คลังแจงหนี้ประเทศสูงไม่น่าห่วงแม้จะพุ่งแตะ6.67 ล้านล้านบาท


เพิ่มเพื่อน    

 

สบน. เต้นแจงหนี้ประเทศพุ่งแตะ 6.67 ล้านล้านบาท ไม่น่ากังวล ยันไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ระบุเป็นหนี้ดีจากการกู้เพื่อลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ช่วยกันเศรษฐกิจขยายตัว มองปีหน้าการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังป่วนหนัก ชี้ยังไม่ใช่จังหวะไทยขยับขึ้นดอกเบี้ย


นายธีรัชย์ อัตนวานิช โฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงกรณีที่ยอดหนี้สาธารณะของไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือน ส.ค.2561 อยู่ที่ 6.67 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.32% ต่อจีดีพีว่า ยืนยันว่าหนี้สาธารณะที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้มีความน่าเป็นห่วงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการเป็นหนี้ของรัฐเพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เห็นได้จากยอดจีดีพีที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นสอดคล้องกับจำนวนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น


“การบริหารหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง คือ ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี ซึ่งหนี้สาธารณะในระดับนี้ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ และที่สำคัญไม่ควรมองว่าจำนวนหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่สิ่งที่ สบน.ให้ความสำคัญมากกว่านั้น คือการก่อหนี้ที่มีคุณภาพของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ” นายธีรัชย์ กล่าว


นายธีรัชย์ กล่าวอีกว่า การก่อหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจจะให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้และการใช้จ่าย การก่อหนี้ที่ดีคือต้องทำให้เกิดรายได้ในอนาคต และสร้างศักยภาพของประเทศ คน และองค์กรในระยะยาว ซึ่งการก่อหนี้ในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลใช้นั้น ถือว่าเป็นการก่อหนี้ที่มีคุณภาพ ซึ่งในอนาคตจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในอดีตตั้งแต่ไทยประสบกับวิกฤติทางการเงิน จะพบว่ารายจ่ายด้านการลงทุนของภาครัฐมีตัวเลขที่ต่ำ ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้นโยบายการลงทุนของรัฐบาลประสบปัญหาไม่ต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในระดับที่ต่ำมากต่อเนื่องหลายปี ย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปี 2562 มีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนมากกว่าในปีนี้ เนื่องจากธนาคารกลางของหลายประเทศทยอยกลับเข้าสู่การใช้นโยบายการเงินในระดับปกติ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปรับเข้าสู่ขาขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ไทยนั้นสวนทางกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังมีความเข้มแข็ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ทั้งยังมีเงินทุนไหลเข้าไทยทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ ซึ่งทำให้ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อรองรับกับความผันผวนของเงินทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ดี มองว่าในขณะนี้อาจยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในบางอุสาหกรรมยังเป็นการฟื้นตัวที่เปราะบาง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในระยะหนึ่งไปก่อน

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในตลาดโลกนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ สบน.จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อสภาพคล่องของประเทศที่อาจจะลดลงบ้าง ซึ่งนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ได้มอบนโยบายให้ สบน.ไปศึกษาเรื่องแหล่งเงินกู้ โดยเฉพาะการกู้เงินที่จะนำมาใช้ในโครงการลงทุนระยะยาวว่าสามารถใช้เงินกู้จากต่างประเทศที่มีต้นทุนที่ดีได้อย่างไรบ้าง


ขณะที่การออกพันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นการออกพันธบัตรในระยะกลางมากขึ้น เพราะจากที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่เป็นขาขึ้นนั้น จึงทำให้ในปีนี้มีการชะลอการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวลง ดังนั้นในปีหน้า สบน.จะเน้นการออกพันธบัตรอายุ 5 ปี, 10 ปี, 15 ปี, 20 ปี และ 30 ปีเป็นหลัก ส่วนอายุ 50 ปี อาจจะมีบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.