อึ้ง!บัตรสวัสดิการ ดันพ้นยากจน50% 'ปชป.'ย้ำล้มเหลว


เพิ่มเพื่อน    

    "คลัง" โชว์ผลงาน เข็นคนจนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฝึกพัฒนาอาชีพเฟส 2 แล้ว 1.8 ล้านราย ดันรายได้พ้นเส้นความยากจน 50% ฟุ้งมี 3% รายได้เกิน 1 แสนบาทต่อปี ยันแม้รายได้เพิ่มก็ไม่ถูกตัดสิทธิ์สวัสดิการรัฐ "โฆษก ปชป." ฉะ "บิ๊กตู่" 4 ปีบริหารงานล้มเหลว 3 ด้าน ชี้ไม่มีจุดยืนปราบทุจริต ไร้ธรรมาภิบาล แถมทำเศรษฐกิจทรุดหนี้ครัวเรือนพุ่ง
    เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.61 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.การคลัง)  ประชุมร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือสรุปผลการดำเนินมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนระยะสอง ซึ่งเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ามาอบรมสร้างอาชีพ เพื่อให้มีงานมีรายได้เพิ่มหลุดพ้นจากความยากจน
    มีรายงานว่า ในที่ประชุมระบุมีผู้แจ้งความประสงค์เข้าโครงการฝึกอาชีพกับธนาคารออมสินและ  ธ.ก.ส.ประมาณ 4 ล้านคน และในจำนวนนี้เข้ารับการฝึกอาชีพเสร็จแล้ว 1.7-1.8 ล้านคน ซึ่งผลลัพธ์พบว่าผู้เข้าฝึกอบรมประสบความสำเร็จดี มีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นจนพ้นเส้นความยากจน 3 หมื่นบาทต่อปี สัดส่วนเกินกว่า 50% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ อีกทั้งยังพบว่ามีมากถึง 3% ที่มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจนเกิน 1 แสนบาทต่อปีด้วย
    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยืนยันผู้ที่เข้ารับการฝึกอาชีพจะไม่โดนตัดสิทธิ์ออกจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะยังได้รับสวัสดิการเหมือนเดิมแม้มีรายได้สูงเกินเกณฑ์กำหนด เพราะถือว่าเป็นกลุ่มคนที่รัฐยังต้องดูแลให้มีรายได้อย่างมั่นคง เพื่อหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าเมื่อฝึกอาชีพแล้วจะถูกลดความช่วยเหลือ แต่ในทางกลับกัน รมว.การคลังยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งตรวจสอบรายชื่อผู้รับบัตรที่มีการโกงข้อมูล เช่นไม่ได้ยากจนจริง หรือมีสินทรัพย์เกินกำหนดแล้วแจ้งเข้ามารับสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องถูกตัดสิทธิ์อย่างเด็ดขาด
    "รมว.การคลังได้กล่าวว่าการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล ได้มีการใช้มาตรการให้เงินสนับสนุนและพัฒนาอาชีพควบคู่กันไป ไม่ได้มีแต่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่การพัฒนาอาชีพอาจจำเป็นต้องใช้เวลา จึงเห็นผลสำเร็จช้ากว่า" แหล่งข่าวระบุ
    ส่วนที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะปรับเกณฑ์การลงทะเบียนผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีหน้านั้น เป็นเพียงแนวคิดที่นายอภิศักดิ์มอบให้ สศค.ไปเตรียมทำหลักเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า โดยอาจนำรายได้ภาคครัวเรือนมาเป็นตัวชี้วัดแทนรายได้ของบุคคล เพื่อป้องกันคนจนไม่จริงเข้ามาลงชื่อใช้บัตร แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการใหม่จะมีหรือไม่ หรือกำหนดคุณสมบัติอย่างไร ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจ
    ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้มีการพัฒนาอาชีพผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จนมีรายได้พ้นเส้นความยากจนสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีการพัฒนาทั้งอาชีพเดิม อาชีพเสริม และการปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่ รวมทั้ง ธ.ก.ส.ยังได้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านการเกษตรและองค์กรของเกษตรกร เช่น สหกรณ์การเกษตร, วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นหัวขบวนในการรับซื้อผลผลิต การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างอาชีพและรายได้ให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทุกจังหวัดอีกด้วย โดยปัจจุบันมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 359 แห่ง และเอสเอ็มอีเข้าร่วมพัฒนารายได้แล้วจำนวนมาก
    นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในส่วนออมสินได้มีการดำเนินมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยอย่างครบวงจร ทั้งการฝึกอบรมสร้างอาชีพ รวมถึงสนับสนุนการเงินในการสร้างธุรกิจตัวเอง โดยพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้นเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
    ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายธนา ชีรวินิจ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงการบริหารประเทศ 4  ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่าขอสะท้อนปัญหาการบริหารประเทศตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาที่รัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ 3 เรื่อง คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน, ปัญหาการไร้ธรรมาภิบาล และปัญหาเศรษฐกิจ 
    นายธนากล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันรัฐบาลอ้างมาตลอดว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมาก จนนำไปสู่การยึดอำนาจ และการร่างรัฐธรรมนูญก็มีการพูดจากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการยึดมั่นปราบปรามการทุจริต ที่เห็นได้ชัดคือกรณีที่สื่อมวลชนและภาคประชาชนกดดันให้มีการตรวจสอบการถือครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับตอบคำถามสื่อมวลชนที่พยายามซักถามขอให้ลดราวาศอก นอกจากนั้นยังมีการลดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงบัญชีทรัพย์สินของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ซึ่งถือเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งของประชาชน 
    "ในการที่คนจะเข้ามาสู่อำนาจหรือตำแหน่งที่มีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับใช้อำนาจตามมาตรา 44 เลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย แสดงให้เห็นว่าจุดยืนในการตรวจสอบการทุจริตไม่ได้เป็นจุดยืนที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ สอดรับกับข้อมูลที่ระบุว่าตัวเลขการทุจริตสูงกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา" นายธนากล่าว
    โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ในเรื่องของธรรมาภิบาลที่รัฐบาลนี้ตำหนิรัฐบาลในอดีตที่ผ่านๆ  มา แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเชื่อมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง แม้กระทั่งรัฐมนตรี 4 คนที่ไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หลังจากการเลือกตั้ง ก็อาศัยช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งทำงานการเมืองเอาเปรียบพรรคอื่น ส่วนการออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่ได้ทำอย่างยั่งยืน แต่เป็นการทำเพื่อหวังผลคะแนนเสียงเท่านั้น ขาดซึ่งธรรมาภิบาลและมารยาททางการเมือง
    นายธนากล่าวว่า ปัญหาที่หนักที่สุดและทุกภาคส่วนยอมรับว่าเป็นปัญหานั่นก็คือปัญหาเศรษฐกิจ  เพราะตั้งแต่บริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำทุกตัว โดยไม่มีมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทำได้เพียงแค่ประคับประคองให้ผ่านพ้นไปในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น และที่ผ่านมาพิสูจน์ชัดว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนก่อนที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะเข้ามานั้นอยู่ที่ 10.2 ล้านล้านบาท แต่ 4 ปีครึ่งที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 12.34 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านล้านบาท เป็นการยืนยันให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงต่อการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน
    "จากตัวเลขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แจ้งว่า ตัวเลขคนจนขณะนี้มี 11 ล้านคนเศษ  แต่ตัวเลขที่สามารถยืนยันได้เวลานี้พุ่งสูงถึง 14 ล้านคน เพราะฉะนั้นสอดรับกับสิ่งที่รัฐบาลระบุว่า จำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือสวัสดิการของคนจน เนื่องจากว่าคนจนจะตายอยู่แล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่ารัฐบาลนี้ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม" นายธนากล่าว
    โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารราชการแผ่นดิน สามารถสั่งโยกย้ายข้าราชการหรือดำเนินการในเรื่องใดก็ตามที่มีคนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลตามมาตรา 44 เพราะฉะนั้นวันนี้ประชาชนจึงเรียนถามไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่า การที่ตัดสินใจลงมาเล่นการเมือง พล.อ.ประยุทธ์จะสร้างความมั่นคงให้ประเทศนี้ได้อย่างไร ในขณะที่ 4 ปีที่มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เลย แต่วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์มาเสนอตัวเป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง ประชาชนจะอยู่อย่างไร ซึ่งถือเป็นคำถามของประชาชนในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศเป็นนักการเมืองเต็มตัว.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.