หรือจะหนีเป็นคนที่ ๓ จริงๆ


   

    ใครๆ ก็ถามหา "เจ๊แดง" 
    ....ว่าหายไปไหน!
    ขนาดนายกฯ ลุงตู่ยังยอมรับว่ารัฐบาลเองก็ตรวจสอบอยู่เหมือนกัน
    แต่...ก็ยังไม่พบตัว 
    ลุงตู่ คิดเพียงว่ายังคงหลบอยู่ในประเทศไทย แต่ก็ถามว่าทำไมต้องหลบ....
    "เมื่อยังไม่มีการดำเนินการอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปกลัว ถ้าคิดว่าตัวเองทำถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ก็สู้คดีไป ทุกอย่างก็จบ ต้องมีความมั่นใจในตรงนี้"
    ก็นั่นน่ะซิ!
    "เจ๊แดง" หลบหน้าผู้คนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
    แต่คาดคะเนกันว่า น่าจะเป็นวันหลังจากที่ "เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์" ลูกชายบุญทรง เตริยาภิรมย์  ออกจากเพื่อไทย ไปเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ
    ก็ประมาณช่วงปลายๆ เดือนพฤศจิกายน 
    “พอมาถึงเวลาที่ท่านเจ็บป่วยและได้รับการรักษา ก็ดันไปเอาข่าวท่านไปเชื่อมโยงกับคดีต่างๆ นานา ซึ่งส่งผลกระทบต่อท่านที่ต้องรับการรักษาตัว ถึงขั้นมีการพูดว่ามีการดีลวงในหรือเปล่า ทำให้คนอื่นที่ได้รับข่าวไม่อยากมาช่วย และเป็นการมองว่าป่วยจริงหรือไม่ เพราะเอาไปผูกกับเรื่องการเมืองไปหมด” 
    จะดีลการเมืองจริงหรือไม่จริงไม่สำคัญสำหรับเจ๊แดง เพราะแค่ลูกชายบุญทรงพูดแบบนี้ มันมีความหมายชัดเจนว่า "บุญทรง" ไม่ได้เป็นลูกน้อง "เจ๊แดง" อีกต่อไป
    ตีความเลยไปกว่านั้น กิจกรรมอะไรที่ทำร่วมกันมา และที่เคยบอกว่า "กูพูดไม่ได้" อาจถึงเวลา...
    "กูพูดไปแล้ว"
    แล้วจะให้รออะไรกันล่ะครับทั่น!
    มีความประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือวันนี้มีคนถามหา "เจ๊แดง" แต่ "เจ๊แเดง" ไม่แสดงตัว ปล่อยให้วิจารณ์กันไปว่า....
    หนี "คดีเจ๊ทูเจี๊ยะ" ไปต่างประเทศแล้วใช่หรือเปล่า 
    ผิดวิสัยของผู้บริสุทธิ์ 
    ซ้ำร้ายยังไปตอกย้ำเรื่อง ๓ พี่น้อง อ้างที่ว่าตัวเองบริสุทธิ์....แล้วทำไมต้องหนี 
    ในเมื่อมันยังไม่มีการชี้มูลจาก ป.ป.ช. 
    แค่ ป.ป.ช.บอกว่า ได้แจ้งผู้ถูกไต่สวนแล้วตามกระบวนการ ซึ่งผู้ถูกไต่สวนมีสิทธิ์คัดค้านได้ ขณะเดียวกันก็ได้สั่งไต่สวนผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย รวมถึงการสอบถามผู้ที่ถูกดำเนินคดีเพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่
    เท่านั้น!
    แต่ถ้าเป็นการหนี ก็คงได้รับบทเรียนจาก พี่ชายน้องสาว 
    คือ...เผ่นก่อนดีกว่า ไม่ต้องรอให้จวนตัวแล้วต้องลุยเส้นทางธรรมชาติ 
    บางคนอาจลืมคดี เจ๊ทูเจี๊ยะไปแล้ว ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับอะไรอย่างไร
    และทำไมศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถึงจำคุก บุญทรง เตริยาภิรมย์  อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะ ปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว ๔๒ ปี
    ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะ ปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว ๓๖ ปี
    และ อภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร ๔๘ ปี
    ถ้าจะขุดให้ชัดก็ต้องไปอ่านคำอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เรื่องโครงการรับจำนำข้าว ของ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕   
    "...จากการตรวจสอบ พบพิรุธในการขายข้าวจำนวน ๗.๓๒ ล้านตัน" 
    พบว่า มีการตั้ง ๒ บริษัท คือ บริษัทจากจีน ๑ แห่ง และบริษัทคนไทย ๑ แห่ง 
    โดยบริษัทจากจีนชื่อ "GSSG IMP AND EXPORT CORP" อยู่ที่เมืองกวางเจา บริษัทนี้ทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ ๕ ล้านตัน ผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ นายรัฐนิธ โสติกุล แต่มอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน
    จากการตรวจสอบยังพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า "ปาล์ม" อายุ ๓๒ ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ ๖ 
    รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วย ส.ส.ในลำดับที่ ๓ ของนางรพิพรรณ  พงศ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง) 
    เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียง ๖๔.๖๓ บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย
    ส่วนข้อมูล นายนิมล รักดี จากการลงพื้นที่สอบถามโรงสีในพื้นที่ภาคกลาง ได้รับการเปิดเผยว่า  นายนิมล มีชื่อในวงการว่าเสี่ยโจว 
    เป็นมือขวา "เสี่ยเปี๋ยง" เจ้าของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร
    เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น ได้ตรวจสอบข้อมูลนายนิมล พบว่า นายนิมลเคยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยนายทักษิณ 
    การอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง  เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้โรงสี 
    อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ ๓,๐๐๐ บาท บางล็อตสูงถึง ๕,๐๐๐ บาท 
    อยากถามว่า เหตุใดรัฐบาลปล่อยให้บุคคลที่เคยมีความผิดเรื่องการทุจริต สมัยรัฐบาลทักษิณ กลับมาซื้อข้าวในรัฐบาลชุดนี้อีก
    ในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มีคนส่งข้อมูลเป็นบัญชีข้าวของรัฐบาลมาให้ดู เป็นบัญชีออมทรัพย์ของกรมการค้าต่างประเทศ เลข ๓๘๕๐๐๙๕๐๔-๕ ซึ่งข้อมูลช่วงวันที่ ๒๘  กันยายน - ๑๕  ตุลาคม ที่รัฐบาลคุยโวว่า จะมีการขายข้าวแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ 
    พบว่ามีการถอนเงินจากธนาคารใหญ่ในหลายลักษณะ ทั้ง แคชเชียร์เช็ค การถอนเงิน หรือการโอนเงินจากธนาคารใหญ่ ในการจับโกหก
    หากเป็นการค้าแบบจีทูจี จะต้องมีการเปิดแอล/ซี  
    แต่ครั้งนี้กลับไม่พบว่ามีการเปิดแอล/ซี 
    แสดงว่าไม่มีการค้าข้าวให้ต่างประเทศจริง 
    แต่กลับมีเงินหมุนเวียนจากธนาคารใหญ่ เช่น มีการโอนเงิน รวม ๗๒ รายการ จากธนาคารใหญ่ ๔  แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกร และธนาคารไทยพาณิชย์ รวมเป็นมูลค่า ๔,๙๖๐ ล้านบาท  
    และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกรมการค้าต่างประเทศ ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๔,๒๐๐ ล้านบาท 
    เมื่อไม่มีการค้าข้าวแบบจีทูจีจริง แต่รัฐบาลกลับเปิดโอกาสให้บริษัทสยามอินดิก้า เอาข้าวของรัฐบาลไปเร่ขายให้โรงสี ในลักษณะของไปเงินมา 
    มีการพบแคชเชียร์เช็ค ออกในนามของ นายสมคิด เรือนสุภา ที่ซื้อแคชเชียร์เช็ค จำนวนกว่า ๕๐๐  ล้านบาท
    แต่เมื่อตรวจสอบที่อยู่ของนายสมคิด ตามที่แจ้งที่อยู่เลขที่ ๑๙๑ ซอยดำเนินกลาง เขตพระนคร พบว่า ไม่มีสภาพเป็นบ้านของพ่อค้าข้าวรายใหญ่ 
    และจากการสอบถามประชาชนบ้านใกล้เคียงทราบว่า นายสมคิด ได้ย้ายไปอยู่บ้านของภรรยา ที่เขตบางแค
    ตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงบ้านไม้ ๒ ชั้น ตั้งอยู่ริมคลอง เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า นายสมคิด เป็นคนของบริษัทสยามอินดิก้า
    เพราะนายสมคิด ได้รับมอบอำนาจจากเสี่ยเปี๋ยง ไปจดทะเบียนตั้งบริษัทสยามอินดิก้า เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗
    เมื่อตามข้อมูลไปต่อ พบข้อมูลบัญชีธนาคารกสิกรไทย เลขที่ ๐๐๑-๐-๐๓๗๙๖-๙ โดยบัญชีดังกล่าวมีผู้มีอำนาจลงนาม จำนวน ๕ คน อาทิ นิมล เรืองวัน กฤษณา 
    นอกจากนั้นยังมีชื่อของนางเรืองวัน เปิดบัญชีไว้กว่า ๑๐๐ บัญชี
    และมีการตั้งกองทุนชื่อว่า KTAM เพื่อไว้ซุกเงิน ลักษณะที่ตรวจพบว่า เมื่อมีการโอนเงินมาช่วงเช้า แล้วช่วงบ่ายก็มีการถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมดในรูปแบบของเงินสด 
    ตามที่ผมได้ข้อมูล คือ บัญชีนิมล พบว่ามีการโอนจากธนาคารกสิกร ไปธนาคารกรุงไทย หลายรายการ ได้แก่ เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน จำนวน ๒๖๐ ล้านบาท วันที่ ๒๘ กันยายน จำนวน ๙๙ ล้านบาท วันที่ ๓ ตุลาคม จำนวน ๔๘๕ ล้านบาท วันที่ ๕ ตุลาคม โอน ๓๐๖ ล้านบาท และวันที่ ๙ ตุลาคม  โอน ๔๐๕ ล้านบาท โดยการโอนเงินลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายการฟอกเงินและมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน
    ประเด็นที่รัฐบาล ยอมนำหัวของบริษัทจีนมาทำสัญญาแบบจีทูจี เป็นเพราะว่าต้องการเลี่ยงการประมูลซึ่งมีราคาสูง 
    จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อทำเช่นนี้ จะค้าข้าวกระสอบละ ๓๐๐ บาท ทั้งที่ราคาข้าวในตลาดจะอยู่ที่กระสอบละ ๑,๕๐๐-๑,๕๕๕ บาท 
    ดังนั้นเมื่อค้าข้าวกระสอบละ ๓๐๐ บาท จำนวนที่รัฐบาลว่าจะขายทั้งหมด ๗.๓๒ ล้านตัน จะมีค่าส่วนต่างถึง ๒ หมื่นล้านบาท
    สำหรับข้าวที่มีการซื้อขายพบว่าถูกนำไปไว้ที่โกดัง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นโกดังเก็บข้าวของบริษัทสยามเพรซิเดนท์ โดยใช้วิธีการเทข้าวเก็บไว้ในโกดัง แทนเก็บไว้ในกระสอบ 
    โดยทราบว่าเมื่อช่วง ๕ พ.ค. - ๑๖ ก.ค. มีการนำข้าวไปไว้ถึง ๔.๑ แสนกระสอบ 
    ทั้งนี้ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น นายกฯ ทราบข้อมูลและมีการสมรู้ร่วมคิดกับรัฐมนตรีในการกระทำทุจริต ตามที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล
    ผมทราบข่าวว่าเสี่ยเปี๋ยง เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในวงการค้าข้าวและรัฐบาล โดยเมื่อต่างชาติจะซื้อข้าวไทย มีผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าให้ไปเจรจากับเสี่ยเปี๋ยง 
    "ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ชัดเจนว่าเสี่ยเปี๋ยง มีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล และเปิดทางให้เสี่ยเปี๋ยงทำมาหากินแบบนี้..."
    ในวันนั้น "บุญทรง" ชี้แจงกระท่อนกระแท่นว่า...
    "...การระบายข้าว โดยดำเนินการรูปแบบจีทูจีขายโดยการประมูล และมีการขายให้กับหน่วยงานของรัฐหรือผ่านสินค้าเกษตรล่วงหน้า สิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายมากที่สุดคือเรื่องจีทูจี เรื่องนี้ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง การอภิปรายเป็นการใช้จินตนาการ เพราะวิธีการระบายข้าวในกระทรวงพาณิชย์ต้องคำนึงถึงตลาดภายในและตลาดโลก เพราะไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ ต้องเป็นความลับทางการค้า หากเปิดเผยข้อมูลให้คู่ค้ารู้อาจทำให้เกิดการเสียเปรียบได้ ยืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดแปลกจากที่ผ่านมา...."
    สุดท้าย "บุญทรง" ถูกจำคุก ๔๒ ปี 
    "บุญทรง" เคยเป็นเลขานุการส่วนตัวของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" สามี "เจ๊แดง" 
    ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพราะบารมี "เจ๊แดง" 
    ส่วนเจ๊แดงเกี่ยวอะไรกับคดีเจ๊ทูเจี๊ยะ แล้วทำไมต้องหลบหน้าไม่ยอมเจอผู้คน 
    คนที่รู้ดีที่สุดคือ "บุญทรง". 
                        ผักกาดหอม


เรื่อง "พานไหว้ครู" นี่.........ใครก็อย่าไปโทษ "นายธนาธร" เลย! ดูตามรูปการณ์แล้ว คนพรรคอนาคตใหม่หรือตัวนายธนาธร ไม่ได้เป็น "ต้นคิด" หรือ "ต้นเรื่อง" แน่

ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน
'แก้รัฐธรรมนูญ' แก้เพื่ออะไร?