จาก 'เฌอปราง' ถึง 'NewDem'


เพิ่มเพื่อน    

    เข้าใจยากนักหรือไร
    กับคำว่า "กระชับมิตร"
    ในโลกประชาธิปไตย มีอยู่คำหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะหาความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้เลย  นั่นคือคำว่า... 
    "ร่วมกัน" 
    จะ...เลวชาติ ชั่วช้า สามานย์ แต่หากทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกัน ในสังคมเดียวกัน ก็ต้องนั่งคุยโต๊ะเดียวกัน 
    จะเห็นตรง... 
    เห็นต่าง....
    ไม่สำคัญ 
    แต่การอวดตัว หยิ่งผยองว่าเหนือใคร  
    นั่นคือ "เผด็จการ" 
    การที่พรรคอนาคตใหม่ ถือคติไม่เกลือกกลั้ว กับฝ่ายที่ตัวเองคิดว่า "อยู่ตรงข้าม" 
    จะเพื่อเอาใจมวลชน
    หรือจะเป็นอุดมการณ์พรรค 
    ล้วนแสดงให้เห็นถึง "ความคับแคบ" ที่ไม่ควรมีในสังคมที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย 
    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่การเมืองไทยดูจะสวนทางอย่างสิ้นเชิง   
    การเมืองวันนี้ไม่พูดถึงคนรุ่นใหม่คงไม่ได้ เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่แทบทุกพรรคการเมือง ชูความเป็นคนรุ่นใหม่เป็นจุดขาย 
    และดูเหมือนว่า พรรคอนาคตใหม่ ทำได้ดีกว่าพรรคการเมืองอื่นพอควร 
    เป็นพรรคการเมืองใหม่ บริหารโดยคนรุ่นใหม่ แทบไม่มีคนรุ่นเก่าปน
    แต่....กลับกลายเป็นว่า เป็นพรรคการเมืองแรกที่ติดกับดักการเมืองเก่า 
    วันจันทร์ที่ผ่านมาตัวแทนนักการเมืองวัยรุ่นจาก ๕ พรรคการเมือง 
    ประกอบด้วย
    พริษฐ์ วัชรสินธุ, พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ และ สุรบถ หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ 
    จิตรภณ ทิพย์โภคาสกุล จากพรรคภูมิใจไทย 
    ชัยนันท์ ขันทะชา จากพรรคชาติพัฒนา 
    เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย 
    พรรณิการ์ วานิช  จากพรรคอนาคตใหม่
    นั่งโต๊ะเดียวกันหารือเรื่องร่วมมือกันเพื่อจัดงานกีฬากระชับมิตร!
    แม้กิจกรรมนี้จะเริ่มต้นโดยกลุ่ม New Dem พรรคประชาธิปัตย์ 
    แต่หลังจากหารือ ทั้งหมดเห็นตรงกันว่า...ควรจัดงานในนามของทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม     
    และเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมืองใดๆ 
    ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ พรรณิการ์ วานิช ให้ความเห็นไว้อย่างน่าชื่นชม
    "กิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ทุกพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ในสังคมร่วมกันได้ แม้จะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน"
    ไม่ทันข้ามคืน พรรคอนาคตใหม่ออกแถลงการณ์ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม
    .....เดิมพรรคอนาคตใหม่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยจุดประสงค์ที่ว่า เราต้องการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถร่วมมือกันทำการเมืองที่สร้างสรรค์ได้ 
    แม้จุดยืน อุดมการณ์บางอย่างจะแตกต่างกัน และเรายังหวังจะใช้โอกาสนี้ ผลักดันให้พรรคการเมืองมีจุดยืนร่วมกันบางประการต่อสังคม 
    เช่นการยืนยันให้ไม่เลื่อนการเลือกตั้งจาก ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ 
    หรือการเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง ๕ คนขึ้นไป 
    เพื่อให้การทำกิจกรรมร่วมกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งกีฬา แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองต้องการบรรยากาศที่เปิดทางไปสู่ประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง 
    และตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ก็ได้เสนอเรื่องนี้ต่อวงประชุมที่มี ๕ พรรคการเมืองเข้าร่วมในวันนี้  ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย รวมพลังประชาชาติไทย ชาติพัฒนา และอนาคตใหม่
    อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ทาง New Dem ของพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่าได้เชิญพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งพรรคอนาคตใหม่มีจุดยืนที่ไม่อาจประนีประนอมได้ เรื่องการไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช. 
    จึงไม่อาจร่วมกิจกรรมกับพรรคที่เป็นกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช.โดยตรงได้ 
    นอกจากนี้ ยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากถึงความเหมาะสมในการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ 
    โดยเสียงส่วนใหญ่สะท้อนว่าพรรคไม่ควรร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองที่มีส่วนในการสนับสนุนการเกิดรัฐประหาร และการสังหารผู้ชุมนุมทางการเมือง
    ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงจำต้องขอถอนตัวจากกิจกรรมแข่งกีฬาดังกล่าว 
    และขอเรียกร้องให้แต่ละพรรคแสดงจุดยืนทางการเมืองร่วมกันมากกว่าเรื่องกีฬา แต่เป็นการผลักดันให้ คสช.อย่าเลื่อนการเลือกตั้งออกไป 
    และปลดล็อกคำสั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป 
    พรรคอนาคตใหม่หวังว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะพยายามแสวงหาโอกาสในการสร้างพลังทางการเมืองร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ต่อไป 
    เพื่ออนาคตของประเทศไทยและประชาธิปไตย......
    หากแถลงการณ์ดังกล่าวนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของพรรคอนาคตใหม่ นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจสำหรับอนาคตการเมืองไทย 
    อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ใจแคบ 
    แยกแยะไม่ออกระหว่างการเมืองที่ต้องแข่งขันกัน กับการสร้างความเข้าใจ ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสร้างสรรค์ 
    สาเหตุแห่งความลังเล เดินไม่สุด นี้ อาจเป็นผลสืบเนื่องจากกรณี "น้องเฌอปราง" ที่ "พรรณิการ์  วานิช" ให้ความเห็นในฐานะโฆษกพรรคไปเมื่อช่วงต้นเดือนว่า 
    "กรณีคุณเฌอปราง พรรคย้ำเสมอว่าศิลปินควรมีเสรีภาพในการแสดงจุดยืนทางการเมือง 
    หากเชื่อมั่นในระบอบอำนาจนิยมจริงๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะสนับสนุนรัฐบาลทหาร เป็นสิทธิ์ของศิลปิน 
    แต่หากเชื่อในระบอบประชาธิปไตย เราขอสนับสนุนให้ศิลปินแสดงออกได้ในแบบเดียวกันโดยไม่ควรต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นสังกัดหรือสังคม”
    ผลคือ.......
    เสียงด่าและก้อนอิฐจากสมาชิกพรรคฮาร์ดคอร์ มันถาโถมเข้าใส่พรรคอนาคตใหม่อย่างไม่ลืมหูลืมตา
    นี่อาจส่งผลมาถึงกรณี กีฬากระชับสัมพันธ์ 
    เพราะโลกทัศน์ที่คับแคบ ซึ่งตีกรอบจากบรรดาสมาชิก บีบให้ต้องถอนตัว 
    แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้ง 
    พรรคอนาคตใหม่ยืนกรานว่าต้องเคารพสิทธิ "น้องเฌอปราง" ที่จะสนับสนุนรัฐบาลทหาร
    สิทธิตามความเข้าใจเดียวกันนี้ของพรรคอนาคตใหม่ พวกเขากลับไม่มอบให้ พรรคพลังประชารัฐ  และชี้หน้าด่าว่า เป็นสมุนเผด็จการ
    นำไปสู่การล้มกีฬากระชับสัมพันธ์ 
    พรรคอนาคตใหม่ทำตัวราวเป็น "เทพ" 
    ไม่ลงมาเกลือกกลั้วมนุษย์ เพราะกลัวเลือดความเป็นเทพจะจางลง 
    พรรคที่อ้างตัวมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ใจเต็มไปด้วยความเป็นเผด็จการ ตัดสินผู้อื่นที่คิดไม่เหมือนตัวเองว่า เป็นพวกที่ไร้ค่าในสังคม 
    ก็ลองตั้งคำถามในมุมกลับ ไปยังพรรคอนาคตใหม่บ้าง 
    ถ้ากลุ่ม New Dem ไม่เชิญพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่วันแรกด้วยเหตุผล แกนนำพรรคอนาคตใหม่เกือบทั้งหมด ต้องการให้ยกเลิก ม.๑๑๒ 
    โดยเฉพาะ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ที่เสนอห้ามกษัตริย์ทรงแสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ 
    และต้องสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ  
    หรือกรณี บริษัท ไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี ของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ"  ไล่พนักงานออก ๒๖๐ คน เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ 
    ทำลายหัวหน้า ๒๖๐ ครอบครัว เพียงเพราะพนักงานไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานกลุ่มธุรกิจยานยนต์ 
    ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ชูนโยบายรัฐสวัสดิการ 
    หากมีการยกเหตุผลเหล่านี้แล้วปฏิเสธไม่ร่วมสังฆกรรมเพราะเป็นพรรคตลบตะแลง...จะรู้สึกเช่นไร? 
    การเมืองที่เริ่มต้นด้วยจิตใจที่คับแคบ สร้างศัตรูตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง หากเข้าสภาไปได้จะอยู่ในสภาพไหน 
    ไม่ร่วมห้องประชุมสภาเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ
    ไม่เป็นกรรมาธิการร่วมชุดกับพรรคพลังประชารัฐ
    ไม่ร่วมสังฆกรรมงานรัฐสภาทุกอย่างกับพรรคพลังประชารัฐ
    เอาแบบนั้นด้วยมั้ย 
    เพราะถ้าทำก็เหมือนสืบทอดอำนาจของ คสช.ตามที่ออกแถลงการณ์เอาไว้
    หลายประเทศในโลก ใช้กีฬาเป็นใบเบิกทางให้เกิดความสามัคคี 
    ความขัดแย้งใน โกตดิวัวร์ หรือ ไอวอรีโคสต์ รุนแรงจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง  
    การเมือง ทหาร ประชาชน แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ใช้อาวุธเข่นฆ่ากัน
    ตายเป็นเบือ! 
    คนที่ทำให้สงครามจบ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นนักฟุตบอล 
    "ดิดิเยร์ ดร็อกบา" คนไทยคงรู้จักกันดี  
    ชาวไอวอรีโคสต์ ยกให้เขาเป็นเทพเจ้า แต่ "ดิดิเยร์ ดร็อกบา" ยืนยันตัวเองเป็นเพียงนักฟุตบอลธรรมดาคนหนึ่งที่รักในประเทศตัวเอง
    "เนลสัน แมนเดลา" อดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ เปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างคนผิวสีและคนขาวในประเทศด้วย "รักบี้"
    แล้วพรรคอนาคตใหม่คิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน?
                                    ผักกาดหอม


ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ นะ ใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเนี่ย....มันเรื่องของผู้ใหญ่เฮงซวยปั่นหัวเด็กต่างหาก มีคนบอกว่าอย่าไปห้ามเลย เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'