สนามเด็กเล่นปัญญา ช่วยพัฒนาเด็กปฐมวัย


   


    ในแวดวงนักวิชาการการศึกษาน่าจะคุ้นเคยกับแนวคิดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (BBL: Brain-Based Learning) ซึ่งมีการนำไปปรับใช้ในการพัฒนาพื้นที่เล่นและเรียนรู้ ปัจจุบันมีผู้นำแนวคิดดังกล่าวพัฒนาสู่ “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” สำหรับเด็กระดับปฐมวัยและประถมศึกษาในสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านสำหรับเด็ก ให้ค้นพบตนเองและเติบโตไปเป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้
    อาจารย์ดิสสกร กุนธร ประธานมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา และสถาปนิกผู้ออกแบบสนามเด็กเล่น เล่าถึงที่มาของแนวคิด “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา” ว่า ได้น้อมนำหลักการที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่า ท่านทรงใช้กระบวนการอบรมเลี้ยงดูพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างถูกหลักของมนุษย์ สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจึงได้แนวคิดมาจากสิ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเล่นในพระราชวัง โดยสมเด็จย่าทรงทำของเล่นง่ายๆ เช่น เล่นกองทราย เล่นปีนต้นไม้ เล่นปีนเชือก ทำสระว่ายน้ำให้ว่ายน้ำ 
    ประธานมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา เล่าต่อว่า ปัจจุบันสนามเด็กเล่นสร้างปัญญามีอย่างแพร่หลายในโรงเรียน โดยมีภาพคร่าวๆ คือควรมีพื้นที่อย่างน้อย 100 ตารางวา มีต้นไม้ใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันได้รับการต่อยอดไปในชุมชนท้องถิ่น ล่าสุดกรมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย ท้องถิ่นไทย ผ่านการเล่น” ตามแนวทางเล่นตามรอยพระยุคลบาท
    สำหรับหลักการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาว่า อันดับแรกควรมีต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงา ต้องมีสระน้ำ อาจขุดดินแล้วรองด้วยพลาสติก ต้องมีอะไรที่ลาดเอียง เป็นสไลเดอร์ อาจมีเนินดินมีทรายละเอียดเพื่อให้เด็กปั้นทรายได้ ทันทีที่เด็กได้สัมผัสกับน้ำแววตาจะมีความสุขขี้นทันทีระหว่างที่เขาเล่นสมองจะถูกพัฒนา เขาจะเอาทรายไปใส่กับน้ำปั้นทรายเล่น จะรู้คำตอบได้ทันที เด็กที่ขี้อ้อน ขี้แย โยเย จะเปลี่ยนเป็นลิง มีแววตาสดใส แสดงออกเป็นตัวเอง ทำให้คนพบตัวเองว่าเขามีความสุขมากว่าได้เล่น ที่ผ่านมาเราไม่ให้โอกาสเด็กๆ ได้มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ 
    เด็กช่วง 3-5 ขวบชอบที่จะปีนป่าย จากต้นไม้เราทำบ้านต้นไม้ บันไดเชือก ซึ่งของเล่นของเด็กต้องเป็นปลายเปิดเพื่อกระตุ้นจินตนาการ เช่น เด็กผู้หญิงก็จะฝันอยากเป็นเจ้าหญิง เป็นนางฟ้า แต่งตัวสวยๆ ส่วนผู้ชายก็ฝันเป็นปีเตอร์แพน เหาะเหินเดินอากาศได้ ขี่เรือโจรสลัด แต่อุปกรณ์ที่เรามี ไม่ใช่การยกทุกอย่างแล้วเป็นเจ้าหญิงหรือปีเตอร์แพนได้เลย เราจะเอามาแค่บางส่วนเพื่อให้เขาได้คิดต่อ แล้วเราจะทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์คอยดูว่าเขาตกลงจะเล่นอะไร ซึ่งการเล่นมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากเด็กๆ ได้เรียนรู้ความเป็นไปของธรรมชาติ คลายเครียด รวมทั้งนำไปสู่พัฒนาการของสมองอย่างเต็มที่แล้ว ยังทำให้เขาได้ล้างสารพิษคอร์ติซอล รวมถึงสร้างสารแห่งความสุข และได้ฝึกทักษะในการเข้าสังคมและสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การลงมือทำ การช่วยเหลือตัวเอง รู้จักอดทนอดกลั้น ได้เผื่อแผ่ และได้ให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง อารมณ์ดี มีความมั่นคงทางจิตใจว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมั่นคง
    “เมื่ออารมณ์ดี สมองก็จะหลั่งสารแห่งความสุข แต่สมองก็เป็นทาสของจิตใจ ดังนั้นเราก็ต้องพัฒนาด้านจิตใจไปพร้อมๆ กัน จิตที่มีความสุขก็เมื่อเด็กได้เล่นและก็ได้รับความรักที่ดีจากพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย ในทางกลับกัน ถ้าเด็กไม่ได้เล่นจะเกิดอะไรขึ้น หรือเมื่อเราใช้คำว่าอย่า กับเด็กสมองจะถูกล็อกทันที เด็กจะไม่มีการสร้างสรรค์ คิดอะไรก็ไม่ได้ ต้องทำตามผู้ใหญ่อย่างเดียว คิดนอกกรอบไม่ได้ จะไม่ดื้อ หรือในทางกลับกัน เด็กดื้อมาก เกเรมาก ทำลายข้าวของ ไม่ยอมเรียนหนังสือ ขี้เกียจนอน ดูแต่ทีวี เล่นแต่เกม เด็กเหล่านี้หลังจากได้เล่น เด็กพวกนี้ขยัน อยากไปโรงเรียน อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ให้ทำอะไรก็ทำ เพราะในวิทยาศาสตร์ในทางการแพทย์ สมองที่ถูกสร้างความเครียดตั้งแต่เด็ก ห้ามหรือกักไว้ในห้องเรียนทั้งหลาย จะสร้างกรดชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระแสเลือด เรียกว่า คอร์ติซอล ตัวนี้ถ้าไม่ได้เล่นอย่างแรง ทางออกคือไปรังแกเพื่อน เขาจะทำลายของส่วนรวมและโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่โกง”
    ประธานมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา เล่าว่า ในต่างประเทศมีนักจิตวิทยาสัมภาษณ์อาชญากรที่ฆ่าคนตาย คำตอบที่ได้รับของอาชญากรคือในสมัยเด็กไม่ได้เล่น ส่วนหนึ่งเพราะสารพิษคอร์ติซอลไม่ได้ถูกกำจัด ถ้าเขาได้เล่นอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับของเล่นปลายเปิด ไม่ใช่ของเล่นที่ทำสำเร็จ เพราะเด็กไม่ได้คิด ซึ่งของเล่นปลายเปิดมีอยู่แล้วคือต้นไม้ สัตว์ ต้นหญ้า แต่เราหลงลืมที่จะให้เด็กเล่น ง่ายมาก ที่บ้านมีกะละมังให้เด็กใส่ขวดพลาสติกลอยน้ำ ลอยน้ำในกะละมัง ใส่น้ำยาอุทัยทิพย์ลงไปในน้ำ วันรุ่งขึ้นเด็กจะไม่ได้เล่นซ้ำ เด็กจะเล่นอยู่ตรงนี้ได้เป็นชั่วโมง
    ขณะเดียวหากปล่อยให้เด็กเล่นมือถือ ดูทีวี สมองจะไม่พัฒนา ต่อไปเขาจะคิดไม่ได้ เขาจะเห็นอะไรต้องไปกดดู ซึ่งหลายประเทศตระหนักเรื่องนี้ เราต้องปล่อยให้คนคิดเล่นอิสระ พบว่าเด็ก 8 ขวบได้ที่มาเล่นในสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา บอกว่าเป็นสิ่งเสพติด เขาต้องมาทุกวัน และในสนามเด็กเล่นของชุมชนเอาผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุมานั่งเฝ้าเด็ก เขาจะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เด็กเมื่อได้เล่นจะแบ่งปัน เสียสละ เมื่อโตขึ้นเขาจะพร้อมดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต
    ขณะที่ น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า สสส.ได้นำเสนอแนวคิดสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาในเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น (Community Key Actors Summit: Reducing Health Risk Factors, Enhancing Health Reinforcing Factors) ที่เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ใน วาระ: ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ” เพื่อขับเคลื่อนผลักดันนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นใน 7 ประเด็น ได้แก่ ข้อ 1 การควบคุมยาสูบ ข้อ 2 การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุ ข้อ 3 การพัฒนาระบบอาหารชุมชน ข้อ 4 การพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัยโดยชุมชนท้องถิ่น ข้อ 5 การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น ข้อ 6 การจัดการระบบนิเวศชุมชนและลดโลกร้อนโดยชุมชนท้องถิ่น และข้อ 7 การพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเปราะบางโดยชุมชนท้องถิ่น
    “สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจะช่วยแก้ปัญหาเด็กแว้น เด็กติดเกม และป้องกันโรคเรื้อรังได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่” อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. บอกเล่าถึงงานป้องกันสุขภาพและแก้ปัญหาสังคมในทีเดียวกัน
    นายสมยศ ฤทธิ์ธรรมนาถ นายก อบต.นาทอน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เล่าว่า ได้เริ่มสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเสร็จไปบางส่วน โดยไปเรียนรู้ที่เทศปาลปริก จ.สงขลา ทันทีที่เสร็จไม่ว่าสระทารก ค่ายก สไปเดอร์แมน เด็กมาเล่นแล้วชอบกันมาก ได้เห็นว่าสนามเด็กเล่นนี้ช่วยสร้างร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญาให้กับเด็กได้ และช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในทุกช่วงอายุ ที่ชุมชนมีศูนย์เด็กเล็กประมาณ 3 ศูนย์ รวมแล้วมีเด็กประมาณ 300 คน โดยใช้งบประมาณกรมส่งเสริมส่วนท้องถิ่นจำนวน 100,000 บาทมาสร้าง ที่เหลือเป็นขบวนการมีส่วนร่วมทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม
    สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา คือการหล่อหลอมพัฒนาสมบัติของชาติ ซึ่งก็คือ “เด็ก” สิ่งเล็กๆ แต่ทว่ายิ่งใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะชุมชนจะน่าอยู่ คนต้องมีคุณภาพเป็นสำคัญ. 


ถ้ามีการจัดอันดับ "ข่าวน่ารังเกียจแห่งปี"ผมโหวตให้ ข่าว............"นายกสภามหาวิทยาลัย, กรรมการสภามหาวิทยาลัย"  ที่พยายามทำตัว "เหนือการตรวจสอบ" ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ครองอันดับ ๑!

จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย
"เลือกตั้ง" มีอะไรมากกว่าที่คิด?