อืด…หรือเกียร์ว่าง?


เพิ่มเพื่อน    

ในแต่ละปีขยะที่เกิดขึ้นมีจำนวนมหาศาล โดยทั่วไปในสถานการณ์ปกติ ขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปีละกว่า 27.8 ล้านตัน จากการที่คนหนึ่งคนสร้างขยะวันละ 1.13 กิโลกรัม ในนั้นประมาณ 12-13% เป็นขยะพลาสติก ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีปริมาณขยะพลาสติกประมาณ 20% หรือ 2,000 ตันต่อวัน จากปริมาณขยะรวมของกรุงเทพฯ 10,560 ตันต่อวัน
    และเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ หรือ Work from home จึงเกิดการสั่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งซื้ออาหารเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะขยะพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก กล่องพลาสติกใส่อาหาร กล่องพลาสติก/ซองพลาสติกแยกชนิดอาหาร ซองเครื่องปรุงรส แก้วพลาสติกใส่เครื่องดื่ม ตะเกียบไม้หรือพลาสติก ช้อนและส้อมพลาสติก กระดาษทิชชู และแต่ละประเภทก็มีซองพลาสติกใส่อีก เป็นต้น
    ดังนั้นจึงต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี   ซึ่งการนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ถือว่าเป็นหนึ่งวิธีในการกำจัดและลดปัญหาขยะล้นเมือง ดังนั้น โรงไฟฟ้าขยะชุมชน จึงกลายเป็นทางเลือกที่ถูกนำมาใช้ และเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาและจัดการปัญหาขยะทับถมกันไปไม่จบไม่สิ้น มีแต่เพิ่มพูนทุกวันจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง
    อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะในท้องถิ่นนั้น ถือว่าเป็นอำนาจของท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนในท้องถิ่น   และเพื่อให้การจัดวางภารกิจหน้าที่ชัดเจนจริงจัง  มีการออก พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 และจัดตั้งคณะกรรมการกลางจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยขึ้น เพื่อคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ 
    โดยมีหน้าที่เร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้าขยะชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อ 15 พฤษภาคม 2560 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ ฟีด-อิน-ทารีฟ (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ปั่นไฟไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ ภายใต้โรดแมปการจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตรายของกระทรวงมหาดไทย  
     ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งเดินหน้าโครงการ และรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญกับแนวทางการกำจัดขยะ โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติ กำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ และเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 หรือ AEDP 2018 อย่างเรียบร้อย 
    ส่วนกระทรวงมหาดไทยกับท้องถิ่นเห็นๆ ปัญหาจากขยะอยู่ ก็เร่งพิจารณาเอกชนที่มีสิทธิ์ปั่นไฟฟ้าจากขยะชุมชนเข้าระบบ จนมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภายใต้ “โครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” รวม 23 โครงการ กำลังผลิตรวม 234.7 เมกะวัตต์ ซึ่งที่ผ่านมานั้นกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเรื่องให้กระทรวงพลังงานพิจารณา
    ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่น แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับเห็นว่าเรื่องยังคาอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ไม่เดินหน้า กลับจะถอยหลังลงคลอง เพราะมีการปรับระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ในสาระสำคัญ เรียกว่ามาเริ่มต้นนับ 1 ใหม่อีกครั้ง ที่ทำเอา 23 โครงการที่ยื่นเรื่องของทำโรงไฟฟ้าขยะชุมชนฉงนใจ และพยายามหาคำตอบ ว่ากระทรวงพลังงานยุคนี้ ทำเสมือนว่าใส่เกียร์ว่างซะเฉยๆ ขณะที่โครงการไฟฟ้าขยะชุมชนนำร่อง (Quick Win Projects) 11 โครงการก็ยังเดินหน้ากันอยู่
    ทำราวกับว่า วาระแห่งชาติเรื่องการกำจัดขยะของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง จนสร้างมลพิษมหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.ที่ขยะกองท่วมหัว ช่วงโควิด 19 ระบาดมีขยะเพิ่มขึ้นจากฟู้ดเดลิเวอรี รวมถึงวัสดุหีบห่อต่างๆ รวมถึงยังมีขยะประเภทหน้ากาก ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากผู้ติดเชื้อหรือไม่ปะปนเข้ามาในกองขยะชุมชนอีก เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว  โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนถึงได้อืดเป็นเรือเกลือ ราวกับใส่ “เกียร์ว่าง” กัน
    เพราะถ้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเดินหน้าไปไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ทุกอย่างต้องหยุดรออย่างไร้วี่แวว อย่างโครงการที่หนองแขมและอ่อนนุช ซึ่งมีศักยภาพกำจัดขยะของประเทศได้ถึง 1,000 ตันต่อวันต่อโรง และปั่นไฟฟ้าป้อนระบบมากที่สุดกว่า 30 เมกะวัตต์ต่อแห่ง ได้ลงนามสัญญามาเกือบ 2 ปี และโครงการมีการจัดทำประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) เพื่อดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม และรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เสร็จสิ้นเกือบ 6 เดือน แต่ยังไม่สามารถลงทุนก่อสร้างโครงการได้ตามแผน เนื่องจากยังไม่ได้รับสิทธิจำหน่ายไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงาน 
    ดังนั้น เมื่อเดินหน้าโครงการไม่ได้ ประโยชน์ที่ควรเกิดก็เลยไม่เกิด ทั้งการจ้างงาน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แถมความเสียหายก็เพิ่มขึ้นๆ จนเอกชนต้องมีหนังสือสอบถามไปยัง รมว.กระทรวงพลังงาน เพื่อให้เร่งรัด แต่เรื่องยังเงียบฉี่ไร้วี่แวว.

บุญช่วย  ค้ายาดี


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.