ศาลเปิดยอดใช้กำไลEMแล้ว6พันกว่าเครื่อง


เพิ่มเพื่อน    

4 ม.ค.62-  นายปุณณพัฒน์ มหาลี้ตระกูล ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการส่งเสริมการนำอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์สำหรับการตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของบุคคลในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือกำไลอีเอ็ม จำนวน 164 ศาล กล่าวว่า จากเทศกาลปีใหม่ มีการนำระบบกำไลข้อเท้าอีเอ็มมาใช้ในการปล่อยตัวชั่วคราวสำหรับจำเลยหรือผู้ต้องหาชั้นฝากขังตามคำสั่งศาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีเงินมาวางศาลและสมัครใจใส่กำไลข้อเท้า 

โดยวางเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกเขต ที่อาจจะไปก่อภยันตรายหรือก่ออาชญากรรม ตามแต่พฤติการณ์แห่งคดีของแต่ละคน เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2561 จนมาถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งศูนย์อีเอ็มได้รับข้อมูลจากศาล 164 แห่งทั่วประเทศ ที่ใช้กำไลข้อเท้าอีเอ็ม รวมทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา ฯ ศาลอาญาคดีทุจริตกลาง ซึ่งปิดการรายงานเมื่อเย็นวันที่ 4 ม.ค.พบว่า ใช้ไป 6,321 เครื่อง 

ประธานคณะทำงานโครงการฯ กล่าวต่อว่า ศาลที่ใช้มากที่สุดคือศาลอาญา 717 เครื่อง รองมาคือศาลแขวงพระนครเหนือ 300 เครื่อง ในภูมิภาค ศาลที่ใช้มากสุดมีดังนี้ ศาลภาค 1 คือศาลจังหวัดมีนบุรี 326 เครื่อง ศาลภาค 2 คือศาลจังหวัดกบินทร์บุรี 50 เครื่อง ศาลภาค 3 คือศาลจังหวัดนครราชสีมา 183 เครื่อง ศาลภาค 4 คือศาลจังหวัดขอนแก่น 133 เครื่อง ศาลภาค 5 คือศาลจังหวัดเชียงใหม่ 92 เครื่อง ศาลภาค 6 คือจังหวัดอุทัยธานี  132 เครื่อง ศาลภาค 7 คือ ศาลจังหวัดนครปฐม 101 เครื่อง ศาลภาค 8 คือศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช 79 เครื่อง และศาลภาค 9 คือศาลจังหวัดนาทวี 138 เครื่อง

นายปุณณพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นับแต่นำระบบกำไลอีเอ็มมาใช้ ทำให้มีความผ่อนคลายเรื่องประชาชนที่มีภาระคดีอาญาต้องไปหาหลักทรัพย์มาวางศาลเพื่อแลกอิสรภาพ ซึ่งศาลยุติธรรมตระหนักถึงความเดือดร้อนนี้ จึงให้ผู้พิพากษาใช้ดุลยพินิจสั่งใส่กำไลข้อเท้าอีเอ็มตามพฤติการณ์แห่งคดีความหนักเบาแห่งข้อหา โอกาสจะไปยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานหรือก่อเหตุภยันตรายอื่นหรือไม่ โดยให้ใส่กำไลอีเอ็มดีกว่าสั่งขังเข้าเรือนจำหรือต้องลำบากหาเงินมาวางศาล ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีของผู้ต้องหาหรือจำเลย ส่งผลให้กลับตัวเป็นคนดีของสังคม ทั้งอุปกรณ์ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการสวม และไม่มีลักษณะเป็นการประจาน 

"ส่วนที่มีข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ ไปเรียกร้องเงินจากผู้สวมว่า หากจะใส่เพื่อแลกอิสรภาพต้องจ่ายเงินมาก่อนนั้น ทางศาลไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินเด็ดขาด ขณะนี้ยังไม่มีรายงาน ถ้าพบอาจจะถูกดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล ส่วนผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่ภาคใต้ อาจต้องเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อเลี่ยงอันตราย ซึ่งเป็นการออกนอกพื้นที่ที่กำหนดในเงื่อนไข ถือว่ามีเหตุสมควรและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาชีวิตร่างกายอนามัยและทรัพยสินไว้ก่อน ทางศูนย์จะรายงานถึงเหตุจำเป็นนี้ต่อผู้เกี่ยวข้องต่อไป" นายปุณณพัฒน์ ระบุ.


 ยินดีกับ "โอ๊ค-พานทองแท้" เขาหน่อย! เพราะเมื่อวาน (๒๘ พ.ค.๖๓) มีรายงานอ้าง "แหล่งข่าว" เผยแพร่ ว่าคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย ๑๐ ล้านบาท ที่ "โอ๊ค-พานทองแท้" เป็นจำเลย และศาลชั้นต้นยกฟ้องไปเมื่อ ๒๕ พ.ย.๖๒ 

ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"