ถ้าราบรื่นก็ผิดวิสัยราชการ?


   

    ในระบบ "ราชการไทย".........
    มีอะไรซักเรื่องมั้ย ที่ทำแล้วไม่มีปัญหา?
    เช่น เรื่องกัญชา-กระท่อม เป็นต้น
    เห็นขมีขมัน ทั้งแพทย์ ทั้งสภา ทั้งรัฐบาล เดินหน้า "สกัดสาร-สกัดน้ำมัน" กัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ได้เป็นนวัตกรรมประเทศกันบ้าง
    ทำท่าจะไปดีอยู่เชียว........
    ถูกเรื่องจาก "กรมทรัพย์สินทางปัญญา" รับจดสิทธิบัตรสารกัญชาให้บริษัทต่างชาติไปก่อนแล้ว เบรกจึ๊ก
    หมุนคว้าง ทำท่าจะ "คว่ำข้าวเม่า" ทั้งโครงการ!
    ก็ไม่รู้จะพูดยังไง นอกจากยืมคำ "ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา" อาจารย์แพทย์ ที่จุฬาฯ มาพูดว่า
    เรื่องนี้ ต้องถึง "นายกฯ ประยุทธ์"
    ไม่งั้น วันนี้ อาจเสียประโยชน์พึงได้จากพืชกัญชา
    วันหน้า ก็อาจเสีย "ประเทศ"..........
    ด้วยวิสัยทัศน์และความฉลาดแบบศรีธนญชัยของคนในระบบราชการ!
    แต่ผมว่า "อย่าด่วนตีตนไปก่อนไข้" เลย 
    เพราะเท่าที่ฟังท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" และ "ทศพล ทังสุบุตร" อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แจกแจง
    แค่ตุ่มซีสต์ ยังไม่ถึงขั้นมะเร็ง ส่องกล้องขลิบทิ้งได้!
    เรื่องราวเป็นอย่างไร คนไทยเข้าใจยาก เพราะไม่ถูกจริตเหมือนเรื่องดาราแย่งผัว-แย่งเมีย ก็ต้องค่อยๆ ลำดับความกันหน่อย
    คือ ทั้งหลาย-ทั้งปวง ก็เป็นที่ตกลง จะเอากัญชาเข้าสู่กระบวนการศึกษา-วิจัย เพื่อสกัดสารและน้ำมันใช้ทางการแพทย์
    ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย!
    องค์การเภสัชฯ เตรียมตั้งโรงงาน "กึ่งอุตสาหกรรม" และทำฟาร์มกัญชา เพื่อนำมาสกัดเอาสาร
    จะมาถึงขั้นตอนนี้ ต้องแก้กฎหมายก่อน 
    จากเดิม "กัญชา-กระท่อม" เป็นยาเสพติดประเภท ๕ ห้ามมี-ห้ามใช้-ห้ามปลูก
    ก็จะแก้ โดย.........
    ยกระดับ "กัญชา-กระท่อม" จากประเภท ๕ ไปอยู่ประเภท ๒ ให้มีเพื่อใช้ทางการแพทย์-การศึกษาวิจัยได้
    แต่ในระดับชาวบ้าน คงห้ามมี-ห้ามใช้-ห้ามปลูก เหมือนเดิม!
    แล้ววานซืน.........
    "คุณหมอธีระวัฒน์" ซึ่งเป็นกรรมการพิจารณานำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข 
    ท่านเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยว-หัวแรงสำคัญ ผลักดันกัญชาด้วยภูมิปัญญาไทยขึ้นสู่ความเป็นนวัตกรรมทางแพทย์-ทางแบรนด์ไทย
    ท่านก็ไปพบว่า ...........
    มี "บริษัทต่างชาติ" ดอดยื่นจดสิทธิบัตรสารจากกัญชากับ "กรมทรัพย์สินทางปัญญา" ไว้ก่อนแล้ว!
    จึง "จุดพลุ" เรื่องนี้ โพสต์ fb เป็นเชิงทวงถาม สะท้าน-สะเทือน ชั่วข้ามคืน 
    "นายทศพล ทังสุบุตร" อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงชี้แจงข้อเท็จ-ข้อจริง เมื่อวาน (๑๒  พ.ย.๖๑)
    "กรมฯ ยืนยัน สารสกัดจากกัญชาซึ่งเป็นสารสกัดจากพืช ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร 
    เพราะมาตรา ๙ ระบุไว้ชัด 'สารสกัดจากธรรมชาติไม่ได้รับการคุ้มครอง' 
    หมายความว่า จะไม่มีใครเป็นเจ้าของสิทธิในสารสกัดจากกัญชาตามธรรมชาติ ตามกฎหมายสิทธิบัตร 
    ทุกคนในไทย มีสิทธิที่จะวิจัยและนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป 
    ทั้งนี้ ในกรณีที่มีข้อกังวลว่า การปลดล็อกกฎหมายเพื่อให้มีการวิจัยและพัฒนาการใช้กัญชาทางการแพทย์ของไทยจะไม่มีประโยชน์ 
    เนื่องจากมี 'บริษัทต่างชาติ' ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติแล้ว นั้น 
    'เป็นการเข้าใจผิด' 
    เพราะสารสกัดจากกัญชา กรมฯ ไม่รับจดอยู่แล้ว! กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน แต่ถ้าเอาสารสกัดที่ได้ไปผสมกับอย่างอื่นจนเกิดเป็นยา สูตรยา หรือเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่    สามารถ 'ยื่นจดสิทธิบัตร' ได้ 
    นักวิจัยคนไทย ที่คิดค้นสูตรที่แตกต่างจากคนอื่น ก็สามารถ 'ยื่นจดสิทธิบัตร' ได้เช่นเดียวกัน 
    ส่วนกรณีที่มีบริษัทต่างชาติมายื่นจดสิทธิบัตร เป็นสิทธิที่ผู้ประดิษฐ์สามารถ 'ดำเนินการได้' ตามกฎหมาย 
    โดยการยื่นจด เมื่อคำขอสิทธิบัตรมีเอกสารถูกต้องครบถ้วน 
    และในช่วงที่ประกาศโฆษณา ๙๐ วัน ไม่มีใครมายื่นคัดค้าน เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับคำขอเอาไว้ 
    แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ยื่นได้รับการคุ้มครองแล้ว เป็นเพียงขั้นตอนการรับจดสิทธิบัตร 
    ส่วนจะได้รับจดหรือไม่ได้ ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรจะเป็นผู้พิจารณาต่อไป
    ผู้ที่ยื่นจด จะต้องมายื่นเอกสารหลักฐานที่ยืนยันว่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ภายใน ๕ ปี 
    ถ้าผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรพิจารณาแล้ว เห็นว่าถูกต้องตามเงื่อนไข เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ก็จะได้รับจดสิทธิบัตร 
    แต่ถ้า 'ไม่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่' ก็ไม่ได้รับจด เป็นไปตามมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก” 
    อืมมมม......
    ยอมรับ ว่าผมมืดบอดด้านกฎหมายสิทธิบัตร ที่ตั้งชื่อ "ไทยโพสต์" นี่ ก็ถูก "บางกอกโพสต์" โดยนายสุทธิเกียรติฟ้องว่าใช้ "โพสต์" เลียนแบบเขา เรียกค่าเสียหายตั้ง ๑๐๐ ล้าน มาทีแล้ว 
    เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินฯ อธิบายเช่นนี้ ผมไม่มีภูมิไปแย้ง
    ต้องฟัง "คุณหมอธีระวัฒน์" ท่านแย้ง ว่า 
    "คือ ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จากการใช้สมุนไพร กัญชาถือเป็นพืชมีสารสำคัญในธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้บำบัดรักษาโรคได้ 
    คณะกรรมการปฏิรูปฯ จึงเห็นว่า ต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย 
    เนื่องจากการรับยื่นคำขอสิทธิบัตรกัญชา เมื่อพิจารณาแล้ว มีความผิดชัดเจนตั้งแต่ ม.๙(๑) ห้ามยื่นสิทธิบัตรสารธรรมชาติในกัญชา 
    และ ม.๙(๔) ห้ามยื่นสิทธิบัตร ที่เป็นการถือสิทธิในการใช้บำบัดโรค 
    แต่กรมทรัพย์สินฯ กลับฝ่าฝืนตรงนี้ 
    ดังนั้น เห็นว่า 'กรมทรัพย์สินฯ' ต้องมีความชัดเจนกว่านี้ 
    ซึ่งจากที่กรมทรัพย์สินฯ ออกมาถ่ายคลิปวิดีโอชี้แจง ถามว่า........
    'แถลงแบบนี้ได้อย่างไร บอกว่าปฏิเสธการรับคำขอสิทธิบัตรไม่ได้ ทำไมจะปฏิเสธไม่ได้'
    ส่วนตัวผม มีความเห็นว่า 
    ๑.ไม่ควรรับจด เพราะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายในประเทศไทย ตราบใดที่ พ.ร.บ.ยังไม่ได้แก้ไขเป็นอย่างอื่น 
    ๒.พ.ร.บ.สิทธิบัตร ม.๙(๑) ระบุว่า 'สารสกัดจากพืชรับจดสิทธิบัตรไม่ได้' การรับจด จึงผิดกฎหมายนี้ด้วย และ 
    ๓.เมื่อกรมฯ ไปรับการยื่นขอจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้ว จะมีทางออกอย่างไร? 
    แนะนำให้ใช้ 'อำนาจอธิบดี' ยกเลิกในขั้นตอน 'ขอจดทะเบียน' ไปก่อน 
    แทนปล่อยให้ไหลไปตามกระบวนการขั้นตอน     
    ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ต้องคิดมากเลย เพราะ 'ผิดตั้งแต่ต้น' ก็ต้องเป็น 'โมฆะตั้งแต่ต้น' แล้ว 
    เรื่องนี้ ถ้าไม่ได้ข้อสรุปจริงๆ ทั้งองค์การเภสัชฯ (อภ.) และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล 
    ควรยื่นฟ้องศาล เพื่อขอความเป็นธรรม 
    ไม่เช่นนั้น จะศึกษาหรือสกัดสารกัญชาทางการแพทย์ไม่ได้ เพราะติดสิทธิบัตร
    ถ้อยคำแถลงของกรมทรัพย์สินฯ ที่บอกว่า 'ไม่ส่งผลกระทบใดๆ'
    จริงๆ ไม่ใช่
    เพราะหากพิจารณาตัว พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ จะทราบทันทีว่า มี ม.๓๖ ระบุว่า 'ได้รับการคุ้มครองแล้ว' แม้จะยังไม่ได้รับเลขสิทธิบัตร 
    ดังนั้น ในระยะเวลา ๕ ปี ที่เป็นช่วงการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีความใหม่หรือไม่นั้น 
    แต่ช่วงระยะเวลานี้ ก็ถือว่าได้รับการคุ้มครองไปแล้ว ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ 
    ถามว่า ใครจะมาวิจัยพัฒนาอีก เพราะเสี่ยงว่า จะทำไปเพื่ออะไร เนื่องจากใครจะยืนยันว่า.............
    เมื่อกฎหมายให้ใช้ทางการแพทย์ได้ และมีการพัฒนาจนเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ทางการแพทย์ที่มีการควบคุม 
    แต่สุดท้าย 'ติดสิทธิบัตร'
    ที่ลงทุนไปทั้งหมดใครรับผิดชอบ อันนี้ไม่ใช่เสียหายแค่เรื่องงบประมาณ แต่จะเสียหายตรงผู้ป่วยเสียโอกาสการรักษาด้วย"
    ครับ....สรุปแล้ว ไม่รู้จะฟังฝ่ายไหน?
    กรมฯ บอกไม่ได้รับจดตามมาตรา ๙ แต่ที่บริษัทต่างชาติมายื่นจด กลับอ้างว่า
    "เป็นสิทธิที่ผู้ประดิษฐ์สามารถดำเนินการได้"!?
    "ภญ.อัจฉรา เอกแสงศรี" นักวิชาการอิสระและนักวิจัยด้านสิทธิบัตร Evergreening ให้ความเห็นตรงนี้ ว่า
    "แม้ขณะนี้ 'กรมทรัพย์สินฯ' จะยังไม่ให้สิทธิบัตรกัญชา แต่ข้อเท็จจริงคือ...........
    ผู้ที่ยื่นขอ 'ได้รับสิทธิความคุ้มครอง' ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ยื่นจด 
    และยังมีช่องว่างให้อีก ๕ ปี ในเวลาตรวจสอบว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่หรือไม่? 
    ตรงนี้ เท่ากับ 'ตัดทาง' ให้ผู้วิจัยหรือผลิตสารสกัดจากกัญชารายอื่น ไม่กล้าดำเนินการ" 
    ครับ.............
    พูดมาทั้งหมด ยังไม่มีใครบอกเลยว่า ต่างชาติยื่นจดไว้แต่ปีไหน ครบ ๕ ปีหรือยัง?
    ถ้าตั้งแต่ ๒๕๕๓ ตามพูดกัน และไม่ได้มายืนยันในสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ก็ถือว่า "หมดสิทธิ์" คุ้มครองแล้ว
    ก็คงต้องกราบกรานวานท่านนายกฯ นั่นแหละ
    ช่วยเอาบ่าแบกล้อแล้วเฆี่ยนควายให้เดินทีเถอะ!


"คุณหญิงสุดารัตน์" นี่ เหมือนมะพร้าวมะพร้าวอ่อน น้ำจะเต็มแก่เป็นมะพร้าวห้าว ชักไม่เต็ม! เมื่อวาน (๑๗ ธ.ค.๖๑) ไปเปิดสาขาพรรคเพื่อไทยที่ภูเก็ตให้สัมภาษณ์เชิงบริภาษ กกต.เยี่ยงหญิงตลาด

กฤษดา 'เพชฌฆาตความจริง'?
ปริศนา 'คุก' คนชื่อ 'เบญจ'
"พลังประชารัฐ VS เพื่อทักษิณ"
หัสนิยาย 'ประชาธิปไตยโลก'
'ทวิภพ' ลุงกำนัน 'สุเทพ'
ยังไม่ทันจะเลือกก็ว่าโกง?