แจ็คปูดทหารจ้องฮุบพรรค 'อลงกรณ์'โต้อย่าสาดโคลน


เพิ่มเพื่อน    

    "มาร์ค" จ่อแก้ข้อบังคับพรรคเปิดคนนอกชิงหัวหน้า วางเกณฑ์เข้มขึ้น เชื่อป่วนหยั่งเสียงทำได้ยาก "กรณ์" ประกาศหนุนอภิสิทธิ์นำ ปชป.ต่อ "วัชระ" แฉ คสช.ส่งนอมินีหวังฮุบประชาธิปัตย์  "อลงกรณ์" ปัดสังกัดลายพราง โต้สาดโคลนการเมืองแบบเก่า 
    เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงกรณีที่จะให้มีการหยั่งเสียงสมาชิกพรรคเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคว่า เบื้องต้นเห็นพ้องตรงกันจะเปิดให้สมาชิกพรรคทุกคนมีสิทธิ์เลือกหัวหน้าพรรคโดยการหยั่งเสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนปัญหาว่าจะมีการขนคนมาสมัครสมาชิกเพื่อป่วนหรือยึดพรรคหรือไม่นั้น คิดว่าทำไม่ง่าย เพราะการสมัครสมาชิกต้องแสดงตัวและพรรคต้องตรวจสอบ ซึ่งถ้าทำแบบไม่สุจริตก็ผิดกฎหมายด้วย
    "หากพรรคอื่นส่งคนเข้ามาสมัครสมาชิกประชาธิปัตย์จริง ผมว่าทำให้พรรคตัวเองก่อนจะดีกว่าหรือไม่ อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนผู้ที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกับพรรคมาสมัครให้เยอะ จะได้กันไม่ให้ผู้จ้องป่วนมาป่วนได้ ทั้งนี้หากการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์เกิดป่วน เราก็ต้องมีวิธีการสงวนสิทธิ์" นายอภิสิทธิ์ ระบุ
    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดให้การเลือกหัวหน้าพรรคต้องทำในที่ประชุมใหญ่ ส่วนคุณสมบัติการสมัครหัวหน้าพรรคตามข้อบังคับพรรค ต้องเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย  5 ปี หรือไม่เช่นนั้นอาจต้องเป็น ส.ส. หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พรรคส่งไปเป็น หรือหากในกรณีขาดคุณสมบัติจริงๆ ที่ประชุมใหญ่สามารถยกเว้นคุณสมบัติด้วยคะแนน 3 ใน 4 ได้ เพราะคนนอกก็มีสิทธิ์สมัคร ซึ่งตอนนี้เบื้องต้นตกลงกันว่าต้องแก้ไขข้อบังคับพรรคให้เปิดกว้าง เพียงแต่หลักเกณฑ์ในการได้รับเสนอชื่อต้องเข้มกว่าเดิม เช่นคนในหรือผู้มีคุณสมบัติต้องมีอดีต ส.ส. 20 คนรับรอง ส่วนคนนอกหรือคนที่คุณสมบัติไม่ครบอาจต้องมีอดีต ส.ส. 40 คนรับรอง เป็นต้น
    เมื่อถามว่านายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศตัวจะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วย ถือว่าเป็นคนในหรือคนนอก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อพ้นจากสมาชิกภาพสมาชิกพรรคไปแล้วต้องถือว่าไม่มีคุณสมบัติ แต่ถ้าอยากจะกลับเข้ามาได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคต้องใช้เกณฑ์ที่เข้มกว่า อาจจะใช้จำนวน ส.ส. 40 คนและสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องไปเขียนไว้ในข้อบังคับ และหากจะเป็นสมาชิกพรรคต้องเป็น 5  ปี 
     นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าแม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยกเลิกการทำไพรมารีโหวต แต่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง ทำให้สมาชิกจะได้มีโอกาสกำหนดอนาคตและแสดงความเป็นเจ้าของพรรค ถือว่าตอกย้ำความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยของพรรคว่า ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคการเมืองที่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ แต่เป็นของสมาชิกทุกคนซึ่งต่างจากพรรคอื่น 
    "ถ้าท่านอภิสิทธิ์สมัครรับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอีกก็จะสนับสนุน เพราะมั่นใจว่าสามารถเป็นนายกฯ ที่ดีได้อีกครั้ง ผมมีความตั้งใจจะช่วยให้ท่านอภิสิทธิ์ได้กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค" นายกรณ์ กล่าว 
    อย่างไรก็ตาม การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้จะเป็นการหยั่งเสียงสมาชิกโดยตรง ต่างจากที่ผ่านมาซึ่งฟังจากฐานสาขาพรรค โดยจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะโทรศัพท์มือถือสามารถเอื้อให้ทุกคนแสดงความเห็นได้อย่างสะดวก โดยสาขาพรรคหรือ ส.ส.จะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคตามการหยั่งเสียงดังกล่าว ปัจจุบันประชาชนยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคประมาณ 1 แสนคน เมื่อ คสช.คลายล็อกจะหาสมาชิกเพิ่มเติม 
    เมื่อถามว่าเสียงส่วนใหญ่ยังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์อยู่หรือไม่ เพราะมีข่าวว่าอาจสนับสนุนนายชวน  หลีกภัย อดีตนายกฯ และคนอื่นๆ นายกรณ์กล่าวว่าเดี๋ยวก็รู้ รอดูวันที่ความจริงปรากฏว่าใครจะลงสมัครบ้าง ซึ่งยังไม่รู้เลยว่านายอภิสิทธิ์จะลงหรือไม่ จึงต้องรอดูว่าสมาชิกจะสนับสนุนใคร ส่วนที่มีข่าวว่าคนรุ่นใหม่ในพรรคต้องการเสนอชื่อนายอลงกรณ์ชิงตำแหน่งกับนายอภิสิทธิ์นั้น ยังไม่มีการคุยกันอย่างเป็นทางการ เมื่อพรรคเปิดให้มีการแข่งขัน ทุกคนก็มีสิทธิ์แข่งขันได้ 
     นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจใน คสช.จริง โดยจะส่งนอมินีเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคแทนนายอภิสิทธิ์ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นอุปสรรคสำคัญในการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จึงต้องการให้ประชาธิปัตย์เป็นพรรคสาขาหนึ่งของ คสช.เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นที่ยอมสยบต่ออำนาจเผด็จการ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการได้ตำแหน่งรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล  
    อย่างไรก็ตาม คสช.คิดผิดที่เชื่อว่าหากทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว การสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์จะง่ายขึ้น เขาลืมไปว่านอกจากนายอภิสิทธิ์แล้วยังมีนายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และคนอื่นๆ ที่ล้วนมีจุดยืนเดียวกับนายอภิสิทธิ์ ตามอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยประกาศไว้เมื่อ พ.ศ.2489
    "บางคนเป็นนอมินีรับหน้าที่เขาส่งมา เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้แข่งขันทุกคน บางคนอย่าว่าแต่เป็นหัวหน้าพรรคเลย เป็นภารโรงพรรคก็ยังไม่ได้ บางคนเชลียร์คณะรัฐประหาร คสช.อย่างน่าเกลียด แล้วยังมีหน้าจะมาขอเป็นหัวหน้าพรรคอีก บางคนถึงขนาดต้องลาออกจากพรรค ด่าพรรคไปเอาตำแหน่งจาก คสช.แล้วจะขอกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคหน้าตาเฉย บางคน คสช.มีข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชันสมัยเป็นรัฐมนตรีไว้ในแฟ้มลับ เป็นต้น จึงอยากถามว่าสปิริตและหลักการของนักการเมืองที่ดีนั้นอยู่ที่ไหน" นายวัชระระบุ
    ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายวัชระที่พาดพิงว่า คสช.ส่งคนมาชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า หากนายวัชระหมายถึงตนก็ต้องยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่มี คสช.หรือทหารคนไหนมาเกี่ยวข้อง มีแต่คนภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่ทาบทามชักชวนและตนยังไม่ได้ตัดสินใจ ส่วนที่บอกว่าต้องลาออกจากพรรคแล้วด่าพรรคเอาใจ คสช.เพื่อไปเอาตำแหน่งจาก คสช.นั้น นายวัชระคงลืมไปว่าตนเสนอให้มีการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 13 เม.ย.56 ตอนเป็นรองหัวหน้าพรรคก็นำเสนอแนวทางการปฏิรูปพรรค วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งก่อนเกิดการรัฐประหารและ คสช.กว่า 1 ปี 
    ส่วนการลาออกจากพรรค ตอนเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้วยเหตุผลเชิงหลักการว่า การทำงานปฏิรูปต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และระหว่างที่เป็น สปช.ได้ลงมติสำคัญๆ สวนทางกับคสช. นอกจากนี้ช่วงที่เป็น สปช.และรองประธาน สปท.เกือบ 3 ปี ก็ไม่เคยไปพบ คสช.ที่บ้านหรือในค่ายทหารเป็นการส่วนตัวแม้แต่ครั้งเดียว จะพบเฉพาะในที่ประชุมตามปกติเท่านั้น และไม่สะกิดใจหรือว่าถ้าตนอยากได้ตำแหน่งทางการเมือง ทำไมจึงไม่มีชื่อตนไปเป็นแกนนำพรรคต่างๆ ที่จัดตั้งและประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่เป็นนักการเมืองคนเดียวที่มีตำแหน่งสูงสุดในแม่น้ำ 5 สาย 
    "คุณวัชระต้องหัดมองคนอย่างเข้าใจและพูดความจริง มิใช่กล่าวหาใส่ร้ายสาดโคลนแบบการเมืองเก่าๆ ซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของประชาชน และเชื่อว่าสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการเมืองสไตล์นี้ เพราะมีแต่ทำให้พรรคตกต่ำ ผมฝากถึงท่านอภิสิทธิ์และกรรมการบริหารพรรคบางท่านว่า จะปฏิรูปพรรคต้องเปิดใจกว้าง อย่าให้ลูกพรรคดิสเครดิตทำลายชื่อเสียงกีดกันกันตั้งแต่ไก่โห่แบบนี้" นายอลงกรณ์ระบุ.


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'