'อีสาน' แดน 'พระอรหันต์'


   

    #หลวงปู่ลี กุสลธโร 
    "ละสังขาร" แล้ว เมื่อเสาร์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๕.๑๕ น.
    สิริอายุ ๙๖ ปี
    ข่าวสารนี้ แพร่ตามออนไลน์แต่วันเสาร์ บางท่านรู้จักบางท่านไม่รู้จัก ว่า
    "อริยสงฆ์" รูปใด คือ "หลวงปู่ลี"? 
    ผมก็ทราบเพียงท่านเป็นศิษย์รุ่นอาวุโสของสำนัก "หลวงตามหาบัว"
    จำพรรษาอยู่ "วัดเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์" (วัดภูผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
    ก่อนท่านละสังขาร ๓-๔ วัน ผมมาทำงานตอนบ่าย พบหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ บนปกพิมพ์ว่า
    "ประวัติ ท่านพระอาจารย์ลี กุสลธโร"
    มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี www.sa-ngob.com
    หนา ๔๓๙ หน้า รูปหลวงปู่ลี ปกหน้า ส่วนหลังปก เป็นรูปพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์หลวงตามหาบัว ที่กำลังก่อสร้าง 
    สอบถามแม่บ้าน "ใครนำมาให้" เธอบอก "ไม่ทราบ" มาก็เห็นวางอยู่เคาน์เตอร์ชั้นล่างแล้ว
    ก็กราบขอบคุณไว้ตรงนี้ด้วย     
    หนังสือนี้ ห้ามคัดลอก ตัดตอน หรือนำไปพิมพ์จำหน่าย
    ก็ขอยึดเจตนาเพื่อบูชาคุณ "หลวงปู่ลี" เป็นที่ตั้ง
    ผมขอลอก "คำนำ" เผยแพร่ตรงนี้ มิใช่เพื่อการค้า หากแต่เพื่อประโยชน์ด้านศรัทธาปสาทะในองค์หลวงปู่ ดังนี้
    ธรรมลี เศรษฐีธรรม เป็นธรรมสมัญญาอันสูงส่งที่ พ่อแม่ครูอาจารย์ องค์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เมตตายกย่องเรียก 
    ท่านพระอาจารย์ลี กุสลธโร หรือ หลวงปู่ลี
    ลูกศิษย์องค์สำคัญ ผู้ซึ่งสืบสกุลพระป่า ที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยสืบทอดปฏิปทาพระธุดงค์กรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ด้วยการรักษาธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติอย่างเข้มงวดเคร่งครัด 
    และเป็นเสาหลักวงกรรมฐานสืบต่อจากองค์หลวงตาฯ ได้อย่างงดงามหมดจดและสมบูรณ์ที่สุด
    หลวงปู่ลี ท่านเป็นยอดปัจฉาสมณะติดตามองค์หลวงตาฯ นับแต่วันบวช จนบั้นปลายชีวิต ๖๐ กว่าปี ท่านจงรักภักดี ยากจะหาใครเสมอเหมือน
    พรรษาแรกๆ ก็ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขากับ องค์หลวงตามหาบัว และกับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
    ท่านบำเพ็ญประโยชน์ตน โดยมุ่งภาวนาเพียงอย่างเดียว ด้วยวาสนาบารมี ด้วยความเพียรอุกฤษฏ์ยิ่งยวด 
    และด้วยมีพ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาสั่งสอน พรรษา ๑๑ ท่านก็บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์อย่างรวดเร็ว
    จากนั้น ก็บำเพ็ญประโยชน์โลกร่วมกับองค์หลวงตาฯ มาโดยตลอด เช่น โครงการผ้าป่าช่วยชาติ ท่านก็ถวายทองคำมากที่สุด
    การสืบทอดเจตนารมณ์เผยแพร่ธรรมะ โดยผ่านทีวีดาวเทียมและสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน 
    การสร้างตึกสงฆ์อาพาธ ๙๖ ปี หลวงตามหาบัว การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่านับหมื่นไร่ ตลอดบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย
    นับเป็นพระอรหันต์คู่ประวัติศาสตร์ คู่ศิษย์-อาจารย์ ที่บำเพ็ญประโยชน์โลกอย่างยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุด เท่าที่เคยมีมาของวงกรรมฐานและพระพุทธศาสนา
    หลวงปู่ลี ท่านรักและสงวนการปฏิบัติภาวนาเป็นชีวิตจิตใจ 
    ชอบอยู่อย่างมักน้อยสันโดษตามเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด โดยไม่ก่อสร้างใดๆ 
    แม้พรรษา ๔๐ เป็นพระเถระผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังไม่มีวัดของตนเอง เพราะท่านทำตามสัจจะที่ตั้งใจ
    แต่เพื่อสนองคุณ พ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตาฯ ท่านจึงมาสร้างวัดป่าภูผาแดง แม้ท่านเฒ่าชราอายุร่วมร้อยปีและอาพาธ
    ด้วยเป็นพระยอดกตัญญู ท่านก็เสียสละเป็นผู้นำสร้างพุทธมหาเจดีย์และพิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร เพื่อบูชาคุณ บูชาธรรมองค์หลวงตาฯ
    หลวงปู่ลี ตลอดสมณชีวิต ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพเชื่อฟัง ทั้งสนองคุณ และดำเนินตามปฏิปทา พ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตาฯ อย่างถึงที่สุด 
    ดังคำ "ฟังเพิ่นแหม้"
    ท่านเอ่ยสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง ประทับใจ เพราะแฝงนัยอันยิ่งใหญ่ คือ ท่านพร้อมที่จะทำตามและยอมสละเป็นสละตายเพื่อองค์หลวงตาฯ
    เช่น คราวองค์หลวงตาฯ เป็นผู้นำโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ซึ่งจะต้อง "กัดก้อนเกลือกิน"
    และคราวปกป้องชาติ พระพุทธศาสนา คัดค้านการจะออกกฎหมาย พ.ร.บ.รวมบัญชี และ พ.ร.บ.สงฆ์ ซึ่งจะต้องถึงกับ "สละชีวิต"
    ท่านก็เข้าร่วมทันทีโดยไม่ลังเล 
    สมกับท่านเป็นมือขวาคู่กายคู่ใจขององค์หลวงตาฯ และสมเป็นเอตทัคคะด้านกตัญญูในสมัยปัจจุบัน
    มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต 
    มิถุนายน ๒๕๖๑
    ครับ...จากคำนำ อาจตอบข้ออยากรู้ในความเป็นมาของหลวงปู่ลีไม่กระจ่าง
    ฉะนั้น ขอนำบางตอนเพิ่มเติม คือหลังจาก "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" พระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานเข้าอนุปาทิเสสนิพพาน เมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๒
    ประชุมเพลิงสรีระท่าน เมื่อ ๓๑ มกราคม ๒๔๙๓
    ในการประชุมเพลิงนั้น.......
    "หลวงปู่ลี" ยังเป็นฆราวาส เป็นหนึ่งในจำนวนผู้เข้าพิธี "อุปสมบทหมู่" บูชาคุณหลวงปู่มั่น
    หลังเสร็จงานศพ พระลีขอติดตาม "หลวงตามหาบัว" ปรากฏในเล่ม หน้า ๘๔ ว่า
    ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ องค์หลวงตาพระมหาบัว เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ได้กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ 
    พอออกพรรษา ท่านเดินธุดงค์ไปบ้านห้วยทราย รวมทั้งหลวงพ่อลี กุสลธโร โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ ดังนี้
    "ธรรมลีเกาะเราเหมือนปลิง ปลิงเกาะดึงไม่ออกเลยธรรมลี ไปดักข้างหน้า เราไม่ให้ใครไปด้วย เวลาเราจะไปแล้วขโมยดัก ไม่ใช่เล่นนะธรรมลี
    พอบวชแล้วติดเราเลย บวชวันเผาศพหลวงปู่มั่น ที่วัดสุทธาวาส วันถวายเพลิงหลวงปู่มั่น บวชพระเยอะ บวชในวันนั้นเยอะ
    ธรรมลีบวช ทีนี้ พอบวชเสร็จแล้ว เราหลบไปเลย กลัวใครจะตามทัน หาหลีกไป ธรรมลีก็หลีกตามเอาจนไปอยู่ด้วย ไปไหนติดไปเลยๆ
    ท่านลวงไป (หลวงปู่มั่น-เปลว) ทีนี้ โอ้โห! ปรากฏว่าเหมือนฟ้าดินถล่มเชียวนะ 
    พระเณรแตกกระจัดกระจาย เกาะกันไม่ติดเป็นเวลาตั้ง ๓ ปี ๔ ปี แตกขนาดนั้นนะ
    จึงเป็นสิ่งที่จำไม่ลืม ใครอยู่ไหนก็แตกกระจัดกระจายไปหาครูหาอาจารย์ ต่างองค์ต่างไป แตกกันไป เพราะเกาะกันไม่ค่อยติด
    ระยะนั้นไม่ติด พอ ๓-๔ ปีมานี้ ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น อย่างหลวงปู่ฝั้น ท่านก็อยู่เป็นหลักไปเสีย  หลวงปู่ขาว ท่านก็อยู่เป็นหลัก ก็เข้าเกาะติดๆ เรื่อยไปล่ะ
    สำหรับเรา ก็กลับมาจำพรรษาหนองผือ จากนั้น ก็ไปห้วยทราย หมู่เพื่อนก็ติดตามไปด้วยตั้งมากมาย นั่นก็ไปอยู่ ๔ ปี 
    พระเณรก็มากอยู่งั้นละ อยู่ตามบ้านเล็กบ้านน้อยเหมือนกัน อยู่สำนักเราจริงๆ มีสัก ๑๐ กว่าองค์ ไม่มาก ที่นั่นที่นี่หลายแห่งหลายหน 
    พอเราหนีจากห้วยทรายมา ก็ยุบไปอีกเหมือนกันสำนัก"...ฯลฯ...
    การออกเดินติดตามองค์หลวงตาฯ อย่างมุ่งมั่นไม่ลดละความพยายามนั้น ในที่สุด หลวงปู่ลี ท่านก็สมความมุ่งมาดปรารถนาที่ตั้งใจเอาไว้
    โดยในเช้าวันรุ่งขึ้น พอฉันจังหันเช้าเสร็จแล้ว ท่านกับสามเณรพิณก็รีบออกเดินติดตาม 
    ไปทันกันที่บ้านส่างอีเติ่ง (ปัจจุบันคือ บ้านนางเติ่ง ตำบลโคกภู อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร)
    ท่านได้มีโอกาสพบกับ องค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ที่ป่าบง บ้านส่างอีเติ่ง 
    จากนั้น ก็ได้เข้ากราบนมัสการและขอมอบกายถวายชีวิตติดตามอยู่ศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาฯ  ตลอดมา...ฯลฯ.....
    นี้เป็น "ความสังเขป" จากหนังสือประวัติหลวงปู่ลี ต่อจากนี้ เป็นข้อความที่ "กริช พริบไหว" โพสต์  fb เมื่อวาน
    #กำหนดการงานทำบุญบำเพ็ญกุศลถวายเพลิงสรีระสังขาร องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร 
    ประธานสงฆ์ วัดเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ณ เมรุชั่วคราว บริเวณศาลาใหญ่
    #วันอาทิตย์ที่ ๔ - วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
    ๑๘.๑๕ น. ร่วมทำวัตร-สวดมนต์-แผ่เมตตาอธิษฐานจิต โดยพร้อมเพรียงกัน
    #วันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
    ๐๙.๐๐ น. พิธีขอขมาสรีระสังขาร องค์หลวงปู่ และเคลื่อนสรีระสังขาร สู่เมรุชั่วคราว หน้าศาลาใหญ่
    ๑๔.๐๐ น. แสดงพระธรรมเทศนา
    -พระภิกษุสงฆ์ สวดมาติกา บังสุกุล
     -ทอดผ้าบังสุกุล
    -อ่านประวัติ ปฏิปทา องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร
    -ร่วมวางดอกไม้จันทน์ ถวายเพลิง
    #วันจันทร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
    ๐๕.๐๐ น. พิธีเก็บอัฐิ (พิธีสามหาบ) ณ เมรุชั่วคราว อัญเชิญอัฐิองค์หลวงปู่ มายังศาลาเพื่อประดิษฐานต่อไป
    ด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง 
    มโนตั้ง.......
    ขอขมาและกราบบูชาคุณหลวงปู่ลี "อริยสงฆ์" ผู้พ้นโลกแล้ว ณ กาลนี้.


ก็ ๑๐ ปีแล้ว......... นึกย้อนทีไร บาดแผลอัปยศเมื่อครั้งไทยเป็น "ประธานอาเซียน" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ปวดแปลบทีนั้น! ยิ่งเห็นประเทศไทย โดย "พลเอกประยุทธ์" ในฐานะนายกฯ รับมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ต่อจาก "นายลีเซียนลุง" นายกฯ สิงคโปร์ เมื่อ ๑๕ พ.ย.๖๑

ไม่มีอะไรที่"ทำแล้ว"คนไม่ต้าน
จาก 'มิ่งขวัญ' ถึงคน 'หน้านิ่ง'
'ดูเขา-ดูเรา' ประชาธิปไตยใบสั่ง
ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?
เลือกตั้ง 'ฉบับนอกรัฐธรรมนูญ'
'ชอบแบบไหน' เลือกไปเลย