จับแก๊งเจาะATM ก่อเหตุมาโชกโชน


   

    บช.ภ.1 0 ตำรวจภูธรภาค 1 โชว์ผลงานรวบ 4 โจรตระเวนลักเงินตู้เอทีเอ็มแบงก์ต่างๆ ข้ามจังหวัด ล่าสุดใช้แก๊สเจาะตู้เอทีเอ็มแบงก์กรุงเทพในเขตอยุธยา ได้เงินไป 2.4 ล้าน ไม่หนำใจ หันไปเจาะเอทีเอ็มของแบงก์ไทยพาณิชย์ แต่ไม่สำเร็จ ทิ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่แกะรอยตามจับได้ เผยจำวิธีการมาจากโซเชียล
    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 และชุดสืบสวนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำตัวผู้ต้องหา 4 คน ประกอบด้วย นายบุญญฤทธิ์ หรือเจ แก้วมณี อายุ 27 ปี, นายพณภัทร หรือบอส สุโชคนันท์ อายุ 26 ปี, นายสมประสงค์ หรือแบล็ค พงก่อสร้าง อายุ 21 ปี และนายธวัชชัย หรือปาล์ม พลายแก้ว อายุ 22 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ริมถนนพหลโยธิน หมู่ 2 ต.ลำไทร อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังร่วมกันก่อเหตุใช้แก๊สเจาะตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ ได้เงินสดไปจำนวน 2.4 ล้านบาท และเจาะตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ไม่สามารถเปิดห้องเก็บเงินได้ ที่บริเวณลานจอดรถร้านลุงนวย ริมถนนพหลโยธินดังกล่าว โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหา "ร่วมกันลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม"
    คดีนี้เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา คนร้ายใช้รถกระบะและรถเก๋งร่วมกันก่อเหตุใช้แก๊สเจาะตู้เอทีเอ็มของ 2 ธนาคารดังกล่าว ซึ่งต่อมาตำรวจได้ติดตามเบาะแทราบทราบว่า หลังคนร้ายเจาะตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพแล้ว ก็ได้ไปเจาะตู้เอทีเอ็มธนาคารไทยพาณิชย์ ระหว่างนั้นมีคนจะมาใช้บริการ คนร้ายจึงเก็บอุปกรณ์ขับรถหลบหนีไป แล้วถอยรถเข้าไปในพื้นที่รกร้างข้างทาง ติดกับถนนเลียบคันคลองชลประทาน หมู่ 6 ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อแกะกล่องเงินและนำหลักฐานไปทิ้งในบ่อน้ำ จนท้องของรถกระบะติดกับขอบถนน ไม่สามารถขับรถขึ้นมาได้ คนร้ายจึงจุดไฟเผาเพื่อทำลายหลักฐาน ก่อนที่จะหลบหนีไปพร้อมกับเงินสดกว่า 2 ล้านบาท นอกจากนี้ตำรวจยังได้หลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดด้วย
    ตำรวจระบุว่า จากพยานหลักฐาน เปรียบเทียบการก่อเหตุคนร้ายเจาะตู้เอทีเอ็มในพื้นที่ จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ช่วงวันที่ 25 มิ.ย.จนถึงวันที่ 6 ก.ค. เชื่อว่าเป็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้บูรณาการร่วมกันในหลายพื้นที่ จนสามารถสืบทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุทั้ง 5 ครั้งนี้ เป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีประวัติเป็นแก๊งลักรถจักรยานยนต์มาก่อน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง
    ต่อมาวันที่ 9 ก.ค.61 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 4 คนดังกล่าว และตำรวจติดตามจับกุมตัวนายบุญญฤทธิ์ได้ในพื้นที่เขตสายไหม กทม. จับนายธวัชชัยได้ในเขตพื้นที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จับนายพณภัทรได้ในเขตพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจับนายสมประสงค์ได้ในเขตพื้นที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
    สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์ และพยายามลักทรัพย์ ต่อเนื่องหลายพื้นที่ ดังนี้ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.61 เวลาประมาณ 01.40 น. พยายามก่อเหตุลักทรัพย์เงินสดภายในตู้เอทีเอ็มธนาคารกสิกรไทย ตั้งอยู่ภายในร้านขายยาปอป้อ เลขที่ 65/3 หมู่ 4 ต.ลำตาเสา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ลงมือไม่สำเร็จ ครั้งที่ 2 วันที่ 28 มิ.ย.61 เวลาประมาณ 03.56 น. พยายามก่อเหตุลักทรัพย์เงินสดภายในตู้เอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย สาขาหนองแค ตั้งอยู่บริเวณหน้าร้านเอกภาพ หมู่ 8 ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
    ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.61 เวลาประมาณ 00.20-01.11 น. ก่อเหตุลักทรัพย์เงินสดภายในตู้เอทีเอ็มธนาคารทหารไทย ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าร้านมินิมาร์ท ภายในปั๊มน้ำมันบางจาก เลขที่ 29 หมู่ 10 ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยใช้ความร้อนเป่าตัดบริเวณด้านหลังตู้เอทีเอ็ม ได้เงินสดไปจำนวน 174,500 บาท ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.61 เวลา 03.40 น. พยายามก่อเหตุลักทรัพย์เงินสดภายในตู้เอทีเอ็ม ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 55/17 หมู่ 1 ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี ครั้งนี้คนร้ายปรับเปลี่ยนวิธีการโดยใช้เชือกคล้องตู้เอทีเอ็มแล้วผูกติดกับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพหมายเลขทะเบียน บษ 2266 นครปฐม ไว้ได้ จากนั้นขับรถดึงกระชากตู้เอทีเอ็มจนล้ม แต่คนร้ายลงมือไม่สำเร็จ เนื่องจากมีคนผ่านมาพบเห็นเสียก่อน ล่าสุดมาก่อเหตุลักเงินสดตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ดังกล่าว
    ต่อมา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ภ.1 แถลงจับกุมแก๊งโจรกรรมตู้เอทีเอ็มแก๊งนี้ พร้อมของกลางรถยนต์ 3 คัน ถังแก๊สพร้อมหัวตัดและอุปกรณ์เจาะตู้เอทีเอ็ม 1 ชุด โทรศัพท์ 5 เครื่อง ทองคำรูปพรรณ 15 บาท และเงินสดอีกกว่า 300,000 บาท ตรวจสอบประวัติพบว่า 3 ใน 4 คนร้ายหลบหนีหมายจับฐานโจรกรรมรถจักรยานยนต์ ก่อนศึกษาวิธีการโจรกรรมตู้เอทีเอ็มมาจากโซเชียล ส่วนเงินที่ได้จะนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ซื้อทรัพย์สินและชำระหนี้พนัน.


เห็นแล้วตาร้อน! วานนี้ (๒๒ สิงหาคม) ป.ป.ช.เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง จำนวน ๔๑๔ ราย

ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"