'ระเบิด-พฤษภาทมิฬ' ทำไมมาตอนนี้?


   

                 มาอีกแล้ว!

                พ่อใหญ่จิ๋ว แต่งเมียเด็กไป โผล่มาอีกที สีหน้าดูสดชื่นขึ้นเป็นกอง 

                เปลี่ยนนิวาสจากซอยปิ่นประภาคม นนทบุรี ไปย่านนวมินทร์

                แต่ความเลอะไม่เคยเปลี่ยน

                เคยเปรอะเปื้อนแบบไหน ยังคงเป็นแบบนั้น

                ออกมาเที่ยวนี้พร้อม "จตุพร พรหมพันธุ์" ที่มิตรรักแฟนเพลงกำลังเทใจอ้าแขนรับ ก็ไม่รู้ไปเจอกันได้ไง ใครเป็นคนขอนัดพบใคร ใครเป็นคนประสานให้พบกัน

                "จตุพร" ไปยืมปาก "บิ๊กจิ๋ว" หรือ "บิ๊กจิ๋ว" อยากจะโหน "จตุพร" แต่ช่างมันเถอะ เพราะมีสัญญาณทะแม่งๆ ออกมา

                เริ่มจะมีกลิ่นตุๆ!

                เมื่อ "จตุพร" ถอยหลังกลับไปที่เดิม คำพูดคำจาเหมือนเมื่อครั้งก่อนเข้าคุก ก็แสดงให้เห็นว่างานนี้มีลับลวงพราง!

                จะสร้างกระแสไปสู่เงื่อนไขใหม่

                ฟัง "บิ๊กจิ๋ว" แถลงข่าวพอได้เค้าบางอย่าง

                ...ด้วยความที่มีเลือดความเป็นไทย ต้องรับผิดชอบแผ่นดินบ้านเกิด หรือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน  มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องตอบแทนแผ่นดิน ถ้าจำคำกล่าว นายพลแมกอาเธอร์ ของสหรัฐฯ ที่ไปปราบญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ ท่านพูดชัดเจน The old soldier never die หรือทหารแก่ไม่มีวันตาย  หวังว่าเมื่อพูดไป คงไม่มีคนออกมาบอกว่า แก่แล้ว ทำไมไม่ไปเลี้ยงหลาน...

                ...ปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เพราะไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่พระมหากษัตริย์สั่งการไว้  เป็นปัจจัยทำให้ประเทศถดถอย ที่พูดไม่ได้ต้องการให้ทะเลาะกัน ขับไล่ หรือประณามใคร แต่อยากให้คนไทยร่วมกันอย่าหวั่นไหวในการแก้ปัญหาบ้านเมือง แนวทางแก้ไขคือ มอบสิทธิ เสรีภาพให้ประชาชน  คืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน และทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยประชาชน เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง...

                ...รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเมื่อมีการเลือกตั้ง ต้องจัดตั้งรัฐบาลจากหลายๆ พรรค เมื่อก่อนมีไม่กี่พรรคยังทะเลาะกัน แล้วเวลานี้มี ๒๐ กว่าพรรคจะไม่ตีกันหรือ จึงต้องคิดให้ดีหากใช้รูปแบบนี้จะนำไปสู่การทะเลาะไม่สิ้นสุด คิดว่าแทนที่จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งเช่นนี้ อย่าให้มีเลย หรือถ้าพูดให้ง่ายเปลี่ยนรูปแบบจากปัจจุบันนิดหน่อยภายใต้กรอบอำนาจอธิปไตยสูงสุด ซึ่งผู้ถืออำนาจอธิปไตยสูงสุด คือองค์รัฏฐาธิปัตย์สูงสุด ให้มีรัฐบาลเฉพาะกาล กาลเวลาแห่งความยุ่งยากสับสน ต้องใช้อำนาจพิเศษ ภายใต้กรอบของพระประมุข...

                ...ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ใช้ปี ๒๕๔๐ โดยแก้ไขบางมาตราให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แผนนี้ ๑-๒ ปีจะแก้ไขปัญหาได้แล้วให้มีรัฐบาลจริงเข้ามาทำงาน วันนี้ต้องเซตซีโรเพื่อไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง...

                ก็คงจะใช่...ทหารแก่มีเมียเด็กเลี้ยง แล้วจะไปเสียเวลาเลี้ยงหลานทำไมกัน

                "บิ๊กจิ๋ว" จะพูดอะไรก็ไม่สำคัญเท่า การให้กลับไปเริ่มใหม่ นำรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กลับมาใช้ ในขณะที่ประเทศกำลังเดินหน้า จะมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ในอีก ๕ เดือนข้างหน้า

                เป็นไปตามข้อเรียกร้องของฝ่ายระบอบทักษิณก่อนหน้านี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะยืนหยัดเอาต่อไปหรือไม่?

                เหตุผลง่ายๆ แผนนี้ของ "บิ๊กจิ๋ว" เซตซีโรยืดเวลาออกไปอีก ๑-๒ ปี พวกกระสันอยากเลือกตั้งเร็วๆ คงจะยอมอยู่หรอกนะ!

                ช่วงถามตอบนอกจากทางออกเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีทางออกอื่นหรือเปล่า?

                อ่านดีๆ "บิ๊กจิ๋ว" ตอบว่าไง

                "ทางอื่นมีเหมือนกัน แต่มันจะยุ่งเหยิง เป็นต้นว่าผมใช้คนแค่ ๒๐ คน อาจจะออกได้เหมือนกัน พรุ่งนี้โน่น หน้าทำเนียบฯ ลูกนึง หน้าตลาดนัดสามเสนลูกนึง หน้า อ.ต.ก. ๒ ลูก หน้าเสาไฟโน่น ๕ ลูก หน้าเชียงใหม่ ๓ ลูก ภูเก็ต ๒ ลูก ระเบิดทั้งเมือง ทั้งประเทศ นี่ไงทางออก"

                คือ...ถ้านักข่าวเขียนข่าวผิด หรือ "บิ๊กจิ๋ว" ตอบไม่ตรงคำถาม ก็คงปล่อยผ่านได้

                นี่!!! มันจะจัญไรกันขนาดนี้เลยหรือ

                มีคนบอกว่า "บิ๊กจิ๋ว" พูดไม่รู้เรื่อง ก็พยายามอ่านอยู่หลายรอบ

                และพยายามจินตนาการตามว่า "บิ๊กจิ๋ว" คงพูดถึงคนอื่น ไม่ใช่ทางออกที่ตัวเองจะทำ!

                แต่...เมื่อพยายามแปลไทยเป็นไทยแล้ว "บิ๊กจิ๋ว" พูดเรื่องนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ มันสรุปได้แค่ ๒  แนวทาง

                คือ ๑.เตือนว่ามีคนคิดแบบนี้อยู่

                กับ ๒.นี่คือคำขู่

                ว่ากันตามข่าว ที่ผ่านมา "บิ๊กจิ๋ว" ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับระเบิดอยู่หลายหน

                เหตุระเบิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนเมษายน ปี  ๒๕๕๘ "บิ๊กจิ๋ว" ก็ตกเป็นข่าว

                ทั้งลูกน้องทั้งคนสนิท ออกมาแก้ข่าวแทนว่า พ่อใหญ่ไม่เกี่ยว

                วันนั้น พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือ เสธ.หมึก บอกว่า ที่ พล.อ.ชวลิต เดินทางไปร่วมงานรำลึกวีรชนบ้านช่องช้าง แล้วมาผูกโยงว่าได้ไปพบกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นแค่ไปร่วมงานโดยเข้าไปวางพวงหรีดและกล่าวกับกำลังพลของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ถึงวิถีทางประชาธิปไตย

                “ท่านก็ไปทั้งเหนือและอีสาน เพราะงานทำบุญรำลึก ผรท.มีอยู่ทุกพื้นที่ ก็เหมือนเป็นหนี้ทางใจ เมื่อคนเหล่านั้นเขาวางอาวุธ เราก็สัญญาที่จะดูแล ก็ต้องตอบแทนเขา พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ตำรวจที่อยากได้ดีก็ใส่ร้ายไว้ก่อน อยากขึ้นเป็นใหญ่ ต้องไปดูว่าใครให้ข่าว"

                คราวนั้น...ก็ไม่มีใครปักใจว่า "บิ๊กจิ๋ว" จะเป็นคนทำ

                แต่ทำไม "บิ๊กจิ๋ว" ถึงชอบเอาตัวเองไปพันกับระเบิด

                "บิ๊กจิ๋ว" จะสื่อสารถึงใคร หรือจะปรามใคร ไม่ทราบได้ 

                อีกมุมหนึ่ง การชี้โพรงให้กระรอกมันเกิดขึ้นแล้ว

                และที่ผ่านมา ระเบิดการเมือง จับมือใครดมไม่ค่อยได้

                พวกก่อเหตุก็ยังวนเวียนอยู่

                และคนรอบกาย "บิ๊กจิ๋ว" ก็ถูกเพ่งเล็งทุกครั้ง ที่มีการระเบิดป่วนเมือง

                แล้ว "จตุพร" คิดอะไรอยู่

                เดินหน้ามาได้ ๑ ก้าว วันนี้ถอยหลังไป ๓ ก้าว กลับไปเป็น "จตุพร" คนเดิม

                การตั้งประเด็นเรียกร้องให้ "บิ๊กตู่" ลาออกจากทุกตำแหน่งเพื่อไปเลือกตั้ง

                หากจะเทียบกับสถานการณ์ของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก่อนการรัฐประหาร วันนั้นมีเสียงเรียกร้องให้  "ยิ่งลักษณ์" ลาออกเหมือนกัน

                แต่เกาะเก้าอี้แน่นเป็นตุ๊กแก และ "จตุพร" เองไม่ใช่หรือ ที่อยู่ในกลุ่มคนยุให้ "ยิ่งลักษณ์" อยู่ต่อ

                แล้วลองเทียบสถานการณ์บ้านเมืองช่วงนั้นกับช่วงนี้ดู

                ต่างกันหรือเปล่า?

                ฟังจากน้ำเสียง "จตุพร" พอสรุปได้ว่า เป็นคนเข้ามาหา "บิ๊กจิ๋ว" และใช้ "บิ๊กจิ๋ว" เป็น "หัวเชื้อ" เพื่อเปรียบเทียบกับ "บิ๊กตู่" ว่าเห็นมั้ย "บิ๊กจิ๋ว" คือนายทหารประชาธิปไตย

                ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. เพื่อมาเล่นการเมือง

                แล้วทำไม "บิ๊กตู่" ไม่ทำตามแบบอย่าง

                และสำคัญไปกว่านั้น "บิ๊กจิ๋ว" นี่แหละเป็นผู้นำในการล้มรัฐบาลเผด็จการทหารสุจินดา คราประยูร

                ในโต๊ะแถลงข่าววานนี้ (๒๘ กันยายน) "จตุพร" พูดให้เข้าใจไปทางนั้น  

                ...วันนี้การมีคนกลางเพื่อส่งไม้ต่อนำไปสู่ประชาธิปไตยยังมีความจำเป็น และเสียดายหาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นผู้เล่นบทคนกลาง แล้วมาแสดงตัวชัดเจนว่าสนใจการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้วันข้างหน้าจะพาประเทศเข้าสู่วิกฤติ เพราะแทนที่กรรมการจะส่งไม้ต่ออย่างสง่างาม แต่กลายเป็นผู้เล่นและกรรมการที่เป็นคนเดียวกันลงมาเล่นในเวทีเอง...

                ...ถามว่าถ้านายกฯ ลงจากตำแหน่งตอนนี้ มีคนกลางมาทำหน้าที่ ปล่อยให้การเลือกตั้งเดินไป คงไม่น่าจะต้องมีรัฐบาลเฉพาะกาล นายจตุพรกล่าวว่า เรามีบทเรียนหลังจาก ๒๕๓๕/๑ ที่มีความสูญเสีย  ถ้าย้อนรอยดีๆ ปัจจุบันก็เทียบได้กับตอนนั้น แต่ระหว่างก่อน ๒๕๓๕/๒ มีคนบาดเจ็บ ตาย สูญเสีย ได้ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่พอทำท่าจะได้นายกฯ จากเลือกตั้งก็มีปัญหา เมื่อได้คนกลางแล้วส่งไม้ให้ประชาชน บ้านเมืองก็ร่มเย็นเป็นระยะเวลานาน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เป็นผู้เล่น บ้านเมืองก็เดินไปปกติ แต่เมื่อเป็นผู้เล่นและกรรมการที่มีอำนาจมาก จะยิ่งสร้างวิกฤติที่มีอยู่ข้างหน้า...

                เอาประเด็นที่ "จตุพร" ยอมรับก่อน และพลิกลิ้นได้ยากหลังจากนี้ นั่นคือ... 

                เป็นการยอมรับว่า นายกฯ จากการเลือกตั้ง กับนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้น บางครั้งก็ไม่ใช่คำตอบว่าเลือกตั้งเท่านั้น ถึงจะทำประโยชน์เพื่อประชาชน

                ผู้นำที่โผล่มาหลังการรัฐประหารก็อาจทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากกว่า แม้ไม่ควรไปสรุปว่า ต้องยอมรับผู้นำจากรัฐประหาร เพราะใช่ว่าจะดีไปเสียทุกคน และมีแนวโน้มว่าชั่วมากกว่าดี

                แต่ไม่ควรทุบโต๊ะในทุกบริบทว่า มันเลวทุกคน เหมือนที่ทำอยู่ในตอนนี้ แล้วอาศัย "คนดี" เพื่อประโยชน์ในการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองของตนเอง

                และนี่นำไปสู่ประเด็นที่ "จตุพร" กำลังลับลวงพรางใช้สถานการณ์แห่งความไว้ใจ สร้างเงื่อนไขใหม่ขึ้นมา ที่ระบอบทักษิณจะได้รับไปเต็มๆ 

                ทำไมถึงพยายามนำสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาอธิบายการเมืองในเวลานี้

                ราวกับว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ถ้า "บิ๊กตู่" ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง

                ครั้งนั้น ทำไม "อานันท์ ปันยารชุน" ถึงกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ สาเหตุเป็นเพราะนักการเมืองหรือคณะรัฐประหาร?

                "อานันท์ ปันยารชุน" พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก หลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕

                การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคสามัคคีธรรมได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด จำนวน ๗๙ ที่นั่ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

                แต่..."ณรงค์ วงศ์วรรณ" หัวหน้าพรรคกลับไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะอเมริกาขึ้นแบล็กลิสต์ มีความใกล้ชิดกับการค้ายาเสพติด

                พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคราษฎร ที่เป็นพรรคบรรพบุรุษของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ ดันก้น พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

                แล้วพฤษภาทมิฬก็ตามมา ประชาชนถูกเผด็จการทหารเข่นฆ่า!

                เมื่อจบพฤษภาทมิฬ รัฐบาลเผด็จการทหารถูกล้มล้างไปแล้ว กองทัพกลัวการเมืองหัวหด บรรดาพรรคบรรพบุรุษของพรรคเพื่อไทย ยังหน้าด้านหน้าทนหนุน พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

                แต่ "อาทิตย์ อุไรรัตน์" ประธานสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นหักดิบ เสนอชื่อ "อานันท์ ปันยารชุน" ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็นพลอากาศเอกสมบุญ

                แล้ว "อานันท์ ปันยารชุน" ก็เข้ามาจัดการเลือกตั้ง

                สถานการณ์การเมืองวันนี้กับเมื่อ ๒๖ ปีที่แล้วต่างกันหน้ามือเป็นหลังตีน

                แต่มีความพยายามสร้างกระแสลากกลับไปที่เก่า

                หน่วยงานด้านความมั่นคงจับตาดูดีๆ

                คนหนึ่งระเบิด คนหนึ่งพฤษภาทมิฬ อย่าคิดว่าแค่ผายลม!  

                                                                                                                ผักกาดหอม

 


จะยุบสภา ลาออก หรืออยู่ต่อ มีให้ลุ้นกันรายวันจริงๆ การเมืองยุคนี้ จะบอกว่าอ่อนหัดก็ไม่ได้ เก๋าก็ไม่เชิง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน มันมีความเทาๆ แทรกอยู่ในทุกแง่ทุกมุม

เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ