พลังงานปั่นป่วน


เพิ่มเพื่อน    


    กิจการพลังงานของไทยขณะนี้กำลังปั่นป่วน มีเรื่องอื้อฉาวมากมาย ทั้งในด้านกองทุนอนุรักษ์พลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์  ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนมามีฉาวไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนตัวกรรมการที่ลือกันกระหึ่มว่ากำลังจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่เพื่อเอื้อให้กับเอกชนรายหนึ่ง โดยอาศัยในช่วงของการครบวาระของกรรมการ ที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวกรรมการมาเป็นโอกาส
    ซึ่งกระแสข่าวทั้งวงนอก-วงในลือกันให้แซดไปหมดว่าการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้แปลกกว่าทุกครั้งที่ปกติกรรมการทั้ง 7 คนจะจับสลากออก 3 คน แล้วก็แต่งตั้งอีก 3 คนมาแทนที่คนที่ถูกจับสลากออก แต่ครั้งนี้ก็จับสลากเหมือนกัน แต่แปลกตรงที่ในครั้งนี้ลือกันให้ดังสนั่นเลยว่า ไม่ได้จับสลากออก แต่เป็นการ "จิ้มออก" พร้อมกับส่งเด็กของขาใหญ่เข้ามานั่งแทนทั้ง 3 คน
    และเมื่อเรื่องอื้อฉาวนี้ถูกตีแผ่ออกไปสู่สังคม จนกลายเป็นข่าวลือที่โด่งดังไปทั่ว และกลายเป็นข่าวฉาวทั้งเมือง ก็ถึงคราวที่รัฐบาลที่ร้อนตัวต้องออกมาแก้ต่าง ซึ่งก็ไม่พ้นมือโปรอย่าง  วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่าการปรับเปลี่ยนตัวกรรมการ กกพ.นั้นเป็นไปตามกฎหมายที่ กกพ.กำหนด เมื่อครบ 3 ปี จะต้องปรับเปลี่ยนคณะกรรมการอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง อีกทั้งใกล้ที่จะมีการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลจึงต้องการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยตามกระบวนการ
    ไม่ต่างจากท่าน รมว.พลังงาน "ศิริ" ที่กำกับดูแล กกพ. ก็ออกมาระบุว่า "นโยบายที่หมุนเวียนกรรมการให้ครบทั้ง 7 คน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยจะต้องสรรหากรรมการขึ้นมา 3 คน เพื่อให้ครบ 7 คนตามเดิม ส่วนที่เหลืออีก 4 คนก็จะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สำหรับวิธีการสรรหาจะเป็นรูปแบบใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย และใช้เวลาในการสรรหากรรมการขึ้นมาทดแทนได้หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้"
    เรื่องฉาว กกพ.ยังไม่ทันจะคลี่คลาย ว่าจริงหรือไม่จริง  เรื่องฉาวๆ อันใหม่ก็ดันโผล่ขึ้นมา เมื่อมีการโจมตีความไม่โปร่งใส่ของกองทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีเงินมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท และเมื่อรัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนระเบียบกองทุนฯ พร้อมทั้งนำงบไปสนับสนุนโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” วงเงินเกือบ 10,000 ล้านบาท ซึ่งได้มีการกล่าวหาว่าสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แทรกแซงการทำงาน  
    รวมไปถึงกรณีการเปิดรับสมัครโครงการเพื่อการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้งบประมาณ 10,448 ล้านบาท ประจำปี 2562 ที่ล่าสุดได้มีการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสของการเปิดรับสมัคร ที่มีระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน รวมถึงการพิจารณาโครงการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกตัวเอง
    ในเรื่องนี้ ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ออกมาชี้แจงว่า สนพ.ไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ แต่ สนพ.เข้าไปช่วยการทำงานในงบประมาณปี 2562 เนื่องจากที่ผ่านมามีทั้งงบประมาณปี 2561 เพิ่มเติม และงบประมาณปี 2562 ซึ่งแบ่งเป็น 2 งบประมาณ ดังนั้นจึงต้องแบ่งการทำงานเป็น 2 ทีม สนพ.จึงต้องเข้าไปช่วย
    อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นควรได้รับการชี้แจงจากผู้ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลอย่างจริงจังว่า ข้อเท็จจริงเจริงเป็นอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานั้นยังไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนจากฝ่ายกำกับดูแล มีแต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนออกมาชี้แจง และคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ไปต่างๆ นานา 
    ตอบกันมาชัดๆ เลยดีกว่าว่าอะไรเป็นอะไร เพราะทั้ง 2 หน่วยงานนั้นต่างก็มีความสำคัญกับกิจการด้านพลังงานของประเทศทั้งสิ้น รีบๆ เถอะอย่าให้มันคาราคาซัง อึมครึมกันไปแบบนี้เลย เพราะที่เสียหายไม่ใช่ใครที่ไหน ประเทศไทยเรานี่เอง.

บุญช่วย  ค้ายาดี 


เนี่ย.......... ด้วยตำแหน่ง "โฆษกรัฐบาล"! ถ้าจะตำหนิ "นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์" ก็ต้องตำหนิกันในเรื่องนี้แหละ คือเรื่องการใช้มาตรการควบคุมโควิดกับบุคคลต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศช่วงนี้

'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'