแตกฉานได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ศาสดาขี้เกลือมาชี้นำ
    พนันได้เลย แทบไม่มี 
    แม้กระทั่งพวกผู้นำทางความคิด ที่อุตริอวดอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่เทิดทูนคนโกง ด่าคนอื่นอ่านหนังสือไม่แตก
    ถามหน่อยอ่านหรือเปล่า?
    บางคนมานั่งจับผิด ถ้า สนช.คนนั้นคนนี้ โหวตให้ร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มันผู้นั้นเป็นคนเลว 
    เป็นพวกสนับสนุนเผด็จการ!
    โดยสรุปคือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในยุค คสช. ล้วนเลวทรามหมดทุกอย่าง หาอะไรดีไม่ได้เลย
    รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ก็ถูกจองกฐินแล้ว หลังเลือกตั้งพรรคการเมืองที่รักประชาธิปไตยจนปากมัน ประกาศจะรื้อทันที 
    ก็...จดใส่สมุดเอาไว้ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ๒ พรรคการเมืองนี้ จะฉีกรัฐธรรมนูญทันทีที่มีอำนาจ 
    ถ้าถึงวันนั้น "ไม่ยอมฉีก" ก็เตรียมตอบคำถามไว้ 
    แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ถูกมองเป็นสิ่งน่ารังเกียจ คือแผนที่จะสร้างความล่มจมในอนาคต ด้วยเหตุผลเดียว เป็นมรดกของ คสช.
     เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง 
    จอมพลสฤษดิ์เรียกตัว ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งขณะนั้น พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ เพราะเกรงไม่ปลอดภัยจาก พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ให้กลับมาเมืองไทย
    เพื่อช่วยงาน 
    จอมพลสฤษดิ์ประสงค์ให้ ดร.ป๋วยเป็นรัฐมนตรีคลัง แต่ถูกปฏิเสธด้วยเงื่อนไขการเป็นเสรีไทย 
    เมื่อ ดร.ป๋วยกลับจากอังกฤษ จอมพลสฤษดิ์แต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อีกตำแหน่งหนึ่ง
    ดร.ป๋วยขณะวัย ๔๓ ควบคุมทั้งนโยบายด้านการเงิน การคลัง และงบประมาณของประเทศ
    และยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการสภาพัฒน์ เป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ
    ไม่ผิดนักถ้าจะสรุปว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือมรดกของรัฐบาลจอมเผด็จการ
    จอมพลสฤษดิ์สืบทอดอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน
    ๕๕ ปี! 
    หรือจะมีข้อโต้แย้งว่า จอมพลสฤษดิ์กับ ดร.ป๋วย ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย 
    ผลงานทั้งหมดต้องยกให้ ดร.ป๋วยเพียงคนเดียว จอมพลสฤษดิ์ไม่เกี่ยว 
    ครับ...ไม่ได้ประสงค์จะบอกว่าในอดีตใครดีกว่าใคร ถ้าไม่มีคนนั้นก็ไม่มีคนนี้ แต่ในภาพรวมที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ จอมพลสฤษดิ์ซึ่งถูกประณามว่าเป็นจอมเผด็จการทหารเบ็ดเสร็จ ปล้นแผ่นดิน ก็ยังมีมุมบวกให้เห็น
    ไว้ใจให้ ดร.ป๋วยทำงาน และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงวันนี้ 
    ไม่เห็นมีใครตะโกนด่า ดร.ป๋วย ว่าไปรับใช้เผด็จการทำไม? 
    ๕๕ ปีผ่านมา ไม่เหมือน แต่ก็ไม่ต่างมากนัก วันนี้ผู้รักประชาธิปไตย รังเกียจเดียจฉันท์ทุกคนที่ทำงานให้รัฐบาล คสช. 
    และทุกอย่างที่เกี่ยวกับ คสช. ต้องล้มล้างให้หมด ไม่ให้เหลือซาก
    จุดเริ่มต้นของการมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ แทบไม่ต่างจากเมื่อครั้งอาจารย์ป๋วยมีส่วนร่วมผลักดันให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
    คือรัฐบาลบริหารประเทศไร้ทิศทาง 
    จึงมีความจำเป็นต้องสร้างกรอบขึ้นมาเพื่อเดินตามนั้น 
    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ใช้มาแล้ว ๑๒ ฉบับ ฉบับล่าสุดคือแผนระหว่างปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ แต่ความไร้ทิศทางยังคงเกิดขึ้นมาต่อเนื่อง 
    มีหลายสาเหตุทำให้เป็นเช่นนั้น 
    รัฐบาลจากการเลือกตั้งอายุไม่ยืน
    รัฐบาลใหม่เข้ามาล้มนโยบายรัฐบาลเก่า 
    หนักเข้าช่วงหลังพรรคการเมืองแข่งกันนำนโยบายประชานิยมมาใช้หาเสียง สุดท้ายลงเอยด้วยประชานิยมสุดขั้ว ลดแลกแจกแถม
    ปัญหาที่ตามมามีทั้งภาระด้านงบประมาณ รวมไปถึงทำลายการพัฒนาเศรษฐกิจ และการแข่งขัน 
    ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่กำหนดยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน ก็จะเป็นดังกลุ่มที่อ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตยมักพูดบ่อยๆ นั่นคือ...ประเทศไทยไม่มีอะไรดีสักอย่าง 
    อีกสาเหตุของการปฏิเสธยุทธศาสตร์ชาติ นั่นคือคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อว่า การน้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้นจะเห็นผลจริง 
    มองเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียงทฤษฎีในกระดาษ ปฏิบัติจริงไม่ได้ บางคนยังคิดย่ำอยู่กับที่ว่า คือการปิดประเทศ
    แต่ไม่หันไปมองว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมา การที่ประเทศไทยพัฒนาอย่างไร้ทิศทางเกิดจากอะไร 
    เอาแต่ร้องหานโยบายแบบทักษิณริยิ่งลักษณ์ยำตามใจตัวเอง ไม่ต่างไปจากทิศทางโจร
    ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดเพียงกรอบกว้างๆ จะมีแผนแม่บทกำกับอีกที แต่ใช่ว่าจะมัดมือมัดเท้าไม่ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งหลังจากนี้คิดทำอย่างอื่นได้เลย 
    มองในมุมกลับกัน รัฐบาลไหนมีนโยบายดีเลิศ แต่ถูกขวางโดยกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็นึกภาพไม่ออกว่า กรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะเละแค่ไหน
    ยุทธศาสตร์ชาติมีอะไรบ้าง   
    ๑.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง สร้างสามัคคี สร้างงาน สร้างอาชีพ  
    ๒.ยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ  
    ๓.ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่เน้นสร้างคนพัฒนาจิตใจ ปัญญา และกาย     
    ๔.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำทุกด้าน 
    ๕.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาสิ่งแวดล้อมทั้งทางบก น้ำ และอากาศ 
    และ ๖.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เน้นบริการภาครัฐกระชับฉับไวปลอดทุจริต
    เปิดโอกาสให้สามารถทบทวนได้ทุก ๕ ปี เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง
    ตรงไหนที่สืบทอดอำนาจ?
    ประเด็นที่ค้านกันอยู่เน้นไปที่ตัวกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๘ คน ที่ถูกระบุว่าเป็นคนแก่ เก่าคร่ำครึ ไม่มีผู้หญิง ไม่มีความหลากหลาย 
    และมองว่า ๒๘ คนนี้คือผู้สืบทอดอำนาจให้ คสช. ทางแก้ประเทศไทยต้องมีเลือกตั้ง ต้องให้รัฐบาลประชาธิปไตยเท่านั้นเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ  
    วานซืน (๑๔ มิถุนายน) ในเวทีเสวนาเรื่อง "อนาคตประชาธิปไตยไทย : ข้ามพ้นกับดักความหวัง?" ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวอย่างที่ดี
    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงภูมิว่า....
    "เวลาเราพูดถึงกับดัก ต้องเข้าใจว่าการทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทย มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เวลานั้นเราจะเห็นได้ว่า มาเลเชีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี ประเทศพวกนี้อยู่ในระนาบการพัฒนาเดียวกับประเทศไทย
    ผ่านมา ๕๐-๖๐ ปี วันนี้มาเลเซียมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าเราสองเท่า เกาหลีสูงกว่าเราสี่เท่า สิงคโปร์สูงกว่าเราเก้าเท่า นี่คือความต่างในเชิงรูปธรรมของผลการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย เพียงแค่จะตามโลกให้ทันหรือรักษาสถานะแห่งที่ของสังคมไทยในเวทีโลกได้ เราต้องหมุนเร็วเท่าโลก ซึ่งระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยมันตามไม่ทัน"
    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์....
    "ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้วว่าวันนี้ประเทศไทยต้องวิ่งเร็วมากกับความสูญเสียโอกาสที่ผ่านมา แต่ว่าเราอย่าไปเน้นจุดขายประชาธิปไตยโดยเน้นเรื่องผลลัพธ์ เพราะเราจะติดกับดักเดิม เหมือนสักครู่คุณธนาธรพูดถึงว่าเราเคยตั้งต้นเท่าๆ กับมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวันอะไรต่างๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเราพร้อมที่จะเรียกสิงคโปร์ว่าเป็นประชาธิปไตย 
    ถ้าเราดูในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศที่ไปเร็วและไปไกลสุดคือจีน และจีนเขาก็กำลังขายและชูความเป็นระบบของเขา ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่าคนที่อยู่ในห้องนี้ก็ไม่ได้มองว่าเขาเป็นประชาธิปไตย เพราะนั่นสำหรับผมจะไม่พูดถึงคุณค่าของประชาธิปไตย โดยไปตั้งเกณฑ์วัดไว้อย่างนั้นก่อน แต่ผมตั้งคุณค่าของประชาธิปไตย อยู่ที่ว่ามันเป็นระบบที่คนจะได้รับการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และมีสิทธิเสรีภาพ แน่นอนการใช้สิทธิเสรีภาพ บางช่วงบางขณะอาจจะใช้ผิด อาจจะเกินเลย การตัดสินใจบางขณะอาจจะเลือกคนผิด เลือกรัฐบาลผิด ทำให้เกิดปัญหาขึ้น แต่คุณค่าของระบอบประชาธิปไตยมันต้องสามารถแก้ไขตัวเองได้ และแก้ไขได้โดยความยินยอมพร้อมใจของคนในประเทศ"
    นี่คือตัวอย่างที่จะอธิบายว่า ๒ ไม่ได้มาจาก ๑+๑ เสมอไป 
    แต่ ๓-๑ ก็ได้ผลลัพธ์ ๒ เหมือนกัน. 
                                ผักกาดหอม
 


"ผมสนใจงานการเมือง" ๖ คำนี้ก็เกินพอ.......สำหรับ "นายกฯ ลุงตู่" ที่จะใช้เป็นสินสอดหมั้นใจ "แฟนคลับ"ตั้งแต่รุ่นจุกนมไปยันรุ่นตะบันหมาก ที่หลากหลายทั่วประเทศ!ยิ่งลุงตู่ "ย้ำหัวตะปู" ลงไปด้วยว่า"ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม" จบเลย!

มิติ 'ประชารัฐ-อนาคตใหม่'
คุกกี้เสี่ยงทาย 'อภิสิทธิ์-วรงค์'
เบื้องหลังของการ "เกาะโต๊ะ"
'เกาะโต๊ะ' ประจานตัวเอง
๑๐ ปีของคนไม่มีแผ่นดินอยู่
ย่ำอยู่กับสถานะโจร