ตรึงราคายาว...หายนะ


   

    ในช่วงนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกผันผวนรุนแรงอยู่ในระดับสูงประมาณ 77-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับประมาณ 60-62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เห็นได้ชัดเจนในช่วงเดือน มี.ค.เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บมจ.ไทยออยล์ได้ออกมาระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 4 พ.ย.61 และคาดว่าจะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านปรับตัวลดลง ถึงแม้ว่าผู้ผลิตน้ำมันดิบหลักรายอื่นๆ จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตก็ตาม
    และแม้ว่าซาอุดีอาระเบียคาดรวมทั้งประเทศในกลุ่มและนอกกลุ่มโอเปก จะตกลงที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 500,000 บาร์เรลต่อวัน แต่การปรับเพิ่มการผลิตครั้งนี้ก็ยังไม่สามารถชดเชยกำลังการผลิตของอิหร่านที่หายไปที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    นอกจากนี้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลายังคงปรับลดลงต่อเนื่อง หลังท่าเรือขนส่งน้ำมันดิบหลักของเวเนซุเอลายังคงปิดดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ราคาน้ำมันเบนซินยังปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากความต้องการน้ำมันเบนซินในสิงคโปร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และทำให้ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังที่สิงคโปร์ปรับตัวลดลงในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา และราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลัง ทั้งในยุโรปและสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อุปสงค์น้ำมันดีเซลในภูมิภาคก็ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
    จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบมายังราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชย เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร
    ล่าสุด ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้นไปสูงกว่า 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 60 สตางค์ต่อลิตร จากเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ในเบื้องต้นประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกระยะสั้นจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า โดยประเมินว่ามีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล 
    ขณะที่สถานะกองทุนมีเงินประมาณ 26,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงพลังงานตั้งวงเงินไว้สำหรับดูแลรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลให้มีเสถียรภาพ 6,000 ล้านบาท คาดว่าสามารถรองรับสถานการณ์ได้ไปจนถึงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า
    และเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ราคาก๊าซหุงต้มก็ต้องเพิ่มตามด้วย ทำให้รัฐบาลตรึงราคาก๊าซหุงต้ม หรือก๊าซแอลพีจี ไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ค.2561 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 363 บาทต่อขนาดบรรจุถัง 15 กิโลกรัมปัจจุบัน 
    ดังนั้นจากผลของนโยบายรัฐที่ต้องการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบกับภาคประชาชน ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 ก.ย.2561 อยู่ที่รวม 25,462 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันเชื้อเพลิง 29,285 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีที่ติดลบ 3,823 ล้านบาท
    อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีหน้าที่หลักคือ รักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ที่ระดับหนึ่ง เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ และช่วยให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายราคาน้ำมันในราคาที่สูงเกินไป
    แต่การที่ตรึง หรือพยุงราคานั้น ถ้าทำกันเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ประชาชนเคยชินกับการใช้ของถูกหรือฟรีจนติดเป็นนิสัย และกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งในระยะยาว เหมือนเมื่ออดีตที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้สั่งให้ตรึงราคาน้ำมันไว้เป็นเวลานานจนกองทุนติดลบหมื่นล้าน กว่าจะแก้ไขได็ก็เล่นเอาซะเกือบแย่
    และดูเหมือนว่าในยุครัฐบาลทหารที่ใกล้เลือกตั้ง ก็ได้เข้ามาอุ้มราคาพลังงานไว้เช่นกัน โดยอ้างเพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพ ส่วนจะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ ไม่ทราบ 
    แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลทหารได้สร้างความเคยชินให้กับประชาชนใช้ของราคาถูก จนลืมเลือนนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เสียงบประมาณกันไปเป็นหลายพันหลายหมื่นล้านไปหมด แม้ในยามที่ประกาศกันโครมๆ ว่าน้ำมันแพง ก๊าซแพง แม้ในยามที่เสียเงินเสียทองไปตรึงราคาน้ำมันดีเซล แอลพีจี ก็ยังไม่มีวี่แวว จะมีแต่ข่าวรายวันว่าตรึงราคาอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้น แล้วอย่างนี้อีกกี่ปีกี่ชาติประชาชนจะเข้าใจว่าทำไมต้องประหยัด.  

บุญช่วย ค้ายาดี 


ก็ ๑๐ ปีแล้ว......... นึกย้อนทีไร บาดแผลอัปยศเมื่อครั้งไทยเป็น "ประธานอาเซียน" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ปวดแปลบทีนั้น! ยิ่งเห็นประเทศไทย โดย "พลเอกประยุทธ์" ในฐานะนายกฯ รับมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ต่อจาก "นายลีเซียนลุง" นายกฯ สิงคโปร์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๖๑

ไม่มีอะไรที่"ทำแล้ว"คนไม่ต้าน
จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย