อดีตรองอธิการฯ มธ. ชี้ไทยต้องมีตำรวจพันธุ์ใหม่ แตกต่างจากพันธุ์เดิม


เพิ่มเพื่อน    

28 ส.ค.64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่"ผู้กำกับโจ้" นับว่าสร้างคุณูปการให้ประเทศอย่างหนึ่ง คือทำให้ทุกคนนึกได้ และหันมาทวงเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งค้างคาอยู่ในชั้นกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรมาเป็นเวลานานมากแล้ว 

เมื่อครั้งที่เกิดคลัสเตอร์การติดเชื้อที่บ่อนระยอง กับที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ไปเป็นวงกว้าง ไม่ทราบว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกี่ราย กลับไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปตำรวจ

เคยวิจารณ์หลายครั้งแล้วว่า รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สอบตกไม่ใช่เฉพาะการปฏิรูปตำรวจ แต่สอบตกเรื่องการปฏิรูปประเทศโดยรวม

ที่กล่าวเช่นนั้น ก็เพราะ รัฐบาลคสช.เริ่มการปฏิรูปประเทศโดยการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆอีก 13 ชุด และต่อมายังตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอีก ต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน ค่าเบี้ยประชุม ค่าจัดทำเอกสาร ค่าจัดประชุม ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกรวมแล้วอาจเหยียบร้อยล้าน น่าเสียดายที่ผลลัพท์ที่ได้มีเพียงตัวหนังสือที่อยู่ในไฟล์ และบนกระดาษไม่ทราบว่ากี่พันหน้า ผลลัพท์ที่เป็นรูปธรรมแทบจะไม่มีเลย น่าเสียดายเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างยิ่ง

ไม่ทราบว่าพลเอก ประยุทธ์ ติดขัดอะไร หรือเกรงใจใคร จึงดูเหมือนไม่เคยได้ผลักดันเรื่องการปฏิรูปให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มที่ 

เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ที่ค้างคาอยู่ ดูเหมือนมีประเด็นการปฏิรูปมีอยู่ 4 ประเด็นใหญ่ๆคือ ประเด็นการแยกงานสอบสวนกับงานสืบสวนปราบปรามให้เป็นอิสระจากกัน เพื่อให้คานอำนาจกัน ประเด็นการแยกหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบออกเป็นหน่วยงานต่างหาก เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น ประเด็นที่ 3 คือการรื้อระบบการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง และประเด็นที่4 คือการกระจายอำนาจ  

พูดกันตามจริง การปฏิรูปตำรวจใน 4 ประเด็นนี้ ต่อให้ทำได้  ก็ไม่น่าจะทำให้อะไรดีขึ้นได้มากนัก ดังเช่นการปรับโครงสร้างตำรวจที่เคยทำไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ เปลี่ยนชื่อจากกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แยกออกจากกระทรวงมหาดไทย ให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และมีตำแหน่งนายพลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพียงแค่นั้น

การจะปฏิรูปองค์กรตำรวจให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างแท้จริง และเป็นที่ชื่นชมยกย่องของประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่ปรับโครงสร้าง  ปรับเปลี่ยนระบบการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น อย่าว่าแต่การแยกงานสอบสวนให้เป็นอิสระ แม้อาจทำให้การสมรู้ร่วมคิดทำได้ยากขึ้น แต่ผลเสียก็คือ ทำให้เกิดการทำงานแบบแยกส่วน สวนทางกับการบูรณาการ อาจทำการทำคดีอาชญากรรมต่างๆล่าช้า และไม่สัมพันธ์กันได้  

การปฏิรูปตำรวจให้ได้ผลอย่างที่ต้องการ จะต้องสร้างตำรวจพันธ์ุใหม่ให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม การสร้างตำรวจพันธุ์ใหม่ จะต้องลืมกระบวนการผลิตตำรวจแบบเดิมให้หมด แล้วสร้างกระบวนการผลิตใหม่โดยไม่ยึดติดกับของเดิม โดยอาจมีแนวทางดังนี้

1. แยกกระบวนการผลิตตำรวจออกจากกระบวนการผลิตทหาร นั่นคือ ผู้ที่จะเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่ต้องให้ผ่านโรงเรียนเตรียมทหารก่อน แต่ให้ผู้ที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยไหนก็ได้ แต่ต้องจบสาขาวิชาที่กำหนด ให้มีสิทธิ์สอบแข่งขันเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้

2. ปรับหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้เหลือเพียง 1 ปี โดยให้เรียนเฉพาะวิชาที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่องานของตำรวจ และเน้นการฝึกปฏิบัติให้มากกว่าเดิม เช่น การใช้อาวุธปืนแบบต่างๆ วิธีการจับกุม ฯลฯ เป็นลักษณะของ Police Academy จริงๆ ไม่ใช่เป็นลักษณะของมหาวิทยาลัยทั่วไป

3. โรงเรียนตำรวจระดับอื่นเช่น โรงเรียนนายสิบ โรงเรียนพลตำรวจ ให้มีการปรับหลักสูตรและระยะเวลาให้สอดรับกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ กระบวนการผลิตตำรวจจะได้รับวัตถุดิบที่มีพื้นฐาน และคุณลักษณะที่หลากหลาย  ไม่ใช่เป็นพิมพ์เดียวกันหมด เหมือนเช่นปัจจุบัน ผู้ที่จบออกมาก็จะไม่เป็นพิมพ์เดียวกัน เพราะแต่ละคนจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่แตกต่างกัน การแบ่งแยกว่าใครจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ใครมาจากเส้นทางอื่นก็จะหมดไป แต่คงต้องใช้เวลานานกว่าที่ตำรวจพันธุ์เก่าจะค่อยๆหมดไป และตำรวจพันธุ์ใหม่จะเข้ามาแทนที่ได้ทั้งหมด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณี "ผู้กำกับโจ้" ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่อยากพูดว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ครั้งนี้ตำรวจไม่ได้นำผู้ต้องหาไปที่ safe house และบังเอิญครั้งนี้มีคลิปหลุด จึงเป็นข่าวใหญ่โต ไม่เช่นนั้น "ผู้กำกับโจ้" ก็คงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ 

หากไม่รื้อปรับกระบวนการผลิตตำรวจเสียใหม่ หลังเรื่อง "ผู้กำกับโจ้"ซึ่งยังไม่แน่จะถูกตั้งข้อหาแบบใด และบทลงโทษจะเป็นอย่างไร เริ่มเงียบ กรณึแบบเดิมก็จะยังคงเกิดขึ้นอีก เพียงแต่จะมีการเพิ่มความรอบคอบขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น เราจึงจำเป็นต้องมีตำรวจพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์เดิมอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น ตำรวจจึงจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"