ยื่นสอบแต่งตั้งตร.ขัดรธน. ชงปฏิรูปเข้าครม.ก่อนกย.


เพิ่มเพื่อน    

  ปชป.ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้ประกาศสำนักนายกฯ แต่งตั้ง ตร.ขัด รธน.หมกเม็ด เหมือนฟ้าผ่ากลางกบาล ตร. เป็นรอง ผบช.ปีเดียวก็อาวุโสเท่ากับคนที่ครองตำแหน่งเดียวกัน 7 ปี ลั่นปฏิรูป ตร.ไม่เสร็จอย่าหวังปฏิรูปด้านอื่น สตช.ยันทำตาม รธน. แต่ยังยึดหลักอาวุโส 33 เปอร์เซ็นต์ 4 องค์กร ปชช.ยื่น "มีชัย" ให้ผู้ว่าฯ สั่งตำรวจในจังหวัดได้-อัยการคุมสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุ "คำนูณ" เผยนำเข้า ครม.อย่างช้าก.ย.นี้ 

    ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 16 สิงหาคม นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และนายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคปชป. เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส ฉบับลงวันที่ 25 ก.ค.61 ว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 และมาตรา 260 หรือไม่
    โดยนายวิทยากล่าวว่า รัฐธรรมนูญทั้งสองมาตราดังกล่าวได้บัญญัติกระบวนการของการปฏิรูปตำรวจว่าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่ถ้าไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเป็นการไปตามหลักอาวุโส ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดและประกาศราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเมื่อครบเวลา 1 ปี พบว่าการปฏิรูปยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ นอนฝันว่าตนเองจะได้เลื่อนขั้น แต่แล้วก็ฟ้าผ่าเมื่อรัฐบาลมีการออกประกาศดังกล่าว โดยวางหลักเกณฑ์เพิ่มเติมการพิจารณาความอาวุโสไว้เพียงว่า หากใครดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ก็ถือว่ามีอาวุโสที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
     “ประกาศสำนักนายกฯ ฉบับนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางกบาลตำรวจ เป็นรองผู้บัญชาการปีเดียวก็อาวุโสเท่ากับคนที่ครองตำแหน่งเดียวกันมาแล้ว 7 ปี เห็นว่าเรื่องนี้มีการหมกเม็ดเข้า ครม. โดยที่นายกฯ อาจไม่รู้ แต่ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินติงไป ท่านนายกฯ ก็จะได้ทราบว่าใครเป็นแอบหมกเม็ดเข้าไป วันนี้การปฏิรูปตำรวจเริ่มต้นช้ามา แทบไม่เห็นผลเลย หากรัฐบาลที่มีอำนาจเข้มแข็งอย่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สามารถทำได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คนร้อยพ่อพันแม่จะทำได้อย่างไร คงหยุดการปฏิรูปตำรวจแน่ แล้วนี่ปฏิรูปมา 1 ปียังไม่เสร็จ ก็ไม่ต้องไปหวังการปฏิรูปด้านอื่นๆ ถือว่า 5 ปีที่อยู่มาเป็นการทำลายโอกาสของรัฐบาล รวมทั้งยังเป็นการลูบหน้าอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญและเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจด้วย” นายวิทยากล่าว
     ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษก ตร. แถลงชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า การระบุว่าขัดรัฐธรรมนูญเป็นการพูดให้เข้าใจผิด ยืนยันว่าการออกประกาศดังกล่าว ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และการออกประกาศ เป็นไปตามหลักอาวุโสที่รัฐธรรมนูญกำหนดทุกประการ และแตกต่างจากกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ผ่านมาหลายประเด็น ละเอียด และป้องกันการวิ่งเต้นโยกย้ายได้ดีขึ้น เปิดโอกาสให้ตำรวจร้องเรียนได้ ทั้งนี้ การพูดให้เสียหาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังพิจารณาดำเนินคดีกับนายวิทยาแล้ว
    ด้าน พล.ต.ต.สรไกร พูลเพิ่ม รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล กล่าวว่า การออกประกาศเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกร่างเสนอ ครม.และก่อน ครม.จะเห็นชอบประกาศนี้ ก็ผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาแล้ว ยืนยันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กำหนดหลักอาวุโส และการแต่งตั้งตำรวจต้องใช้หลักพิจารณาตามอาวุโสร้อยละ 33 อย่างชัดเจน ในทุกระดับตำแหน่ง ถือว่ากำหนดชัดเจนกว่ากฎเกณฑ์แต่งตั้งที่ผ่านมา และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร ทุกคนต้องอยู่ในหลักและกฎเกณฑ์นี้ 
    "ภายในสัปดาห์นี้จะเสนอ ผบ.ตร.ออกประกาศสำดับอาวุโสในการแต่งตั้ง ส่วนการแต่งตั้งระดับชั้นนายพลตำแหน่งผู้บังคับการ (ผบก.) ถึงรอง ผบ.ตร.นั้นต้องรอให้กระบวนการการแต่งตั้งกลุ่มที่ปรึกษาพิเศษ ตร.ที่แต่งตั้งไปก่อนหน้านี้เรียบร้อยเสียก่อน หากไม่ทันตามกรอบเวลาที่ต้องแต่งตั้งชั้นนายพลเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม ก็เตรียมขออนุมัติ ก.ตร.เพื่อขอขยายเวลาการแต่งตั้งไว้แล้ว โดยการแต่งตั้งระดับนายพลจะทำพร้อมกันคราวเดียว ตั้งแต่ ผบก.-รอง ผบ.ตร." พล.ต.ต.สรไกรกล่าว 
    ทั้งนี้ สำหรับรัฐธรรมนูญ ม.260 สรุปว่า ให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโสตามหลักเกณฑ์ที่ ครม.กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา 
    บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.)police watch, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.), คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) นำโดยนางสมศรี หาญอนันทสุข และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ยื่นหนังสือถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์  ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ผ่านเจ้าหน้าที่สารบรรณ ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เพื่อปฏิรูปตำรวจให้สอดคล้องกับหลักสากลสร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อประชาชน
    โดยหนังสือระบุว่า ในมาตรา 151 ยังไม่ได้กำหนดให้มีการโอนตำรวจอีก 8 หน่วยไปให้กระทรวง ทบวงกรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ และมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ทั้งไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่อย่างใด จึงขอให้บัญญัติเพิ่มเติมในมาตรา 6 วรรคท้าย ว่าให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการตามวรรคสามให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามปี ส่วนการโอนงานจราจรควรกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามปี
    การกำหนดให้มี “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ” ควรกำหนดให้โอนสำนักงานจเรตำรวจไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแทน ส่วนการกำหนดให้ตำรวจเป็นราชการส่วนภูมิภาค ขอให้บัญญัติเพิ่มเติมว่า “กองบังคับการตำรวจจังหวัด และสถานีตำรวจทุกแห่งในจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร ถือเป็นราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ 
    สำหรับร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ในมาตรา 15 ควรแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุการกระทำผิดที่มีโทษจำคุกห้าปีขึ้นไป ให้แจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอทราบเพื่อร่วมตรวจที่เกิดเหตุและพยานหลักฐานทันที หากพนักงานอัยการสั่งเป็นหนังสืออย่างใด ก็ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามนั้น การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาและการเสนอศาลออกหมายจับ ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการตรวจสอบว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งฟ้องพิสูจน์การกระทำผิดให้ศาลลงโทษได้หรือไม่ คดีที่ประชาชนร้องเรียนว่าการสอบสวนไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ได้รับความยุติธรรม ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบการสอบสวนและสั่งการเป็นหนังสือไว้ทุกคดี  
     ส่วนมาตรา 22 การกำหนดให้คดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ต้องส่งให้ผู้บังคับการสอบสวนจังหวัดตรวจสอบนั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ยังผิดหลักการบริหารที่อัยการจังหวัดผู้มีฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการหนึ่งในจังหวัด ต้องส่งสำนวนให้บุคคลที่ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการตรวจสอบ จึงควรแก้ไข “ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด” เช่นเดิม 
    นอกจากนี้ ให้เพิ่มเติมความหรือมาตราใหม่ ว่า "การสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน ต้องกระทำในห้องสอบสวนที่จัดขึ้นเฉพาะ มีระบบบันทึกภาพและเสียงอัตโนมัติเก็บเป็นหลักฐานไว้ให้พนักงานอัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจจะทำได้อย่างแท้จริง ก็ให้บันทึกเหตุผลไว้อย่างชัดแจ้ง"
    ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ภายหลังการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว คณะกรรมการฯ จะนำความเห็นต่างๆ มาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขสองร่างกฎหมายดังกล่าวตามความเหมาะสม แบบรายมาตรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาทุกความเห็นมาแก้ไข เพราะบางเรื่องบางประเด็นมีความเห็นขัดกันเอง ไม่ได้ไปในทางเดียวกัน แต่สุดท้ายหากคณะกรรมการฯ ตัดสินใจและแก้ไขไปในทิศทางใด  ยืนยันว่าจะมีคำอธิบายและชี้แจงให้สังคมได้ด้วยเหตุผล คาดว่าเมื่อคณะกรรมการฯ แก้ไขกฎหมายเสร็จ น่าจะนำเสนอ ครม.ภายในเดือน ส.ค.นี้ แต่อย่างช้าสุดก็ภายในเดือน ก.ย.นี้ และหาก ครม.เห็นชอบจะเสนอ สนช.ต่อไป.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.