"ราชอาณาจักร-ศาสนจักร"


   

     แผ่นดิน รัชกาลที่ ๑๐

                "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"

                มีพระราชปณิธาน......

                ที่จะทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

                พร้อมทั้งมีพระราชประสงค์ ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ

                ในบำบัดทุกข์, บำรุงสุข ให้ประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

                ไทยประเทศ ยามนี้ ด้วยพระบารมี...........

                "รัฐ-ราษฎร์" สมานรักสามัคคี "ประชาชนจิตอาสา" เบ่งบานสะพรึ่บ-สะพรั่ง ทั่วทั้งแผ่นดิน

                หมวกสีฟ้า

                ผ้าพันคอเหลือง

                “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

                ไทยหลอมใจ ทุกกิจกรรม-ทุกเหตุการณ์ เพื่อสร้างสรรค์บ้านเมือง เพื่อเปลื้องทุกข์ สร้างสุขสังคมชาติ

                ไม่มีคำว่า "ธุระไม่ใช่" ในหัวใจไทยทั้งแผ่นดินอีกต่อไปแล้ว

                "ปัญหาชาติ" ..........

                ทุกคนรับรู้ คือ "ปัญหาร่วมกัน" ของประชาชาติ

                "ทุกข์-สุข" ของ "แต่ละคน"

                ทุกคนรับรู้ คือทุกข์-สุข "ของทุกคน" ในความเป็นไทย ไม่ทิ้งกัน

                กรณี ณ "ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน" นั่นเห็นได้

                ในนาทีต้องการ "พลังรวม" รบปัญหา.........

                หมวกฟ้า-ผ้าพันคอเหลือง "พระราชทาน" เหมือนผึ้งหลวงจากแต่ละรัง บินมารวม

                ใครถนัดด้านไหน แยกไปทำหน้าที่ด้านนั้น

                ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง.......

                ไม่ถามหาสินจ้างรางวัล

                ไม่เกี่ยงหนัก-เบาเอาชีวิตเข้าแลก

                การทำความ ดี ด้วยหัวใจ แม้ใจหลาก แต่ที่รวมเป็นหนึ่งปณิธาน คือในพระองค์

                ด้วยใจพันใจ ไม่มีคำว่าต่ำต้อย-ด้อยศักดิ์ ไม่มีคำว่าสูงนัก-สูงหนา ไม่มีคำว่าพวกมึง-พวกกู

                มีจุดหมายเดียว.........

                "ไทยไม่ทิ้งไทย-ใจไม่ทิ้งกัน"!

                ปรากฏการณ์ "หมวกฟ้า-ผ้าพันคอเหลือง" ทำให้โลกลือ และยึดถือเป็นต้นแบบ

                "โลกรอด" ด้วยรักสามัคคี

                นี้เป็นปรากฏการณ์ใต้พระบารมี "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"

                โลกประจักษ์แล้ว ในภาคประชาสังคม

                ส่วนข้อที่ว่า...........

                "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก"

                นี้...เป็นที่ประจักษ์เช่นกัน

                ความเป็นไปในคณะปกครองสงฆ์ที่ผ่านมานั้น สร้างหนามยอกศรัทธาพุทธศาสนิกมานาน

                หลายกระทำ เข้าตำรา "เจ้ากูเป็นเสียเอง"

                คณะสงฆ์ไทย มีพระบางรูป บางหมู่ บางเหล่า ละเลย ย่อหย่อน ในวัตรปฏิบัติ

                บางครั้ง มีการกระทำนอกรีต-นอกรอยไปจากพระธรรมวินัย แปลงคำสอนพระพุทธองค์ให้เพี้ยนไปเพื่อประโยชน์ตน

                 อีกทั้งอลัชชีใช้ "พุทธะ" เป็นคราบเคลือบเดรัจฉานวิชา หลอกคนไม่รู้แลกศรัทธาและลาภยศ สร้างเสื่อมสะสมสู่พุทธศาสน์

                แต่คณะบริหารสงฆ์ไทย.......

                "นำพา" ในกิจการพระพุทธศาสนาแบบตัณหาโลกพาไป

                ปล่อยปละ ประหนึ่งว่า การแปลงพระพุทธศาสนาเป็น ลาภสักการะ สมณศักดิ์ ตำแหน่ง ลัทธิ ของพวกอลัชชี เป็นที่ชอบแล้ว

                "งานปกครอง" นั้น หย่อนยาน มีทั้งปฏิบัติ, ละเว้นปฏิบัติ,เลือกปฏิบัติ ในการใช้ พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ กับพระและวัด

                นับวัน "โลกวัตถุ" จะเข้าครอบงำ "โลกธรรม"

                ลัทธิ-นิกาย-การเมือง........

                จะแตกหน่อเถื่อนในดงเหลือง เหมือนกาฝากรากรัดโพธิ์รุงรัง ต้นต้องยืนตายในที่สุด

                กอปรกับ "สมเด็จพระราชาคณะ" ส่วนใหญ่ อันเป็นคณะบริหารปกครองสงฆ์ เหมือนคณะรัฐมนตรี

                เจริญด้วยอายุและพรรษา

                แต่ด้วย พ.ร.บ.คณะสงฆ์บัญญัติ ให้ "สมเด็จพระราชาคณะ" ต้องทำหน้าที่ "ครม.สงฆ์" โดยตำแหน่งด้วย

                เป็นเหตุหนึ่งให้ "อายุกับงาน" ของสมเด็จพระราชาคณะบางรูป ไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่ทางปกครองได้เต็มสติกำลัง!

                การณ์นั้น.........

                ด้วยทรงเห็นปัญหาในคณะสงฆ์ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๑๐ จึงทรงรับธุระ ชำระงานคณะสงฆ์ไทย

                มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ.......

                ให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ ตราเป็นพระราชบัญญัติขึ้นใหม่

                โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๒ ฉบับ ตามลำดับ

                ฉบับแรก "พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๐ ประกาศใช้ เมื่อ ๗ ม.ค.๖๐ รวม ๓ มาตรา

                 สาระหลัก ในมาตรา ๗ แก้ไขใหม่ ให้ใช้ความต่อไปนี้

                "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

                จากเดิม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๗ วรรคแรก บอกว่า

                "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"

                นั่นคือ ของเดิม .........

                "ฝ่ายการเมือง" กับ "ฝ่ายมหาเถรฯ" เป็นผู้มีอำนาจ ว่าจะเอาสมเด็จพระราชาคณะสูงสุดโดยสมณศักดิ์รูปใด ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

                ไม่ "ล็อกตัว-ล็อกสเปก" ไว้ล่วงหน้า ก็เหมือนล็อก ถึงเวลา ก็นำชื่อนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

                พระมหากษัตริย์ มีหน้าที่เพียง "ทรงสถาปนา" ตามที่นายกฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเท่านั้น

                แต่จากนี้ไป ไม่ได้แล้ว........

                การจะสถาปนาพระเถระรูปใดขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราช"

                เป็น "พระราชอำนาจ" ของพระมหากษัตริย์โดยตรง

                ส่วนฉบับที่สอง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๖๑ ประกาศใช้ เมื่อ ๑๕ ก.ค.๖๑ รวม ๑๑ มาตรา

                สาระหลักอยู่ตรง มาตรา ๓ ยกเลิกของเดิม ใช้ความต่อไปนี้แทน

                “มาตรา ๕ ตรี เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัตินี้”

            นี้คือ........

                นอกจากการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจโดยตรงแล้ว

                ต่อไปนี้...........

                -การแต่งตั้ง-ถอดถอนสมณศักดิ์พระภิกษุในคณะสงฆ์

                -การแต่งตั้งคณะกรรมการมหาเถรสมาคม

                -การแต่งตั้ง-ถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค

                เป็น "พระราชอำนาจ" พระมหากษัตริย์โดยตรงเช่นกัน

                โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

                ครับ....

                เมื่อ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ประกาศใช้ การปกครองคณะสงฆ์ ที่ยืนรอตายมานาน

                ก็ฟูฟื้นคืนสภาพตามครรลองราชประเพณีอันมีมาแต่โบราณกาล

                แผ่นดินธรรม-แผ่นดินทอง รองเรือง ประชาชนต่างแซ่ซ้อง ซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณ

                ทุกอย่าง ย่อมมีเหตุผลในการกระทำ.......

                การปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งสำคัญนี้ก็เช่นกัน และนี่คือเหตุผล อันปรากฏอยู่เป็นหมายเหตุอยู่ท้าย พ.ร.บ.

                "โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก

            และตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น

            พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลให้เจริญมั่นคงเป็นไปตามแบบแผนอันเรียบร้อยตลอดมา

            เพื่อให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองถาวรเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม มีความร่มเย็นผาสุกแก่ประชาชนและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ

            สมควรบัญญัติกฎหมายให้เป็นการสืบทอดและธำรงรักษาไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้"

            ครับ.........

                บัดนี้ วัด-รัฐ-ราษฎร์ ด้วยพระบารมี สู่ระเบียบ สู่ความเป็นบ้านเมืองเรืองวิไลแล้ว

            เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๖๖ พรรษา "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ นี้

             ข้าพระพุทธเจ้า ........

            ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.

 

               


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์.... รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'
บ้านเมือง 'คนละเรื่องเดียวกัน'