ตั้งเป้าครอบครัวเป็นสุข หนุน3โมเดลปราบทุกข์


   


    การสร้าง "ครอบครัวเป็นสุข" ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่จะส่งให้บุคคลในสถาบันพื้นฐานที่ประกอบด้วยพ่อแม่ลูก ออกไปดำเนินชีวิต อย่างเช่น การเรียน การทำงาน ได้อย่างประสบความสำเร็จ และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาให้เห็นจากงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีการเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม "ชุมชนและรัฐร่วมสร้างครอบครัวสุขภาวะได้อย่างไร" และภายในงานได้มีการเปิดเผยดัชนีความสุขของผู้คนในประเทศ 
    นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม “ชุมชนและรัฐร่วมสร้างครอบครัวสุขภาวะได้อย่างไร” ว่า ครอบครัวไทยต้องเผชิญปัญหาที่หลากหลายในภาวะครอบครัวเปราะบางและเข้าสู่ยุคเด็กเกิดน้อยและสังคมสูงวัย โดย สสส. ภายใต้แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว มุ่งเน้นสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้เด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามเป้าหมายของ สสส.ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนครอบครัวอบอุ่นให้สูงขึ้นกว่าเดิมหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ดัชนีครอบครัวอบอุ่นของสังคมไทยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สสส.สนับสนุนโครงการด้านครอบครัวอบอุ่นภายใต้ตัวชี้วัดครอบครัวอบอุ่น ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ คือ สัมพันธภาพของคนในครอบครัว บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว และการพึ่งตนเอง
    ที่ผ่านมา สสส.จึงสนับสนุนการดำเนินงาน 3 โมเดล ได้แก่ โมเดลที่ 1 การส่งเสริมครอบครัวอบอุ่นในชุมชน โดยดำเนินการนำร่องใน 11 จังหวัด และปี 2562 จะยกระดับเป็นจังหวัดส่งเสริมครอบครัวอบอุ่นต้นแบบ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ลำปาง พะเยา เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุบลราชธานี และตรัง โมเดลที่ 2 สนับสนุนการสร้างเสริมครอบครัวอบอุ่นในองค์กรและหน่วยงานต่างๆ และโมเดลที่ 3 การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อขยายผลพื้นที่ต้นแบบให้กว้างขึ้น  
    ด้าน ศ.ดร.รุจา ภู่ไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการดำเนินการโครงการศึกษาครอบครัวไทยแบบบูรณาการตามวงจรชีวิตครอบครัว เรื่อง ครอบครัวไทยยุค 4.0 อยู่ดีมีสุขจริงหรือ? โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือน พ.ย.2560-มี.ค.2561 ด้วยการสำรวจครอบครัวไทย 6,000 ครอบครัว ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครสวรรค์ หนองคาย อุดรธานี ยโสธร สุรินทร์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ชลบุรี ยะลา สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง และ กทม. โดยวัดคะแนนครอบครัวอยู่ดีมีสุขด้วยองค์ประกอบ 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านความร่วมใจและปลอดภัยในชุมชน 2.ด้านสัมพันธภาพ 3.ด้านบทบาทหน้าที่ 4.ด้านเศรษฐกิจ 5.ด้านการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง 6.ด้านความมั่นคง และพึ่งพา 7.ด้านการศึกษา 8.ด้านการดูแลสุขภาพ และ 9.ด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ มีคะแนนเต็ม 8 คะแนน
    ผลการศึกษาพบว่า ครอบครัวอยู่ดีมีสุขโดยรวม 7.72 คะแนน โดยภาคใต้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขสูงสุด 7.89 คะแนน รองลงมา เป็นภาคเหนือ และภาคกลาง 7.73 คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.71 คะแนน และต่ำที่สุด คือ กทม. 7.55 คะแนน เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบพบว่า คะแนนครอบครัวอยู่ดีมีสุขในด้านเศรษฐกิจต่ำที่สุด และด้านการดูแลสุขภาพสูงที่สุด 
    นอกจากนี้ เมื่อแบ่งครอบครัวเป็น 8 ช่วง/ระยะ เพื่อพิจารณาคะแนนความสุขในแต่ช่วง พบว่า ก่อนแต่งงาน/ไม่มีคู่ 3.6 คะแนน เมื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ ไม่มีบุตร 3.8 คะแนน เลี้ยงดูบุตรเล็ก 3.6 คะแนน เลี้ยงดูบุตรวัยเรียน 3.7 คะแนน เลี้ยงดูบุตรวัยรุ่น 3.7 คะแนน เลี้ยงดูบุตรวัยทำงาน 3.7 คะแนน วัยชรา 3.7 คะแนน และวัยชราที่เจ็บป่วย 3.6 คะแนน รวมถึงเมื่อพิจารณาจากจำนวนบุตรที่ทำให้มีความสุข พบว่า มีบุตร 4 คน ได้คะแนนสูงสุด 3.81 คะแนน
ข้อมูลจากการเสวนาดังกล่าวนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก หากมีการไปใช้จัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อผลักดันและพัฒนาความสุขของคนไทยให้เกิดขึ้นต่อไป. 

“สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา”
    เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) และมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ตั้งเป้าขยายผลโครงการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ให้ครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7,800 แห่งทั่วประเทศ 
    โดยนายธวัชชัย ฟักอังกูร ประธาน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมเด็กปฐมวัย ให้มีความรู้ทางกาย ทางใจ อีกทั้งทำให้เกิดสติปัญญา สามารถเรียนรู้ต่อยอด สามารถใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นการเตรียมบุคลากรที่สำคัญของชาติ ให้สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพราะในสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจะฟูมฟักความคิดและหล่อหลอม ความเป็นมนุษย์ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ และที่สำคัญเด็กได้มีความสุขในการมาเล่นมาเรียน
    ขณะที่นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดี สถ. กล่าวว่า สถ.มีหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัยในท้องถิ่นต่างๆ เกือบ 1 ล้านคน ผ่านทางศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเกือบ 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจึงมีความจำเป็น เพื่อสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับเด็กวัย 2-5 ขวบ สถ.จึงได้คัดเลือก อปท. จำนวน 12 แห่ง ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา โดยทั้งหมดจะต้องเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติของภาคีเครือข่าย ทั้ง 76 จังหวัด
    ทั้งนี้ ในปี 2562 ได้จัดสรรงบประมาณให้ อปท. จำนวน 500 แห่ง แห่งละ 1 แสนบาท เพื่อจัดสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาในพื้นที่ของตนเอง และในปีต่อๆ ไป สถ.ตั้งเป้าที่จะให้มีครบทุก อปท.ทั้ง 7,800 แห่ง ซึ่งสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยเฉพาะเด็กๆ และสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยจะเห็นได้จากพื้นที่ที่มีการก่อสร้างไปแล้ว เด็กและคนในชุมชนมีรอยยิ้มและความสุขกันทุกคน.


เอ่อ.......... ไม่รู้จะคุยอะไร เห็นบางพรรค บาง ส.ส.ทั้งแย่ง ทั้งทวง ทั้งขู่ จะเอาเก้าอี้รัฐมนตรีกัน

เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน