อึ้ง!ซีลไทยดำน้ำสุดเสี่ยง


   

    "ปลัด สธ." เผย 13 หมูป่าร่างกายดีขึ้น น้ำหนักเพิ่มเฉลี่ย 2-3 กิโล เริ่มทำกิจกรรมเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ "หมอภาคย์" พบเด็กๆ สวมกอดกันอบอุ่น โพสต์ชม "โค้ชเอก" ผู้เสียสละแท้จริง  มั่นใจทุกคนเติบโตเป็นคนดี "ว.วชิรเมธี " ทำ จ.ม.เปิดผนึกถึงผู้ปกครองทีมหมูป่าเห็นด้วยไม่รับทุนการศึกษา "วธ." เดินหน้าบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ "ดอน" เผยสื่อนอกให้เอกสิทธิ์ทูตนักดำน้ำออสเตรเลีย 3 คนเพราะรับภารกิจเสี่ยงหากเกิดความผิดพลาด "อันส์เวิร์ธ vs. อีลอน มัสก์" ซัดกันแหลกถึงขั้นขู่ฟ้องร้องแล้ว
    เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ปลัด สธ.) แถลงถึงความคืบหน้าอาการของโค้ชและนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย จ.เชียงราย ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ว่า ได้รับรายงานจาก นพ.ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ว่า นักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีและโค้ชได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพของโรงพยาบาล ทุกคนสุขภาพร่างกายดีขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม
    นพ.เจษฎากล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ โดยทำกิจกรรมกลุ่มตามกระบวนการทางจิตวิทยา อาทิ การสำรวจความรู้สึกภายใน การจัดการกับความรู้สึก การสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา เพื่อให้ทุกคนมีสภาพจิตใจพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 19 ก.ค.นี้
    "อาการล่าสุดเช้าวันนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.61  อาการทั่วไปปกติ ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.61 อาการทั่วไปปกติ รับประทานอาหารปกติ ผลเอกซเรย์ปอดปกติทุกคน ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว และกลุ่มที่ 3 จำนวน 5 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.61 อาการทั่วไปปกติ รอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน" นพ.เจษฎากล่าว
    ปลัด สธ.กล่าวว่า สำหรับแผนการดูแลต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล ได้ให้โรงพยาบาลแม่สาย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อ.แม่สายร่วมกันดูแลทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจ ร่วมกับทีมหมอ ครอบครัว และครูในโรงเรียนที่น้องๆ นักฟุตบอลเรียนอยู่ โดยมีสมุดคู่มือสุขภาพให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ และการติดตามน้ำหนักตัว ซึ่งได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตามผลในระบบโรงเรียนแล้ว
    ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก "ภาคย์ โลหารชุน" ของ พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน ผบ.พัน.สร.3 ได้เผยแพร่ภาพกำลังสวมกอดอย่างอบอุ่นกับน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย ซึ่งหมอภาคย์เป็นหนึ่งในทีมที่เข้าไปช่วยเหลือและอยู่กับทุกคนในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย พร้อมระบุข้อความ "เจอกันที่โคราชนะ" 
    นอกจากนี้ พ.ท.นพ.ภาคย์ยังระบุว่า สิ่งที่ผมประทับใจเด็กๆ ทีมหมูป่าคือเรื่อง "ความสดใสซื่อเดียงสา มองโลกในแง่ดี มีขวัญ&กำลังใจดีเยี่ยม แม้จะอยู่ในสถาพแวดล้อม/สถานการณ์วิกฤติ ทุกวันเด็กๆ จะไปขุดโพรงหาทางออกโดยใช้เศษหิน (ได้ลึกถึง 5 เมตรเลย) ทั้งๆ ที่ไม่ได้กินข้าวกัน"
    พ.ท.นพ.ภาคย์ระบุด้วยว่า "มีวินัย...รวบรวมเศษขยะหลังกินแต่ละมื้อทิ้งลงถุงดำ โค้ชเอกสอนเด็กๆ เสมอว่าไม่ให้เก็บสิ่งของจากในถ้ำเอากลับไปเป็นของตนเอง...ซึ่งเด็กๆ ทุกคนก็เชื่อฟังและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี เรื่องโค้ชเอกจิตใจดีงาม เป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริง ผมแอบสังเกตตั้งแต่วันแรก เอกจะให้เด็กๆ อิ่มก่อน โดยแบ่งอาหารในส่วนของตนให้เด็กๆ" 
มั่นใจหมูป่าโตเป็นคนดี
    "ผมมั่นใจในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ อย่างดีก่อนที่ทีมจะมาพบเด็กๆ เพราะสุขภาพกาย&ใจของเด็กๆ ทุกๆ คนดีกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้มากทีเดียว เด็กๆ ทีมหมูป่าทุกคนทราบถึงความเสียสละของทุกคนในการค้นหาพวกเค้า และผมมีความมั่นใจว่าเด็กๆ หมูป่าจะเติบโตเป็นบุคลากรที่ยอดเยี่ยมของประเทศ ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้ประเทศไทยในอนาคตต่อไป" พ.ท.นพ.ภาคย์ระบุในเฟซบุ๊ก
    ด้านท่าน ว.วชิรเมธี หรือพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน อ.เมืองเชียงราย  ทำจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ปกครองทีมหมูป่าอะคาเดมี เนื้อหาระบุว่า "อาตมภาพได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ปกครองของน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีคนหนึ่ง ที่ออกมาปฏิเสธการรับทุนการศึกษาจากองค์กรต่างๆ  โดยให้เหตุผลว่าน้องๆ ทีมหมูป่าได้รับมามากเกินพอแล้ว...อาตมาเห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว เนื่องเพราะน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีได้รับทุนการศึกษาจากสถาบันถ้ำหลวง ดอยนางนอนเรียบร้อยแล้ว ทุนจากองค์กรต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป" (อ่านรายละเอียดหน้า 2)
    ที่บริเวณวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีบวงสรวงเจริญพระพุทธมนต์ ซึ่งได้เริ่มขึ้นในเวลา 09.09 นาที เป็นพิธีทางพราหมณ์นำเครื่องบวงสรวงแบบล้านนามาถวายหัวหน้าเทวดาทั้งสี่ ซึ่งปกปักรักษาคุ้มครองโลกทั้ง 4  ทิศ ประกอบด้วย ท้าวกุเวร, ท้าวธตรฐ, ท้าววิรูปักษ์ และท้าววิรุฬหก 
    จากนั้นในเวลา 09.39 น.เริ่มพิธีบวงสรวง ต่อมานายประจญ และนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นประธานในพิธี ร่วมกันปักธูปหาง เสร็จพิธีการขมาแล้ว เวลา 10.09 น. พระสงฆ์สมณศักดิ์ 28 รูปเจริญพระพุทธมนต์ และสวดมาติกาบังสุกุล เจ้าหน้าที่ลาดภูษาโยงเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ น.ต.สมาน กุนัน หรือจ่าแซม ฮีโร่ผู้เสียสละวีรบุรุษถ้ำหลวงที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจดำน้ำนำถังอากาศเข้าไปในถ้ำ และเวลา 15.00 น.จัดพิธีสวดถอนและพิธีปิดถ้ำ
    ส่วนที่โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายเวิร์น อันสเวิร์ธ นักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนตั้งแต่วันแรกๆ เดินทางมาให้ความรู้แก่นักเรียนโรงเรียนดังกล่าว โดยเตือนเด็กๆ ไม่ควรเข้าไปในถ้ำในช่วงหน้าฝน และการเข้าถ้ำต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง พร้อมทั้งมีการเรียนรู้เกี่ยวกับถ้ำที่เราจะต้องเข้าไป ก่อนที่จะร่วมกับนักเรียนยืนไว้อาลัยแด่ น.ต.สมาน ผู้เสียสละในการช่วยเหลือเด็กทั้ง 13 ชีวิตจนตนเองต้องเสียชีวิต 
    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมจัดงานเลี้ยงขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ว่า จะมีการพูดคุยระดับผู้ปฏิบัติการว่าจัดงานอย่างไรจึงจะดีที่สุด โดยสถานที่จัดงานนั้นมีหลายส่วนไม่ว่าจะเป็น กทม. แต่หากอยู่ห่างไกลอาจต้องกระจายไปที่อื่นด้วย เช่นที่ จ.เชียงราย เพราะมีประชาชนไปร่วมช่วยเหลือในภารกิจจำนวนมาก จึงอาจไปจัดงานที่นั่นด้วย อย่างไรก็ตามต้องเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาตัดสินใจ 
    พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ครั้งนี้ถือว่าหลายหน่วยงานได้มาบูรณาการร่วมกัน โดยจะต้องทำเป็นแผนเอาไว้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อเป็นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปศึกษาหากจำเป็นต้องใช้ กรณีเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวงยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เราจึงจะถอดบทเรียนและให้ท้องถิ่นนำไปพิจารณาเพื่อประยุกต์ใช้  โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คงจะนำไปเป็นมาตรการกำกับดูแลถ้ำต่างๆ อีกจำนวนมาก
พท.โหนกระแสซัด รบ.
    ถามว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะต้องมีการเพิ่มหลักสูตรช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำด้วยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่าคงต้องพิจารณาดู ตอนนี้สถาบันที่ฝึกคนกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ โดยต้องกลับไปพิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ แต่ตนมั่นใจว่ากองทัพเรือจะต้องมีการฝึกเพิ่มในส่วนนี้ซึ่งน่าจะคุ้มค่า เพราะเป็นการดำน้ำที่ยากมาก ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและมีความเป็นมืออาชีพพอสมควร 
    ซักว่าจะมีการมอบประกาศนียบัตรแก่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาและ ผอ.ศอร.หรือไม่ รมว.มหาดไทยกล่าวว่าผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์เป็นคนดีอยู่แล้ว และกระทรวงมหาดไทยภูมิใจในตัวท่าน
    ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วธ.ได้วางแผนเตรียมจัดนิทรรศการเหตุการณ์กู้ชีพ 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี โดยนำเสนอเรื่องราวและเนื้อหาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเหตุการณ์ที่ทั้ง 13 ชีวิตติดภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จนถึงปฏิบัติการช่วยเหลือให้ออกจากถ้ำได้สำเร็จ ซึ่งจะมีการจัดแสดงทั้งส่วนกลางและสัญจรไป 4 ภูมิภาคตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ แบ่งเป็น 7 หัวข้อ  ประกอบด้วย 1.ชีวิตหมูป่าติดถ้ำ 2.นาทีชีวิตวิกฤติเสี่ยงตาย 3.วิกฤตินี้รวมใจไทยเป็นหนึ่ง 4.ปฏิบัติการวาระแห่งโลก 5.อาลัยสดุดีวีรบุรุษถ้ำหลวง 6.บทเรียนที่โลกต้องจารึก 7.สรุปเหตุการณ์วันต่อวัน 
    "วธ.ยังเปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนมีส่วนร่วมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ด้วยการส่งภาพเหตุการณ์ ภาพวาด คลิปวิดีโอ หรือเอกสารข้อมูลการช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี ทั้งภาพการช่วยเหลือ ภาพจิตอาสา บรรยากาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เพื่อที่ วธ.จะนำมารวบรวมจัดทำเป็นจดหมายเหตุบันทึกประวัติศาสตร์ช่วย 13 ชีวิตหมูป่าอะคาเดมี โดยส่งมาที่  www.m-culture.go.th หรือ Line@ofl6289y หรือเฟซบุ๊ก Thai MCulture หัวข้อบันทึกประวัติศาสตร์ช่วย 13 ชีวิตหมูป่าอะคาเดมี โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ถ่ายภาพ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 25 ก.ค.61" รมว.วัฒนธรรมกล่าว
    ขณะที่นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีประเด็นที่นายณรงค์ศักดิ์เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในการรักษางบประมาณแผ่นดินหลายโครงการตามที่เป็นข่าวไปทั่วประเทศ แม้กระทั่งสื่อต่างประเทศ ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ ออสเตรเลีย ก็นำไปเผยแพร่ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกย้ายไป จ.พะเยา ซึ่งเป็นข้อสงสัยในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาล และ ป.ป.ช.ควรทำให้สังคมคลายข้อสงสัย
    "ถ้ารัฐบาลและ ป.ป.ช.มุ่งมั่นกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ก็ควรเร่งตรวจสอบโครงการกว่า 20 โครงการที่นายณรงค์ศักดิ์ไม่ยอมเซ็น ว่ามีความบกพร่องส่อไปในทางว่าจะมีการทุจริตหรือไม่ ถ้าตรวจสอบโครงการต่างๆ ดังกล่าวแล้วพบว่าส่อไปในทางทุจริต ผู้เสนอโครงการและผ่านโครงการมาตามลำดับชั้นก่อนที่จะถึงนายณรงค์ศักดิ์ ก็น่าจะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้ก็จะเป็นบทพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่ง ว่าการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลนี้มีมาตรฐานหรือไม่ ลูบหน้าปะจมูกหรือไม่ และถ้าดำเนินการอย่างไรแล้วควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบโดยเร็ว" อดีต ส.ส.เพื่อไทยกล่าว
    วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า นักดำน้ำในถ้ำชาวออสเตรเลียได้รับเอกสิทธิ์ทางการทูตในการมาช่วยเหลือปฏิบัติการที่ถ้ำหลวง เพื่อปฏิบัติการช่วยทีมหมูป่าออกจากถ้ำหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ประเด็นนี้ได้รับเปิดเผยผ่านสื่อของออสเตรเลียเมื่อวันจันทร์ โดยสถานีเอบีซีอ้างแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่รายหนึ่งว่า ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ และเคร็ก ชาลเลน คู่หูนักดำน้ำในถ้ำของเขาซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในภารกิจช่วยชีวิตครั้งนี้ เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจภายหลังการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลียและไทยเพื่อให้เอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูตแก่พวกเขา  ป้องกันการถูกดำเนินคดีหากภารกิจที่เสี่ยงอันตรายนี้เกิดความผิดพลาด 
อันสเวิร์ธซัดแหลกมัสก์ 
    กระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียไม่ได้ให้ทัศนะยืนยันหรือปฏิเสธรายงานข่าวนี้ โดยให้สอบถามเจ้าหน้าที่ของไทย แต่รอยเตอร์รายงานอ้างคำชี้แจงจากนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยืนยันว่าไทยได้ให้เอกสิทธิ์ทางการทูตแก่ทีมงานชาวออสเตรเลีย 3  คนนี้เท่านั้น ซึ่งก็คือนายแพทย์ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ และผู้ช่วยทางการแพทย์อีก 2 คน 
    "เนื่องจากภารกิจนี้มีความเสี่ยง รัฐบาลไทยและออสเตรเลียจึงต้องทำความเข้าใจกัน ดอกเตอร์แฮร์ริสทำหน้าที่ของเขาในภารกิจทางการแพทย์อย่างสุดความสามารถ เขาจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองหากเกิดสิ่งผิดพลาดขึ้น รัฐบาลไทยให้เอกสิทธิ์นี้แค่กับคณะทำงานทางการแพทย์ชาวออสเตรเลีย 3 คนนี้เท่านั้น" รอยเตอร์อ้างคำสัมภาษณ์ของนายดอน 
    ก่อนหน้านี้ เคร็ก ชาลเลน นักดำน้ำในถ้ำได้ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ซันเดย์ไทมส์ ในเมืองเพิร์ท ภายหลังกลับถึงออสเตรเลียว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตายอย่างแท้จริง และผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำถ้ำต่างไม่แน่ใจว่าจะสามารถช่วยชีวิตเด็กทั้ง 12 คนและโค้ชออกมาได้สำเร็จหรือไม่ ภารกิจนี้ไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับนักดำน้ำ แต่เป็นอันตรายอย่างมากต่อเด็กๆ ซึ่งต้องถูกวางยากล่อมประสาทถึงจุดที่ "พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกขณะที่นักดำน้ำนำพาพวกเขาผ่านช่องแคบๆ
    "พวกเขาได้รับยา เราไม่อาจปล่อยให้เด็กๆ แตกตื่น พวกเขาอาจทำให้ตัวเองเสียชีวต และอาจทำให้ผู้กู้ภัยเสียชีวิตไปด้วย" ชาลเลนกล่าว พร้อมกับเล่าถึงการฝึกซ้อมปฏิบัติการกับเด็กไทยที่จำลองอุปกรณ์สำหรับภารกิจนี้ 
    เจสัน มัลลินสัน นักดำน้ำถ้ำชาวอังกฤษซึ่งเป็นอีกคนที่ร่วมภารกิจ กล่าวกับเอบีซีว่า การดำน้ำในถ้ำผ่านช่องแคบๆ ในความมืดมิดนั้นท้าทายอย่างยิ่ง คุณจะรู้ว่าอยู่ตรงจุดไหนของถ้ำก็ต่อเมื่อศีรษะชนเข้ากับผนังถ้ำ ตัวเขาได้รับมอบหมายให้พาเด็กคนหนึ่งออกมา "ผมมั่นใจว่าจะพาเด็กออกมาได้ แต่ไม่มั่นใจ 100% ว่าจะนำเขาออกมาแบบที่ยังมีชีวิต เพราะหากผมทำให้เขาชนกับหินแรงจนหน้ากากหลุดแล้วน้ำเข้าหน้ากาก เขาจะตาย เราไม่มีอุปกรณ์สำรองสำหรับพวกเด็ก มีแค่หน้ากากดำน้ำอันเดียว" 
    พวกเขายังกล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่หน่วยซีลของไทยใช้มาตรการความปลอดภัยที่ต่างจากนักดำน้ำต่างชาติอย่างสิ้นเชิง เขากล่าวว่าการดำน้ำในถ้ำทำให้พวกเขาออกจาก Comfort Zone และนั่นทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ พวกเขาไม่ได้ใช้วิธีการที่ถูกต้องและไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่นในขณะที่นักดำน้ำในถ้ำจะมีอุปกรณ์สำรองและพกถังอากาศอย่างน้อยสองถัง ตัวปรับแรงดันสองตัว และไฟฉายสามอันเสมอ แต่พวกนักดำน้ำในถ้ำสังเกตว่าหน่วยซีลมักจะใช้ถังอากาศและตัวปรับแรงดันแค่ตัวเดียว ซึ่งถ้าอุปกรณ์มีความผิดพลาดพวกเขาก็จะเจอปัญหา
    และพวกเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากที่พบว่า หน่วยซีลทั้ง 4 นายนั้นไม่มีอากาศเพียงพอสำหรับขากลับ เพราะพวกเขาทำตามคำสั่งว่าให้ดำน้ำมาอยู่กับเด็กๆ จนจบเท่านั้น แต่ในระหว่างทางพวกเขาใช้อากาศจนหมด ทำให้นักดำน้ำในถ้ำทั้งสี่คน คือ Jason Mallinson, Chris Jewell, Rick Stanton และ  John Volanthen ต้องนำถังอากาศมาให้ซีลทั้งสี่นายในขณะที่ดำน้ำมารับเด็กๆ ด้วย
    แต่ Josh Bratchley กล่าวว่า ภารกิจนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่คิดไว้มาก สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในปฏิบัติการนี้จะช่วยเหลือผู้คนมากมายที่อาจติดในถ้ำในอนาคต และย้ำว่าภารกิจนี้คือการทำงานเป็นทีมไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใดก็ตาม
    ทั้งนี้ ตลอดวันจันทร์ยังมีรายงานความขัดแย้งระหว่างเวอร์นอน อันส์เวิร์ธ หนึ่งในทีมกู้ภัยที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก กับอีลอน มัสก์ ถึงขั้นฝ่ายแรกประกาศว่าอาจจะฟ้องร้องมหาเศรษฐีไฮเทคชาวอเมริกันรายนี้ จากกรณีที่มัสก์เรียกเขาว่าเป็นพวกใคร่เด็ก (pedo/paedophile) ซึ่งเรื่องราวระหว่างทั้งคู่บานปลายจากกรณีที่อันส์เวิร์ธให้สัมภาษณ์วิจารณ์เรือดำน้ำจิ๋วที่มัสก์ส่งมาช่วยภารกิจที่ถ้ำหลวงว่า ไม่มีทางใช้งานได้จริงอย่างแน่นอนในภารกิจนี้ เนื่องจากมัสก์ไม่รู้สภาพที่แท้จริงของถ้ำ มัสก์เข้ามามีส่วนร่วมก็เพราะต้องการประชาสัมพันธ์ตัวเขาเอง ส่วนเรื่องที่มัสก์มายังถ้ำหลวงนั้น อันส์เวิร์ธบอกว่ามัสก์ถูกขอให้ออกจากถ้ำโดยทันที ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
    ด้านมัสก์ทวีตตอบโต้ข้อความวิจารณ์ของอันส์เวิร์ธ และบทความนิวยอร์กไทมส์ที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ยกขึ้นมากล่าวถึงเมื่อวันอาทิตย์ โดยใช้คำเรียกอันสเวิร์ธว่า "pedo guy" เมื่อถูกทักท้วง มัสก์ยังทวีตต่อผู้ติดตามมากกว่า 22 ล้านคนของเขาด้วยความมั่นใจว่า เป็นเรื่องจริงที่เขาพร้อมเดิมพัน 1 ดอลลาร์  อย่างไรก็ดีต่อมามัสก์ได้ลบทวีตเหล่านี้ทิ้งและยังไม่ได้กล่าวขอโทษใดๆ เอเอฟพีกล่าวว่าได้ติดต่อไปที่บริษัทเทสลาของเขาแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ
    ส่วนอันส์เวิร์ธกล่าวกับเอเอฟพีในวันจันทร์ว่า เขาไม่เห็นทวีตเต็มๆ ของมัสก์ เพียงแต่ได้ยิน เมื่อถูกถามว่าเขาจะฟ้องร้องมัสก์หรือไม่ อันส์เวิร์ธกล่าวว่า หากเป็นอย่างที่เขาคิดไว้ก็อาจจะฟ้อง เขาจะตัดสินใจเมื่อกลับไปอังกฤษในสัปดาห์นี้ พร้อมกับเสริมว่าเรื่องระหว่างตัวเขากับมัสก์ยังไม่จบ.


เอ่อ.......... ไม่รู้จะคุยอะไร เห็นบางพรรค บาง ส.ส.ทั้งแย่ง ทั้งทวง ทั้งขู่ จะเอาเก้าอี้รัฐมนตรีกัน

เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน