เตือนรัฐประหาร! บิ๊กแดงชี้ขึ้นกับการเมืองดี-เลว/พวกหนีตปท.หมิ่นสถาบัน


เพิ่มเพื่อน    

    "บิ๊กแดง" ประเดิมตำแหน่ง ผบ.ทบ. ลั่น! ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีรัฐประหาร หวังใจเป็นอย่างยิ่งเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก หลังประเทศผ่านจุดไฟเผาเมือง เกิดกลียุค เผยจุดยืนปกป้องสถาบันฯ คนที่หมิ่นส่วนใหญ่เป็นคนที่จิตไม่ปกติ ส่วนคนที่จิตปกติหนีไปอยู่ต่างประเทศ เซอร์ไพรส์ "จตุพร" ระบุทุกฝ่ายต้องเริ่มที่ตัวเอง คือไม่สร้างเงื่อนไขอย่างที่ ผบ.ทบ. ได้แสดงความห่วงใยออกมา
    เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2561 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกวาระพิเศษว่า ถือเป็นโอกาสแรกของตนในฐานะที่รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้มีการเชิญผู้บังคับหน่วยมาประชุมระดับผู้บังคับกองพันขึ้นไป เพื่อรับมอบนโยบาย ทั้งนี้ เรื่องนโยบายของกองทัพ คงไม่เน้นย้ำอะไรมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นนโยบายที่สืบสานต่อจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี และอดีตผู้บัญชาการทหารบก เนื่องจากตนได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านในช่วงที่ผ่าน ซึ่งท่านใดสร้างความเข้มแข็ง แข็งแกร่งให้กับกองทัพ ถือเป็นนายทหารรบพิเศษที่เติบโตมาด้วยฝีมือแท้ๆ
    ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัยได้วางรากฐานแนวทางที่แข็งแกร่งมั่นคงให้กับกองทัพได้เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งตนได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้งานหลายๆ อย่างกับท่าน จึงเป็นที่มาของการที่ท่านได้ตามแนวทาง Smart Man  เมื่อมาถึงตน เป็น ผบ.ทบ. ก็มาเป็น smart Soldier และ Strong Army นั่นหมายความว่า 2 ปีข้างหน้า กองทัพบกจะมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง ไปสู่รูปธรรมให้มากยิ่งขึ้น
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในอนาคตข้างหน้า กองทัพบกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายอย่าง ตามปฏิทินการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั้น กองทัพบกเตรียมการทำความเข้าใจของกำลังพล ที่สำคัญที่สุดผู้บังคับหน่วยจะต้องแยกแยะภารกิจให้ออก เราในฐานะกองทัพบก และเป็นทหารของชาติ ทหารของประชาชน มีหน้าที่อยู่แล้วที่จะสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม นี่คือหน้าที่ของกองทัพ กองทัพต้องทำงานให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีเกิดขึ้น ตนได้ประชุมผู้บังคับหน่วย และเน้นย้ำในส่วนที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้ให้แนวทางว่าต้องใช้ความระมัดระวัง
    "จากนี้ไปก็ต้องถูกจับตา จับจ้องจากนักการเมืองยอมรับว่าทหารขาดประสบการณ์เรื่องการเมือง 
อาชีพทหาร เราอยู่ในกรม กอง โอกาสพบกับประชาชนมีน้อยมาก นอกจากออกไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อเดือดร้อนและประสบภัยต่างๆ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ที่จะไปเผชิญกับโลกภายนอก วิถีทางการเมืองลำบาก ผมจึงให้แนวทางของกองทัพ โดยเฉพาะ กกล.รส. เนื่องจากเราสวมหมวก 2 ใบ คือ ในฐานะกองทัพบก และในฐานะที่เป็น คสช. จากการเดินต่อไปนี้ ต้องระมัดระวัง ไม่ให้การเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์จากการช่วยเหลือประชาชน ยืนยันว่ากองทัพช่วยเหลือประชาชน เราไม่ได้หาเสียง" 
ยืนยันเป็นทหารอาชีพ
    เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่าทหารสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า เราต้องแยกแยะภารกิจให้ออก นี่คือจุดยืนของกองทัพ ซึ่งจะชี้แจงให้ผู้บังคับหน่วยรับทราบว่า เราต้องระมัดระวัง จากนี้ไปถูกจับตามองแน่ เพราะกองทัพและ คสช.ก็คือเนื้อเดียวกัน ขณะนี้รัฐบาลก็คือรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ 
    "ยืนยันว่าไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำ ผมก็ต้องทำ ไม่ว่าใคร พรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาล ไม่ต้องห่วง ผมยืนยันและจุดยืนในการทำงานของผมในการกำหนดทิศทางๆ ให้กำลังพลในกองทัพบกได้ดำเนินการ ผมทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์ และเกินร้อยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครมาเป็นนายผม" 
    ผบ.ทบ.กล่าวว่า การวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์ข้างหน้านั้น เราเป็นทหารอาชีพ และตนผ่านวิกฤติทางการเมืองและการทหารมาทุกยุคทุกสมัย ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวตลอดระยะเวลาที่รับราชการมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ และมาจาก พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นคุณพ่อของตน จนมายืนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในทุกวันนี้ ความเป็นกลางนั้นขึ้นอยู่กับคนมอง บางครั้งเราทำเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นกลาง แต่มุมมองของคนอื่นมองว่าเราไม่เป็นกลาง ถามว่าจะเอาอะไรมาตัดสินหรือเป็นเครื่องวัดว่ากองทัพอยู่ตรงไหน แต่ขอให้มั่นใจว่ากองทัพเป็นกลาง และอยู่เคียงข้างประชาชน จะดำเนินการทุกอย่างให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ช่วยเหลือประชาชนทุกโอกาส
    "ย้ำว่ากองทัพบกเป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ คำว่าทหารอาชีพกับอาชีพทหารแตกต่างกัน ขอความเป็นธรรมด้วยตั้งแต่เริ่มต้นว่า เรากองทัพบกจะวางตัวเป็นกลาง เราในฐานะทหารอาชีพ ใครมาเป็นรัฐบาลต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล"
    เมื่อถามว่า อุปสรรคในการทำหน้าที่และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีอะไรน่าห่วงหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ตอบว่า อุปสรรคของกองทัพในขณะนี้คิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกองทัพ ว่ากองทัพออกไปช่วยเหลือประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และการทำความเข้าใจกับกำลังพลในการลงไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกำลังพลนั้น บางครั้งมุมมองหรือการทำงานของเขา เป็นอุปสรรคในตัวเอง ถามว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืนจะจบเมื่อไหร่ สมมุติว่าทหารเข้าไปแนะนำชาวบ้านตามคู่มือโครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่โครงการไทยนิยมยั่งยืนอยู่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะบอกว่าเราสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หรืออย่างไร ซึ่งถือเป็นเรื่องลำบาก ขอให้แยกแยะ อยากให้ประชาชนได้เข้าใจและให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย
    "อย่าลืมในช่วงสมัยรัฐบาลรักษาการเมื่อปี 2552 และ 2553 เกิดวิกฤตการณ์ก่อนการเลือกตั้ง ทหารก็ต้องดำเนินการตามรัฐบาลที่รักษาการเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอุปสรรคก็คือการทำงานและความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ที่เราเข้าไปช่วยเหลือ"
หวังใจไร้ความรุนแรง
    เขาบอกว่า การเตรียมการเลือกตั้งนั้น ในปัจจุบันให้หน่วยได้มีความเข้าใจตรงกันว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นในปฏิทินการเลือกตั้งตามโรดแมปตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยใน  พ.ร.ป.ประกอบการเลือกตั้งที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งตนได้แจกจ่ายรายละเอียดให้กับ ผบ.หน่วย เพื่อให้หน่วยมีความเข้าใจว่า จากนี้ไป 90 วันจะเกิดอะไรขึ้น อีก 150 วัน และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากผู้บังคับหน่วยเข้าใจตรงกัน ไปในทางเดียวกัน เราก็จะมาดูในแต่ละเรื่องการทำงานกองทัพควรจะดำเนินการอย่างไร
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ถึงช่วงนี้ พล.อ.อภิรัชต์ได้หยิบเอกสารซึ่งเป็นตารางเวลาโรดแมปเลือกตั้ง รวมถึงคู่มือของกรมการปกครองเกี่ยวกับโครงการไทยนิยมยั่งยืนด้วย
    เมื่อถามว่า สถานการณ์ในอนาคตเกิดวิกฤติ กองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ในช่วงเป็น ผบ.ทบ.ยืนยันมาตลอดไม่ปฏิวัติ แต่ก็ปฏิวัติ พล.อ.อภิรัชต์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สื่อได้มีการบันทึกภาพในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าให้เป็นเพียงแต่ภาพที่เกิดขึ้น ให้บันทึกอยู่ในสมอง ในความทรงจำ เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เคยเห็นภาพต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ทำอะไรก็ลำบาก ค้าขายก็ลำบาก ถนนถูกบล็อก คนไทยออกมาตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน วันนั้น ทหารยืนอยู่ตรงไหน เราถูกรัฐบาลสั่งการให้ออกมาควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำด้วยหัวใจ ที่ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ
    "ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คิดอยากเช่นเดียวกัน แต่ความที่ท่านต้องเสียสละ ถามว่าในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตัดสินใจทำรัฐประหาร ยอมรับว่าผมมีความคุ้นเคยกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่มีเรื่องส่วนตัวกับท่าน เพราะท่านใช้ผมทำงานมาโดยตลอด เดือนหนึ่งได้เจอกัน 5 ถึง 10 นาทีก็เต็มที่แล้ว ผมถึงบอกว่าความเป็นกลางก่อน ผมในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ผมเจอท่านในเวลาสั้นๆ ถือว่าเก่งแล้วในชีวิตนี้ เคยนั่งคุยกับท่านไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ได้เห็นความรัก ความรู้ ความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างหนึ่งของผมในการดำเนินงานด้านราชการ และถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตัดสินใจ บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อยู่ที่ประชาชน" 
    ผบ.ทบ.กล่าวว่า หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก ที่ผ่านมามีเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ไม่เคยขนาดนี้ เพราะมีการแย่งแก่งแย่ง ชิงการเมือง การเอาชนะ ไม่รู้จักแพ้ไม่รู้จักชนะ แล้วคนที่แพ้ก็คือประเทศ ยืนยันว่ากองทัพไม่มีวันชนะประชาชน แต่ประชาชนที่ออกมาสร้างความเดือดร้อน ยั่วยุให้จุดไฟเผา มีการประกอบระเบิด นั่นคือท่านแพ้ ท่านเป็นประชาชนที่ทำให้ประเทศแพ้ 
การเมืองต้นเหตุรัฐประหาร
    แทนที่เราจะแข่งขันทางการค้า แล้วต้องใช้เวลากี่ปีฟื้นฟูประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีการยกเลิกการนำเข้าส่งออกของประเทศต่างประเทศเป็นเงินมหาศาล กว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ใช้เวลาเท่าไร จุดไฟเผาในเมือง เกิดกลียุค ปีเดียวสิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้า ไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนต้องใช้เวลานานกว่านั้น แต่วันนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น อาจจะเห็นผลช้า ไม่ทันใจ ตนเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ สิ่งที่สื่อถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ตนหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก
    "ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง แต่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะช่วงหลังเกิดจากการเมืองทั้งสิ้น ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีหรือไม่ดี แต่เชื่อว่านักการเมืองที่ดีก็มี และนักการเมืองที่ไม่ดีก็มี แต่ปัจจุบันคนไทยเป็นอย่างไร ผมเสียใจในหลายๆ เรื่องที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมถูกละเมิด การตัดสินคดีในหลายคดีกับคนทำความผิด บอกว่าไม่เป็นธรรมและประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน อะไรเป็นกลาง อะไรคือจุดยืนของประเทศ ในเมื่อบอกคนนี้ผิด ก็แย้งว่าไม่ผิด ถูกแกล้ง แล้วจะอยู่อย่างไรตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน จะให้คนไทยอยู่กันอย่างไรโดยไม่มีกฎระเบียบวินัย
    พล.อ.อภิรัชต์ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า การหมิ่นสถาบันฯ และการก้าวล่วงที่เกิดขึ้นในหลายครั้งก็เกิดจากคนสติไม่สมประกอบ เช่นเมื่อที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ มีการไปยื่นถวายฎีกา เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ป่วยทางจิต และเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่ง รพ.ศรีธัญญาเรียบร้อยแล้ว 
    “คนที่หมิ่นสถาบันฯ ส่วนใหญ่เป็นคนที่จิตไม่ปกติ ส่วนคนที่จิตปกติแต่มีความคิดแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย มีการหนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะอยู่เมืองไทยไม่ได้" พล.อ.อภิรัชต์กล่าว
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า ถ้าบ้านเมืองสงบ ก็ไม่มีใครมาการันตีเรื่องการรัฐประหาร ทุกอย่างก็เดินตามครรลองที่ควรจะเป็น ที่ ผบ.ทบ.พูดก็ภายใต้สถานการณ์ที่จะถูกหยิบมาเป็นเงื่อนไข ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายไม่สร้างเงื่อนไขขึ้นมา มันก็ไม่เกิดสถานการณ์อย่างที่ว่า ทางที่ดี ผบ.ทบ.อาจจะเป็นคนเริ่มหาทาง    ออกพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เป็นคนไทย เราจะได้พาชาติพ้นวิกฤติ ตนไม่อยากให้มองการพูดของ ผบ.ทบ.เป็นการปรามหรือขู่อะไร แต่ควรจะคิดร่วมกันหาทางออกกันดีกว่า ทุกฝ่ายต้องเริ่มที่ตัวเอง คือไม่สร้างเงื่อนไขอย่างที่ผบ.ทบ.ได้แสดงความห่วงใยออกมา.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"