จับเมาขับช่วง7วันอันตรายทะลุ8พันราย


เพิ่มเพื่อน    


    เปิดสถิติเมาแล้วขับถูกจับช่วงปีใหม่ 8.7 พันคดี ในจำนวนนี้มีที่ถูกจับซ้ำ 153 ราย ถูกส่งเข้ารับการบำบัดใน รพ.รวม 4 ราย พบข้าราชการทำผิด 160 ราย ถูกคุมประพฤติ 1 ปี
    ที่กรมคุมประพฤติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วย นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถิติคดีเมาแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.61-2 ม.ค.62 โดยนายประสารกล่าวว่า สถิติคดีเมาแล้วขับ ผู้กระทำความผิดที่เข้าสู่ระบบบังคับใช้กฎหมายและศาลมีคำสั่งส่งมาให้กรมคุมประพฤติดูแลภายใน 1 ปี โดยใช้อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM จำนวน 80 ราย และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากเคหสถานในช่วง 22.00-04.00 น. ในจำนวนนี้มีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง 1 ราย ซึ่งกรมคุมประพฤติได้รายงานให้ศาลรับทราบแล้ว และหลังจากครบ 7 วันอันตราย ศาลยังมีคำสั่งให้ใช้กำไล EM กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับอีก 26 ราย รวมมีผู้ที่ใช้กำไล EM ถูกควบคุมความประพฤติ 116 ราย เป็นผู้ชาย 110 ราย และผู้หญิง 6 ราย
    "ในปีนี้มีคดีที่เข้าสู่ระบบจำนวน 9,453 คดี แยกเป็นคดีเมาแล้วขับ 8,706 คดี คดีเสพและขับ 701 คดี คดีขับรถประมาท 44 คดี และคดีขับรถซิ่ง 2 คดี ในจำนวนนี้ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ชายร้อยละ 97.2 ผู้หญิง 2.77 เปอร์เซ็นต์ สำหรับช่วงอายุของผู้ที่กระทำความผิดน้อยกว่า 20 ปี จำนวน 595 ราย, ระหว่างอายุ 21-30 ปี จำนวน 2,378 ราย, ระหว่างอายุ 31-40 ปี จำนวน 2,340 ราย, ระหว่างอายุ 41-50 ปี จำนวน 1,985 ราย, ระหว่างอายุ 51-60 ปี จำนวน 888 ราย, อายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 213 ราย และไม่ระบุอายุ จำนวน 1,054 ราย"
    นายประสารกล่าวว่า สำหรับผู้กระทำความผิด มีอาชีพรับจ้าง จำนวน 3,436 ราย, อาชีพเกษตรกร 823 ราย, อาชีพพนักงานบริษัท รัฐวิสาหกิจ 772 ราย, อาชีพค้าขาย 333 ราย, นักเรียน/ นักศึกษา 200 ราย, ข้าราชการ 160 ราย, อาชีพธุรกิจส่วนตัว 131 ราย, พนักงานขับรถโดยสาร/ บรรทุก  98 ราย, ว่างงาน 72 ราย, อื่นๆ (ไม่ระบุ) จำนวน 3,428 ราย  โดยกลุ่มข้าราชการที่กระทำความผิดจะต้องถูกคุมประพฤติระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ถูกคุมประพฤติและผู้ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ซึ่งศาลสั่งให้กรมคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเพิ่มเติม จำนวน 66 คดี และให้ทำงานบริการสังคม 15 วัน ขยายได้ไม่เกินครั้ง 30 วัน
    สำหรับพื้นที่ที่ผู้ถูกคุมประพฤติมากที่สุด แยกเป็น ภาคเหนือ 951 คดี จังหวัดเชียงรายมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 331 คดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,175 คดี จังหวัดมหาสารคามมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 565 คดี ภาคกลาง 1879 คดี จังหวัดปทุมธานีมีผู้กระทำความผิดมากที่สุด จำนวน 188 คดี ภาคตะวันออก 1020 คดี จังหวัดที่ทำความผิดมากที่สุดคือ ฉะเชิงเทรา 207 คดี ภาคตะวันตก 219 คดี จังหวัดตากกระทำผิดมากที่สุด 67 คดี ภาคใต้ 335 คดี จังหวัดพัทลุงกระทำความผิดมากที่สุด 84 คดี ส่วน กทม. 567 คดี โดยศาลได้ระบุเงื่อนไขสำหรับผู้ที่กระทำความผิดจะต้องรายงานความประพฤติกับศาลปีละ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชม., พักการใช้ใบอนุญาตขับรถระยะเวลา 6 เดือน, ให้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย/ วินัยจราจร, ห้ามออกนอกสถานที่ โดยการติด EM บางรายต้องตรวจปัสสวะหาสารเสพติด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
    "จากการตรวจสอบในระบบคุมประพฤติพบว่า มีจำนวน 153 รายที่เคยถูกจับซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับในช่วง 3 ปีผ่านมา ซึ่งขณะนี้กรมคุมประพฤติได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำบุคคลเหล่านี้มาเข้ารับการคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรม ว่าเข้าข่ายมีความเสี่ยงสูงในการติดสุราหรือไม่ หากพบพฤติกรรมเสี่ยงจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสภาพ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือติดสุราในระดับต่ำจะส่งไปทำงานบริการสังคม อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร และลด เลิกแอลกอฮอล์" นายประสารกล่าว
    ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในปีนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 463 ราย ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ โดยในปีนี้กรมควบคุมโรคได้ทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมคุมประพฤติ บำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ดื่มแล้วขับที่กระทำผิดซ้ำ โดยจะส่งตัวบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ติดสุราและมีปัญหาซับซ้อนจะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และกรณีผู้ที่เมาและมีอาการทางจิตรุนแรงจะส่งต่อไปโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อบำบัดรักษาผู้ติดสุรารุนแรงเรื้องรังให้มีสุขภาพดีไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งมีตัวเลขผู้เข้ารับการบำบัด 4 รายเข้าโครงการ ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ราย.


ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ นะ ใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเนี่ย....มันเรื่องของผู้ใหญ่เฮงซวยปั่นหัวเด็กต่างหาก มีคนบอกว่าอย่าไปห้ามเลย เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'