ระหว่างพลังดูดกับพลังดึง


เพิ่มเพื่อน    

      หมดบอลโลก...หมดกระแสหมูป่าอะคาเดมี นับจากนี้คงได้เวลา เทศกาลสากกะเบือบิน ที่จะต้องเฉลิมฉลองกันไปอีกตราบนานเท่านาน หรือจนกว่าจะถึง เลือกตั้งที่รัก ในปีหน้า ปีโน้น โน่นเลย หรือต้องเรียกว่า...หมดเวลาพักยก พักรบ กันไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว แม้จะยังไม่ปลดล้ง ปลดล็อก อะไรก็ตามเถอะ แต่ขึ้นชื่อว่า นักการเมือง แล้ว ต่อให้ล็อกเอาไว้ 3 ชั้น 4 ชั้น ยัดเก็บไว้ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ปิดโพรงนับเป็นร้อยๆ ช่องเอาไว้แบบสนิทแนบแน่น สุดท้าย...ก็ยังคงดิ้นรนสอดแทรกออกมาอีกจนได้...

                                                            ----------------------------------------------------

      พูดง่ายๆ ว่า...แม้แต่เรื่อง บอลโลก ที่ใครต่อใครหันไปเชียร์ทีมโน้น ทีมนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทีมไทย ที่ตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายมานานแล้ว มีแต่ทีมหมูป่าอะคาเดมีเท่านั้น ที่เอาไว้รัก เอาไว้ลุ้น แทนแชมป์บอลโลกได้สบายๆ แต่ก็ยังถูกหยิบซีน แย่งซีน เอามาใช้สร้างสัญลักษณ์ สร้างความหมายทางการเมือง ได้แบบซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ ได้แบบไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อเอาเลยถึงขั้นนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการดิ้นรน ตะเกียกตะกาย การวางหมาก วางเกม ที่จะ สู้ต่อ ชนิดไม่ยอมแพ้ ยอมเพลีย เอาง่ายๆ แม้จะถูก ดูด ชนิดหน้าซีด หน้าเหลือง ไม่น่าจะเหลือเรี่ยว เหลือแรง มาค้างคืน ชั่วคราวใดๆ ได้อีกต่อไปแล้ว...

                                                            ----------------------------------------------------

      แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยคำพูด คำปฏิญาณ ที่ได้ป่าวประกาศเอาไว้นานแล้วว่า ถ้าหากผมยังอยู่ไม่เป็นสุข...อย่าหวังเลยว่าใครในประเทศไทยจะอยู่เป็นสุขได้ มหกรรมการสู้รบ ปรบมือ เพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจทางการเมือง โดยมีการ เลือกตั้งที่รัก เป็นศูนย์กลาง ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ การงัดเอา พลังดึง มาสู้กับ พลังดูด จึงเป็นสิ่งที่คงต้องปรากฏให้เห็นอย่างเสมอต้น เสมอปลาย ไม่ว่าก่อนหรือหลังการปลดล็อกก็แล้วแต่ คือคงต้องดึงกันชนิดลมออกหู ลมตึง ลมดึง กันไปเลยนั่นแหละ ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องยากซ์ซ์ซ์อะไรมากมาย สำหรับการเมืองที่มันยังมี เงื่อนไข-เหตุปัจจัย ต่างๆ รองรับเอาไว้อยู่อีกเยอะแยะ...

                                                               -------------------------------------------------

      พูดง่ายๆ ว่า...ถึงรัฐบาลท่านจะ ดูด อะไรต่อมิอะไรเอาไว้ชนิดล้นบ่อเกรอะไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากจังหวะใด จังหวะหนึ่ง เกิดไปสะดุดหัวแม่ตีนตัวเองล้มคว่ำ คะมำหงาย โอกาสที่เจอกับสภาพไม้จิ้มฟันแทงเหงือกดันเสือกตายเอาดื้อๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าหากต้องเจอกับ พลังดึง ที่พร้อมดึงขวา ดึงซ้าย ดึงหน้า ดึงหลัง มือไม่พายแต่พร้อมเอาตีนราน้ำได้เสมอๆ ที่รอจังหวะสาดสากกะเบือบินเข้าใส่ในทุกทิศทุกทาง ทั้งในประเทศ นอกประเทศ และแม้แต่ภายในศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลเอง ก็ใช่ว่าจะปราศจากพวกลมตึง ลมดึง กันซะที่ไหน ด้วยเหตุเพราะเรื่องของ อำนาจ นั้น มันย่อมไม่เข้าใคร-ออกใคร อยู่แล้วแน่...

                                                                   ---------------------------------------------------

      ยิ่งการประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้น โรดแมป โดยต้องหาทางสานต่อ โรดหมับ ไปด้วยอีกต่างหาก ย่อมต้องส่งผลให้อะไรต่อมิอะไรมันยิ่งต้องยุ่งยาก ซับซ้อน ไปกว่าเดิม อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ ถ้าหากต้องเจอกับการดึงขวา ดึงซ้าย ดึงหน้า ดึงหลัง ในจังหวะที่เหมาะๆ  หรือในช่วงจังหวะที่สภาพแวดล้อมมันเอื้ออำนวยให้ โอกาสที่จะต้องเซถลา ตกเหว ตกหน้าผา ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย และด้วยเหตุที่ สภาพแวดล้อม ไม่ว่าทั้งภายใน ภายนอก ต้องถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้าง อันตราย เอามากๆ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมจากสถานการณ์โลก ที่มันเปลี่ยนแปลงไปแบบแทบจะพลิกหน้ามือเป็นหลังตีน การดำรงความเป็นรัฐบาลใดๆ ก็ตาม ยิ่งกลายเป็นโจทย์ที่ยากชนิดต้องถอดรูท ถอดสมการ เอาเลยก็ว่าได้...

                                                                   -------------------------------------------------------

      ดังนั้น...นอกจากความเป็นรัฐบาลใด รัฐบาลหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่อาจถือเป็น หลักประกัน สำหรับสังคมนั้นๆ ให้พอสามารถข้ามผ่านสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตรายเหล่านี้ไปได้ ก็น่าจะเป็น เครือข่ายป้องกันทางสังคม ของแต่ละสังคมนั่นเอง คือถ้าหากสังคมไหนมีสิ่งที่ว่านี้ หรือสามารถสร้างสิ่งที่ว่านี้ขึ้นมาได้แบบแข็งแกร่งและทันการณ์ ไม่ว่าโลกจะเป็นแบบไหน หรือรัฐบาลจะเป็นอะไรก็ตาม โอกาสที่จะอยู่รอด ปลอดภัย ประคับประคองตัวเองให้ผ่านระยะผ่านอันสุดแสนจะอันตราย ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้ยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหากสังคมใดไม่ได้คิดจะสร้าง ไม่ได้คิดจะเตรียมการณ์ เพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้เอาไว้เลย โอกาสที่จะไปกันแบบ...ไปทั้งแผง ไปทั้งยวง ย่อมสามารถเป็นไปได้เสมอๆ...

                                                                   -----------------------------------------------------------

      ยิ่งถ้าหากต้องเจอกับการดึงซ้าย ดึงขวา ดึงหน้า ดึงหลัง มือไม่พายแต่เอาตีนราน้ำไปในทุกเรื่อง ทุกกรณี พร้อมที่จะขัดแย้ง แตกแยก กันได้ในทุกๆ เรื่อง ทุกจังหวะและโอกาส ยังไงๆ...คงหนีไม่พ้นต้องเหนื่อย...กับ...เหนื่อย กันไปโดยตลอดนั่นแหละทั่น แต่สำหรับสังคมไทยแล้ว...ช่วงหลังๆ นี้ ก็มีอะไรที่น่าคิด น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ที่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น เครือข่ายป้องกันทางสังคม ได้เริ่มก่อรูป ก่อร่าง พอให้เห็นได้รางๆ กันบ้างแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการต่อเติมเสริมแต่ง ต่อยอด เสริมยอด กันได้ถึงขั้นไหน และถ้าสิ่งที่ว่านี้สามารถปรากฏขึ้นมาได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง เป็นรูป เป็นร่าง ที่สามารถรับรู้ได้ สัมผัสได้ อย่างเป็นเนื้อ เป็นหนัง จังหวะนั้น...ก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปสนใจ ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะได้อำนาจ เสียอำนาจ ใครจะดูด ใครจะดึง กันในแบบไหน อย่างไร...

                                                                        --------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Rudyard Kipling (อีกครั้ง)... Nations have passed away and left no traces. And history gives the naked cause of it--- One single, simple reason in all cases; They fell because their peoples were not fit. - หลายชาติสูญสิ้นไปอย่างไร้ร่องรอย และประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นถึงเหตุอันแจ้งชัด ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงประการเดียวสำหรับทุกๆ กรณี นั่นคือ...ชาติเหล่านั้นสูญสลายเพราะประชาชนไม่เข้มแข็ง...

                                                                        -------------------------------------------------------


ส.ส.เพื่อไทย "กรีดเลือดในสภา" ประกอบฉากไล่ให้นายกฯ ลาออกเย็นวาน (๒๗ ต.ค.๖๓) นั้นไม่น่าเจ็บตัวเปล่านะ!เพราะฉากนั้น "ยึดพื้นที่ข่าว" ได้แน่ 

นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์