'ด่าใครที่ไม่เคยพ้นตัวเอง'


   

    "คุณหญิงสุดารัตน์" นี่ เหมือนมะพร้าว
    มะพร้าวอ่อน น้ำจะเต็ม
    แก่เป็นมะพร้าวห้าว ชักไม่เต็ม! 
    เมื่อวาน (๑๗ ธ.ค.๖๑) ไปเปิดสาขาพรรคเพื่อไทยที่ภูเก็ตให้สัมภาษณ์เชิงบริภาษ กกต.เยี่ยงหญิงตลาด
    อ่านร้อยรอบ ยังไม่รู้ว่า กกต.ทำผิดอะไร ตรงไหน ถึงจิกหัวด่าเขาสาดเสีย-เทเสียแบบนั้น?
    ลองอ่านกันดู......
    "เพื่อพิสูจน์ว่า กกต.ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติผู้มีอำนาจที่จะกลับหวนคืนอำนาจ เพราะหากเป็นการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมคงไม่มีใครว่า ไม่ใช่หลักเกณฑ์บูดๆ เบี้ยวๆ อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน 
    รวมทั้งการไม่ใช้อำนาจในการแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือการใช้อำนาจให้คุณให้โทษกับราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 
    หากต้องการจะหวนคืนสู่อำนาจและคืนสู่ประชาธิปไตยตามหลักการ ต้องไม่เอาเปรียบกัน จะทำอย่างไรให้เกิดการเลือกตั้งที่ไม่ใช้อำนาจรัฐและการเลือกตั้งที่ไม่ใช้เงิน 
    ส่วนตัวเกรงว่า เลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่ใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินมากที่สุด ซึ่งเหล่านี้ กกต.ต้องทำให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย"
    อะไรของนาง...หือ?
    พอๆ กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง คนที่ไม่ต้องใช้เครื่องชั่งเพราะ "ให้น้ำหนักตัวเอง" ตลอด
    เมื่อวาน ในบทประธานยุทธศาสตร์พรรคสาขาทักษิณทวีตข้อความ 
    “ทำไมหลายๆ ประเทศเขาเลือกตั้งกันไปโดยไม่มีใครเข้าไปสังเกตการณ์ ก็เพราะการเลือกตั้งของเขาโปร่งใส สุจริต ไม่มีข้อสงสัย 
    ประเทศเหล่านั้น เขาเป็นประชาธิปไตยเต็มขั้น แต่ของเราเป็นประเทศที่ปกครองโดยรัฐบาลทหารเพียง 2 ประเทศในโลก 
    การเลือกตั้งก็ส่อเค้าว่า จะไม่เสรี เป็นธรรม จึงต่างกันมาก” 
    ดูๆ ก็น่าสงสาร กองทัพที่ใกล้แตก การยกก้นไพร่ราบพลเลวขึ้นถือธงนำ
    ก็ได้แค่นี้แหละ!
    อยากบอกว่า การกล่าวหาใครเขานั้น ควรดูเงาตัวเองก่อน
    อย่างเรื่อง กกต.ไปหาหนังสือ "รู้ทันทักษิณ ๔" ที่ นายเสนาะ เทียนทอง เขียน "จะเอาทักษิณหรือประเทศไทย" มาอ่านดูก่อน
    เสนาะ เขียนถึง กกต.กับทักษิณ ว่า
     ".......แม้แต่โครงการ เอสเอ็มแอล ผมก็เตือนว่า เข้าข่ายซื้อเสียง เพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง
    ทักษิณตอบว่า โธ่...อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็ของเรา
    ล่าสุด ก่อนเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีการกระทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัยโดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่ กกต.กลับเฉย"  
    ตอนเลือกตั้ง ๒ เมษา ๔๙ ทั้งสุดารัตน์-จาตุรนต์ ก็อยู่ในเหตุการณ์ "กกต.ก็ของเรา" ด้วย
    การเลือกตั้งเป็นไปตามเสนาะบอก คือมันผิดกฎหมาย แต่ "กกต.กลับเฉย"
    อย่างนี้ตะหาก ที่พวกคุณสามารถ "จิกกระบาลด่า" กกต.ได้ 
    แต่ขณะนี้ ยังไม่มีเลือกตั้งให้ กกต.ทำหน้าที่ เพิ่งนัดคุยกันเรื่องกฎกติกาพรุ่งนี้ (๑๙ ธ.ค.) ด้วยซ้ำ
    แล้วพวกคุณ สร้างวาทกรรมทรามละเลง กกต.ไปแบบนั้น คนอย่างนี้น่ะหรือ จะมาเป็นผู้บริหารประเทศ?
    กรณี "กกต.ก็ของเรา" นั้น..........
    สุดารัตน์-จาตุรนต์ ต้องจำได้ว่าใครบ้าง "ชุด ๓ หนา ๕ ห่วง"
    ช่วงปี ๔๘-๔๙ 
    ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษี คนออกมาโวย 
    ทักษิณต้องยุบสภา "หนีอภิปราย" ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ๒ เมษา ๔๙
    การเลือกตั้งนั้น กกต.ถูกฟ้อง ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ ลงท้ายด้วย กกต.ต้องเข้าคุก
    เพื่อ "เตือนสำนึก" จะนำเนื้อหาคำตัดสินศาลฎีกามาให้ทบทวน
    ๓ มิ.ย.๕๙ ศาลอ่านคำตัดสินศาลฎีกา...........
    คดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาฯ พรรค ปชป.เป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ  อดีตประธาน กกต. 
    นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีต กกต.(เสียชีวิต) เป็นจำเลยที่ ๑-๓ 
    ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗ และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒๔, ๔๒ 
    กรณีไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งวันที่ ๒ เม.ย.๔๙
    โดยพลัน ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและการวินิจฉัย พ.ศ.๒๕๔๒  มาตรา ๓๗, ๔๘ 
    จำเลยให้การปฏิเสธ
     คดีนี้ ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อ ๑๕ ก.ย.๔๙ ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา, นายปริญญา และนายวีระชัย จำเลยที่ ๑-๓ คนละ ๓ ปี 
    ขณะที่ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจำคุกจำเลยคนละ ๒ ปี พร้อมเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง คนละ ๑๐ ปี 
    ต่อมา ๑๔ พ.ค.๕๑ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยระหว่างฎีกาคดี นายวีระชัย  จำเลยที่ ๓ ได้เสียชีวิตลง
      ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า 
    การที่จำเลยที่ ๑-๒ สั่งประชุม กกต.เพื่อพิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงจากการร้องเรียนเลือกตั้งไม่สุจริต ที่ให้สอบสวนเพิ่มเติมในส่วนของพรรคไทยรักไทย ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และเพื่อเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทยหรือไม่ 
    เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๑๓๖-๑๔๘ กำหนดให้มี กกต.ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อิสระในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต 
    รวมทั้งมีอำนาจสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่สุจริต โดยมาตรา ๑๔๗ บัญญัติ
    หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่ไม่สุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ให้อำนาจ กกต.ตั้งอนุกรรมการสอบสวนและสั่งการโดยพลัน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนฯ แล้ว ได้มีการรายงานผลว่า 
    เชื่อว่ามีการกระทำผิดของผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย 
    ซึ่งต่อมาจำเลยได้มีมติให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ กกต. ที่ได้แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคที่ขาดคุณสมบัติเรื่องการสังกัดพรรค ๙๐ วัน ให้มีคุณสมบัติครบ เพื่อลงเลือกตั้งในเขตที่พรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียว 
    เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ให้ได้คะแนนเสียงร้อยละ ๒๐ ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง รวมทั้งให้ดำเนินการกล่าวโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้องและ ผอ.พรรคเล็ก และแจ้งให้อัยการสูงสุดยุบพรรคเล็ก
     และตามรายงานของอนุกรรมการไต่สวนฯ ยังมีพยานที่เชื่อได้ว่า มีการรับเงินค่าตอบแทนจาก พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย 
    แต่จำเลยกลับสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทย เนื่องจากเห็นว่ามีการพาดพิงผู้บริหารพรรคไทยรักไทยหลายคน โดยนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ ซึ่งเคยเป็นผู้พิพากษาได้มีหนังสือแจ้งมาที่จำเลยที่ ๑ ว่าไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก 
    แต่จำเลยไม่ได้ตระหนัก อีกทั้งยังออกหนังสือเชิญให้ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เดินทางมาให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดใหม่ 
    กระทั่งเมื่ออนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดใหม่ได้สรุปสำนวนส่งให้จำเลยแล้ว จึงได้ประชุมและมีมติให้ส่งสำนวนพรรคไทยรักไทยให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ตามความเห็นของนายนาม ประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดก่อน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า พวกจำเลยเชื่อตามสำนวนสอบสวนของนายนาม
      โดยข้อเท็จจริง ก็ยังปรากฏแต่แรกว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้รับตำแหน่งสำคัญ เป็นถึงรัฐมนตรี เมื่อมีการดำเนินการใดย่อมส่งผลประโยชน์ต่อพรรค 
    แต่จำเลยไม่สั่งการให้ดำเนินการกับพรรคไทยรักไทย แต่ก่อนหน้า กลับสั่งให้วินิจฉัยสอบสวนพรรคไทยรักไทยเพิ่มเติม 
    กระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งวันที่ ๒ เม.ย.๔๙ แล้ว จำเลยได้ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเร่งรีบ ที่จะมีผลให้ทางพรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล 
    ขณะที่จำเลยสั่งดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ กกต.และพรรคเล็กทันที จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ 
    จึงเชื่อว่า จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้ว ว่าการดำเนินคดีย่อมส่งผลต่อพรรคไทยรักไทยอย่างรุนแรง 
    จำเลยที่ ๑ เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง ย่อมแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้พิจารณาส่งสำนวนให้ศาลยุบพรรคไทยรักไทยได้ 
    การประชุมของจำเลยและลงมติให้สอบสวนเพิ่มเติมจนเวลาล่วงเลยถึงการเลือกตั้ง จึงเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต 
    ซึ่งเป็นความผิดว่าด้วย พ.ร.บ.กกต. พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ และ ๔๒ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา จึงไม่เกินคำขอ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
    ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลรอการลงโทษ เนื่องจากจำเลยอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจำเลยเคยรับราชการ ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาตินั้น    
    เห็นว่า การที่จำเลยรับตำแหน่งสำคัญและทำคุณงามความดีจนได้รับเลือกเป็น กกต.จำเลยต้องทราบดีว่า การเป็น กกต.จัดการเลือกตั้งต้องดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง 
    ดังนั้น จำเลยต้องดำรงความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นคุณต่อประเทศมากที่สุด แต่จำเลยกลับกระทำตรงข้าม แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมละทิ้งคุณงามความดีที่ได้กระทำมาทั้งหมด จำเลยจึงไม่ควรยกมาอ้าง 
    แม้จำเลยจะมีอายุมากและสุขภาพไม่ดี ก็ไม่เพียงพอจะให้รอการลงโทษ 
    ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ ๒ ปี พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ ๑๐ ปี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน.
    หวังว่า "สุดารัตน์-จาตุรนต์" คงเกิดดวงตาเห็นกรรมนะ.


เรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับนักการเมืองจนๆแต่สัมพันธ์โดยตรงกับอภิมหาเศรษฐีที่ก้าวเข้าสู่วงการเมืองเดิมที "ทักษิณ ชินวัตร" ได้สร้างปรากฏการณ์ซุกหุ้น ผ่องถ่ายทรัพย์สินไปยังคนขับรถ และสาวใช้ เพื่อหลบหลีกกฎหมายนำมาซึ่งวาทะอมตะ "บกพร่องโดยสุจริต"

กับ 'ประชาชนฐาน' ที่หายไป
ปรากฏการณ์ของ 'หม่อมเต่า'
แค่ 'ล่วงหน้า' ก็รู้ว่า 'ใครร่วง'
รางๆ รัฐบาล '๗ วันก่อนเลือก'
เมื่อ "ปชป.-พปชร." แหติดตอ
๒๕๐ สว. 'รากเหง้าอภิวัฒน์'