36สนช.ล้มผู้ตรวจเลือกตั้ง กรธ.ขวางอัดเข้ารกเข้าพง


เพิ่มเพื่อน    

    36 สนช.ลุยแก้ พ.ร.ป.กกต.ล้มกระดานผู้ตรวจการเลือกตั้ง เขียนกติกาสรรหาใหม่ อ้างหวั่นการเมืองครอบงำ "วิษณุ" ปัดใบสั่งรัฐบาล ชี้ กกต.ชุดใหม่โละได้ไม่จำเป็นต้องแก้ กม. "บุญส่ง" แจงรีบตั้งให้สอดรับ กม.ลูก ส.ว. ยันทำตามกติกาป้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กรธ.เอือม สนช.เข้ารกเข้าพง
    เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสมาชิก สนช.จำนวนหนึ่งว่ามีความประสงค์เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับประเด็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง เนื่องจากเห็นว่าการกำหนดให้กกต.สามารถออกระเบียบเพื่อเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งได้นั้นอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอน จึงคิดว่าควรบัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อให้เกิดความแน่นอน เพราะเมื่อ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แล้วอาจจะมีการแก้ไขระเบียบอีก
    ทั้งนี้ได้แจ้งแก่สมาชิก สนช.ไปว่ากระบวนการของการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากต้องดำเนินกระบวนการใน 2 ขั้นตอนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.การรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และ 2.การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว อย่างไรก็ตาม การเสนอแก้ไขกฎหมาย กกต.ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลเป็นหลัก แต่อยู่บนเหตุผลทางกฎหมาย ซึ่งตนเองยังไม่ได้เห็นรายละเอียดของการแก้ไขกฎหมาย
      ด้านนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิก สนช. ในฐานะผู้รวบรวมรายชื่อ สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.กล่าวว่า สาระสำคัญของการเสนอแก้ไขร่างดังกล่าวคือ การเพิ่มมาตรา 28/1 กำหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง มาทำหน้าที่คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง  แทนการให้ กกต.ไปออกระเบียบคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งเหมือนใน พ.ร.ป.กกต.ฉบับปัจจุบัน เนื่องจาก สนช.หลายคนห่วงว่าการให้ กกต.ไปออกระเบียบการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง อาจมีความหละหลวมไม่รอบคอบรัดกุมเพียงพอ เพราะระเบียบ กกต.สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยของ กกต.แต่ละชุดที่เข้ามาทำหน้าที่ อาจเป็นช่องว่างให้การได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองได้ในอนาคต 
    ทั้งนี้ จึงควรกำหนดที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้งให้ชัดเจนว่า มาจากคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยระบุลงใน พ.ร.ป.กกต.โดยตรง ทั้งนี้โครงสร้างของคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งมี 7 คน ดังนี้ 1.ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน 2.หัวหน้าผู้พิพากษาจังหวัด 3.หัวหน้าสำนักงานอัยการจังหวัด 4.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 5.ประธานหอการค้าจังหวัด 6.ประธานอุตสาหกรรมจังหวัด และ 7.ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัด โดยให้ทำหน้าที่คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งอย่างน้อย 16 คนต่อจังหวัด เพื่อส่งต่อให้ กกต.คัดเลือกให้เหลือ 8 คนต่อจังหวัด  
    "หากให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีที่มาจากระเบียบ กกต.อาจเกิดความไม่เป็นเอกภาพในการทำงาน  เพราะ กกต.ชุดเก่าเป็นผู้คัดเลือก แต่ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้เข้ามาปฏิบัติงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหัวแล้ว ควรเปลี่ยนลำตัวแขนขาด้วย ไม่ใช่เอาหัวมาสวมอย่างเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับการคัดเลือกจาก กกต.ชุดปัจจุบันไม่ดี แต่ต้องการให้ที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้งมีความชัดเจนรัดกุม ไม่มีเจตนาต้องการล้มผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับการคัดเลือกจาก กกต.ชุดปัจจุบัน ผู้ผ่านการคัดเลือกจาก กกต.ชุดปัจจุบันก็มีสิทธิ์กลับมาดำรงตำแหน่งได้ หากผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย กกต.ที่เสนอแก้ไขใหม่" นายมหรรณพระบุ
      อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลหรือ กกต.เห็นว่ามีทางออกอื่นที่ดีกว่าก็ยอมรับ ไม่ได้ดันทุรังต้องเอาให้ได้ แค่เป็นห่วงว่าระเบียบเดิมที่ทำไปอาจเกิดปัญหาในอนาคต เป็นการทำด้วยความหวังดี ไม่ได้มีใบสั่งจากใครให้แก้ไข ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอขอแก้ไขอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังไม่รู้จะผ่านความเห็นชอบจาก สนช.หรือไม่
ฉะ กกต.ไร้มารยาท
    นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งใน สนช.ที่ร่วมลงชื่อขอแก้ไขร่างพ.ร.ป.กกต. โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า กกต.ชุดปัจจุบันรีบร้อนตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่รอ กกต.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ คล้ายกับกรณีโยกย้ายข้าราชการภายใต้รัฐมนตรีคนที่จะหมดวาระ  ขณะที่รัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตรรกะที่เกิดขึ้นจึงเห็นด้วยว่าการกระทำของ กกต.ชุดปัจจุบันน่าเกลียด เมื่อพูดถึงมารยาทแล้วไม่ควรทำ จึงลงนามรับรอง ซึ่งสิ่งที่ สนช.ทำไม่ใช่การแทรกแซงอำนาจของ กกต.ชุดปัจจุบัน แต่อย่างน้อยควรดึงไว้หน่อย  
     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว สนช.เข้าชื่อเสนอขอแก้ไขทั้งหมด 36 คน  เป็น สนช.สายพลเรือนทั้งหมด ไม่มีสายทหารร่วมลงชื่อ เพื่อให้เห็นว่าไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ โดยมีนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ เป็นแกนนำรวบรวมรายชื่อ และมี สนช.อาทิ  นายกล้านรงค์ จันทิก, นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ร่วมลงชื่อด้วย เพราะเห็นว่ากระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.กกต.ฉบับปัจจุบันยังไม่มีความรัดกุม โดยแนวทางแก้ไขจะไปเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาล ให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งชุดเก่าที่ กกต.ชุดปัจจุบันสรรหาไว้แล้วให้พ้นสภาพไป และให้มีการดำเนินการสรรหาใหม่ตามกระบวนการที่นายมหรรณพนำเสนอในรอบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลเห็นสอดคล้องด้วย ส่วนหนึ่งเนื่องจากรายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นชอบในขณะนี้ ส่วนใหญ่ถูกมองว่าอิงกับฝ่ายการเมืองบางขั้วมากเกินไป
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้มีการนำร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ฉบับที่ สนช.จำนวน 36 คนเข้าชื่อเสนอมาลงในเว็บไซต์ www.senate.go.th เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 โดยมีกำหนดรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.-18 ส.ค. ปรากฏว่าผลสำรวจความเห็นของประชาชนล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.-6 ส.ค. รวม 4 วัน มีผู้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกือบ 1,200 ครั้ง ผลปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างดังกล่าวเกือบ 100% ใน 6 คำถามที่มีการตั้งประเด็นให้ตอบ โดยมีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยเพียงไม่กี่เสียงเท่านั้น
    ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทดลองร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่าการเข้าไปตอบแบบสอบถามนั้นไม่จำเป็นต้องกรอกชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน เพื่อยืนยันความมีตัวตน โดยจะเข้าไปตอบแบบสอบถามร่วมแสดงความคิดเห็นกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีการจำกัดใดๆ
    นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.)  เปิดเผยว่า เรื่องนี้คงจะมีการคุยกันในวิป สนช.วันที่ 7 ส.ค.นี้ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยแก้ไขกฎหมาย แล้วออกบทเฉพาะกาลให้มีผลย้อนหลังล้มผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มีการเลือกไปก่อนหน้านี้อาจมีปัญหาได้ เพราะผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือถ้าจะให้ กกต.ทบทวนการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่คงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งต้องถามความเห็นทั้งจากรัฐบาลและผู้ปฏิบัติคือ กกต.ด้วยจึงต้องใช้เวลา 
    พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.กล่าวว่า เห็นว่าควรมีการพูดคุยรับฟังเหตุผลจาก กกต.ก่อน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขกฎหมายเพราะต้องผ่านความเห็นจาก กกต.ด้วย ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการ สนช. ดังนั้นหาก กกต.ไม่เห็นด้วยร่างแก้ไขกฎหมายก็อาจตกได้
    นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ไม่ได้กำหนดว่าต้องแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งเมื่อใด แต่ต้องให้มีก่อนมีการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตามกฎหมายแล้ว กกต.ชุดปัจจุบันไม่ผิด แต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่พิลึกพิลั่นอยู่ที่ท้ายประกาศของ กกต.ที่ระบุไว้ หากใครพบว่ารายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งใดมีปัญหา ให้ยื่นเรื่องคัดค้านที่สำนักงาน กกต. หากทำแบบนี้เท่ากับว่าถ้าผู้ตรวจการเลือกตั้งคนใดมีปัญหา กกต.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร 
    ส่วนการอ้างแก้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.เพื่อให้กำหนดการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ เพราะหลายรายมีความสัมพันธ์กับพนักงานในสำนักงาน กกต.และ กกต.ชุดปัจจุบันนั้น ต้องถามว่าหากแก้พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.แล้วสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ อะไรจะเป็นหลักประกันว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งจะไม่มีความเกี่ยวพันกับ กกต.ชุดใหม่หรือ สนช.ชุดนี้ หากเป็นแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งข้อเสนอแก้พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.เพื่อโละผู้ตรวจการเลือกตั้ง ถือว่าเข้ารกเข้าพงกันหมดแล้ว ถ้าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับเลือกมา ไม่ขาดคุณสมบัติ แล้วจะไปหาเหตุอะไรมายกเลิกเขา ปัญหาดังกล่าวมีทางออก ไม่น่าถึงขั้นเสนอแก้ไขกฎหมาย
วิษณุปัดใบสั่งรัฐบาล
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามระเบียบ กกต.สามารถสรรหาผู้สมัครได้ ส่วนที่มี สนช.บางส่วนเสนอแก้ไขก็สามารถทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าใจว่าคงไม่ได้แก้เรื่องคุณสมบัติ อาจเป็นการแก้ไขเรื่องวิธีการได้มา โดยยืนยันไม่มีใบสั่งอะไรจากรัฐบาล เพราะถ้าจะมีใบสั่ง สั่งห้ามคัดเลือกตั้งแต่แรกแล้วไม่ดีกว่าหรือ   
    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าชื่อที่ได้มาอาจไม่ถูกใจรัฐบาลนั้น นายวิษณุกล่าวว่ายังไม่เห็น ใครเป็นใครยังไม่รู้ และจากนี้ กกต.ยังต้องส่งชื่อไปให้จังหวัดพิจารณา หากจังหวัดคัดค้านว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียต้องเอาออก ดังนั้นกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ การที่ กกต.ต้องเดินหน้าคัดเลือกเพราะกระบวนการยาว  หากยังไม่เสร็จ กกต.ชุดใหม่เข้ามาจะเดินหน้าต่อหรือล้มเพื่อสรรหาใหม่ก็ได้ ไม่เกี่ยวกับการแก้กฎหมาย หากจะแก้กฎหมายคือต้องแก้เรื่องอื่น ถ้าหวังผลแค่ระงับตรงนี้มีช่องทางอื่นที่ทำได้ 
    ขณะที่นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการ กกต.ชี้แจงว่า กระบวนการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้นได้เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเดือน เม.ย.61 แล้ว เนื่องจากคาดว่า กกต.ชุดใหม่จะเข้ามาพิจารณาภายในช่วงดังกล่าว แต่ว่าที่ กกต.ชุดนั้นกลับไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาว่าระยะเวลาที่จะต้องแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ทั้งการคัดเลือก การแต่งตั้ง การประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ การอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายสิบฉบับเพื่อให้มีความรู้เรื่องกฎหมาย เพราะการทำงานผู้ตรวจการการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่เสี่ยง มีโอกาสผิดพลาดจนถูกดำเนินคดีเยอะพอสมควร ซึ่งการที่ กกต.คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าจะสามารถปฏิบัติงานได้ภายในเดือน ก.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาของ ส.ว.มีผลบังคับใช้
    "ไม่ใช่ว่า กกต.ชุดปัจจุบันรีบแต่งตั้ง แต่เป็นกระบวนการที่เราจะต้องรีบทำ หาก พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาของ ส.ว.มีผลบังคับใช้ ผู้ตรวจการเลือกตั้งจะต้องทำงานทันที และหาก กกต.ชุดนี้ไม่ได้แต่งตั้งไว้ก็จะมีปัญหา จะโดนถล่มหนักเลยว่าทำไมไม่จัดการให้เรียบร้อย ทำไมละเลยขนาดนี้ บางทีอาจจะถูกกล่าวหาว่า กกต.ชุดปัจจุบันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลจริงๆ ไม่ได้เป็นการวางอำนาจอะไรเลย"  นายบุญส่งกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งผ่านจังหวัดมาแล้ว ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีอัยการจังหวัด ผู้บังคับการจังหวัด และบุคคลอื่นๆ อีก ซึ่งมีการกลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว
    ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า สนช.ต้องการโละผู้ตรวจการเลือกตั้งที่คัดเลือกมาแล้วนั้น นายบุญส่งกล่าวว่าไม่ขอให้ความเห็น แต่ไม่ว่าจะสรรหาอย่างไรก็แล้วแต่ หากผู้สมัครผู้ตรวจการเลือกตั้งยังใช้คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามเหมือนเดิม จะได้คนทำงานที่ไม่แตกต่างกันเลย ทั้งนี้ กกต.คงไม่ชี้แจงเหตุผลในการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งในครั้งนี้ไปยัง สนช. และยืนยันว่าสิ่งที่ กกต.ชุดปัจจุบันทำไปนั้นทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
    อย่างไรก็ตาม คิดว่าการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่ได้ เพราะหากผู้ตรวจการเลือกตั้งทำหน้าที่แล้วไม่เป็นกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต มีอคติ หรือมีคนมาร้องคัดค้าน กกต.สามารถปลดออกจากตำแหน่งได้ทันที และหาก กกต.ชุดใหม่เห็นว่ามีปัญหาตามที่ระเบียบกำหนด สามารถเปลี่ยนได้ตามที่ระเบียบกำหนดไว้ 
    เมื่อถามว่า กกต.จะทบทวนสิ่งที่ดำเนินการมาแล้วหรือไม่ นายบุญส่งกล่าวว่า ทบทวนได้ที่ไหน  หมดงบประมาณไปเยอะแล้ว ทำมาโดยชอบตามระเบียบตามกติกาทั้งหมด. 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.