เมื่อ 'ดร.เอนก' ว่ายหาฝั่ง


   

 

                 ไม่อยู่น่ะ ไม่กี่วันหรอก.........

                แต่ขี้เกียจเขียน นั่นตะหาก หลายวัน!

                คือผมมันคนใจง่าย เพื่อนบอก "ปีใหม่" ไหว้พระตามวัด ๙ วัด ๑๐ วัดกันแล้ว

                อีกไม่กี่วัน ก็ตรุษจีน

                อย่ากระนั้นเลย ไปตระเวนไหว้พระ และเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ตามศาลเจ้าเมืองจีนกันบ้างดีกว่า ค่าออกเทนชีวิตจะได้สูงขึ้น

                เอาก็เอา.......

                ว่าแล้วก็ตามเขาไปต้อยๆ ก็ "หลายเมือง" ในเขตมณฑลกวางตุ้ง          

                ตอนไปถึงเมืองแต้จิ๋ว ในจังหวัดซัวเถา อันเป็นเมืองต้นรากเจ้าสัว-อาเสี่ย-เถ้าแก่-อาเฮีย-อาตี๋มากมายในเมืองไทย ที่บรรพบุรุษลอยเรือเข้ามาก่อร่างสร้างฐานะเมื่อกว่าร้อยปีผ่าน

                จะว่าไป โคตรเหง้าผมก็เหอะ

                เพียงแต่ว่า ก๋ง หรืออากง หางเปียยาวเฟื้อย พูดไทยไม่ได้ซักคำ มาจากเมืองอื่น ที่ไม่ใช่ซัวเถาเท่านั้น!

                ทำไมคนจีน "เสื่อผืน-หมอนใบ" มาเมืองไทย พอเข้าอ่าว เห็นยอดพระเจดีย์กลางน้ำกับทิวไม้เขียว ต่างร้อง...อั๊วรอกตายเลี้ยว!

                และเป็นเช่นนั้น ร้อยละ ๘๙-๙๙ ไม่เพียงรอดตาย ยังกลายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ในชั่วคนรุ่นเดียว!

                ในขณะที่คนไทย นอนเตียง-นอนฟูก คลุมมุ้งผ้าตาพริกไทย รุ่นแล้ว-รุ่นเล่า

                น้อยคน.......

                จะมองเห็นโอกาสสร้างเงิน-สร้างฐานะจากความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ

                จึงไม่แปลก ที่เห็นคนไทยส่วนมาก "แต่ละรุ่น" มีแต่ความยากจน เป็นมรดกส่งต่อ จากรุ่น-สู่รุ่น

                คำว่า "จน" ไม่มีในหมู่คนจีน

                เหมือนคนอินเดีย ต่อให้เดินขอทาน ก็ไม่มีใครบอกว่าตัวเขาจน

                มีแต่จะบอกว่า การขอทาน คือการ "ทำหน้าที่" ตามพระเจ้ากำหนด!

                ถ้าไม่มีขอทาน........

                แล้วโลกนี้ มนุษย์จะเอาบุญจากการบริจาค การให้ทานมาจากไหน?

                ยักเยื้องกันนิด คนจีน ถือว่า "ความจน" คือต้นทุนเศรษฐี และการให้ทาน คือการให้ทุน

                "จีนด้วยกัน" ไม่ทอดทิ้งกัน!

                คนมาก่อน ร่ำรวยแล้ว แซ่เดียวกัน ก็จะให้เงินทุน "คนมาทีหลัง" ก้อนหนึ่ง ไปก่อร่างสร้างอาชีพ

                ผมนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวคนวัยใกล้ร้อยด้วยกัน คงต้องเป็นเถ้าแก่ใหญ่แน่ ดูจากการซูฮกยกนอบจากคนอื่นๆ ในคณะ

                คุยๆ กันไป เขายกตะเกียบชี้ไปอีกโต๊ะ ที่คนคณะเดียวกันนั่งอยู่ และบอกว่า

                "ไอ้คนนั้น มันนับถือผมเป็นอาเจ๊ก มาแรกๆ ไม่มีอะไรเลย ผมให้เงินมันไปก้อน เดี๋ยวนี้มีพันกว่าล้านแล้ว"!

                การ "ไม่ทิ้งกัน"........

                ถือเป็น "ห่วงโซ่ความสำเร็จ" ของคนจีนที่กระจายอยู่ทั่วโลกก็ว่าได้

                ถึงใครจะว่า "คนจีนเห็นแต่พวกพ้อง" เกินไปก็ตาม!

                "คนจีน" เลือดในตัวคือการค้าขาย นอกเหนือจาก ขยัน อดทน หนักเอา-เบาสู้ รู้จักกิน-รู้จักใช้จ่ายแล้ว

                การ "ไม่ทอดทิ้งกัน" นี่แหละ

                เป็น "ด้านดี" ที่เรา-คนไทยควรเอาทั้งเยี่ยง-ทั้งอย่างของเขามาใช้

                คำว่า "ไม่ทิ้งกัน" แปลตรงตัวก็คือ "ความรัก-สามัคคี" ในหมู่คนชาติเดียวกัน มันชัดเจน!

                แต่คนไทยเรา "ขาด" ตรงนี้เอามากๆ ท่านว่ามั้ย?

                กับคนชาติอื่น คนไทยจะดีด้วย และช่วยเหลือเฟือฟาย

                แต่ไทยกับไทยด้วยกัน........

                ปะหน้า ไม่รู้โกรธกันมาแต่ชาติไหน เป็นต้องตาขวางใส่กัน เห็นใครดีกว่า ต้องเหยียบมันให้จม

                ก็ไม่เข้าใจ ทำไมสังคมยุคนี้ ผู้คนจึงเป็นเช่นนี้กันไปหมด?

                ต่างกับสังคม ๕๐ ปีก่อน จะดี-จะชั่ว ยังมีคำว่า "ศีลและธรรม" มีคำว่า "ความละอาย" เป็นบังเหียนดึงจิตอยู่บ้าง

                ทำให้นึกถึงคำท่าน "พุทธทาส ภิกขุ" "ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ"

                ดูท่า จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ!

                มาเข้าเรื่อง-เข้าประเด็นกันต่อ ผมไปวัดไหน ศาลเจ้าไหน ในคติมหายานบ้างที่จีน ก็เหลือจำ

                มาจำได้ตอนไปถึง "วัดไคง้วนหยี่" วัดคู่เมืองชาวแต้จิ๋ว ที่ซัวเถา มีคนบอกผมว่า

                "ไกด์กระซิบ เมื่อวาน เพื่อนคุณมาไหว้พระที่นี่"

                "ใคร?" เขาย้อนถาม

                ไกด์ก็บอก "ทักษิณไง เมื่อวานเขามาที่นี่กับญาติๆ"!

                ก็ตามข่าวนั่นแหละ ที่ว่า "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ไปไหว้บรรพบุรุษเขาที่ซัวเถา

                และยิ่งลักษณ์ซื้อกิจการเป็น "เจ้าแม่ท่าเรือ" หรือธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์

                พลาด "ไปคนละวัน" ไม่งั้นได้ปักธูปร่วมกระถางในเวลาเดียวกันแหงๆ น่าเสียดาย

                ก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้ ทักษิณเชื้อสายจีนแคะ

                "ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์" เงาในเงา "ลุงกำนัน" สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่พากันเดินคารวะแผ่นดินเหนือ-ใต้-ออก-ตกอยู่ขณะนี้

                ถ้าจำไม่ผิด ท่านก็เชื้อสายจีนแคะ รกรากบรรพบุรุษอยู่แต้จิ๋ว เมืองซัวเถา เหมือนทักษิณ

                ทักษิณมาเกิดที่เหนือ-เชียงใหม่

                ดร.เอนก ก็เกิดที่เหนือ-เชียงราย!

                ทักษิณ เข้าการเมือง ๒-๓ รอบ สูงสุดถึงระดับนายกฯ และสัมภเวสี

                ส่วน ดร.เอนก เข้าป่าตอน ๖ ตุลา ๑๙ และเข้าการเมือง ๒-๓ รอบ แต่ไปไม่สุด

                กลับหลังหัน คืนสู่ความเป็นนักวิชาการผู้มีวุฒิภาวะในการแสดงออกเป็นที่ยอมรับของสังคม

                ในความเหมือน-ความต่าง "ทักษิณ-เอนก"

                ที่แน่นอน คือ.......

                "ทักษิณ-เอนก" เป็น "แคะคนละขั้ว"!

                ตอน ดร.เอนกเป็นหัวหน้าพรรคมหาชน ของ "พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์"

                ทักษิณให้ราคา ดร.เอนกในสนามแข่งเลือกตั้งว่า "ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง"!

                ที่ผมพูดถึง ดร.เอนก เพราะบังเอิญไปเฉี่ยวทางทักษิณที่แต้จิ๋วอย่างหนึ่ง

                และอีกอย่าง คุณ "ผักกาดหอม" ใช้ข้อมูลเขียนได้น่าอ่าน ผมจึงฉวยโอกาสไปอ่านเฟซแทนเขียนหนังสือ

                จึงพบในโลกออนไลน์ ว่า........

                การเดินคารวะแผ่นดินของลุงกำนัน ก่อนๆ นอกจากตัวกำนันสุเทพแล้ว

                จะมีคุณสำราญ รอดเพชร, คุณประสาร มฤคพิทักษ์, คุณสุริยะใส กตะศิลา เป็นดาวเคราะห์รอบๆ ตัวลุงกำนัน

                แต่ตอนนี้ การคารวะแผ่นดิน ไม่เพียงกำนันเป็นดาวฤกษ์ส่องแสงคนเดียวแล้ว

                มี "ดร.เอนก" ร่วมเป็นดาวฤกษ์ของพรรค "รวมพลังประชาชาติไทย" ออกส่องแสงประกบคู่ไปด้วย!             เห็นวันก่อนในหลายจังหวัดทางเหนือ รวมทั้งที่เชียงใหม่ บอกตรงๆ ว่า น่าสนใจ

                คือในบรรดานักวิชาการนั้น ต้องยอมรับว่า ดร.เอนกมี "ความรับผิดชอบ" ในการแสดงออกทางทัศนวิพากษ์ สมวุฒิภาวะ

                แต่ในกิจกรรมทางการเมือง ที่ผ่านมา ดร.เอนก ความจริงใจนั้นเยี่ยม แต่ขาดการ "สู้"

                เมื่อสู้ไม่เต็มร้อย การเข้าการเมือง ๒-๓ ครั้งที่ผ่าน จึงเป็นลักษณะ ได้แค่ครึ่งทาง!

                เมื่อร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย "กำนันสุเทพ" ดำเนินแบบพระมหาชนก

                ด้วยอุตสาหะ-วิริยะ.........

                แม้ไม่เห็นฝั่งมหาสมุทร ก็เพียรว่าย!

                เดินทั่วแผ่นดิน อาจไม่ยาก แต่การเผชิญเสียงหยัน คนต้าน ศัตรูเย้ย นั่นเป็นเรื่อง "ทำใจ" ยาก

                แต่กำนัน "ทำได้" ที่ใดมีปัญหา ไม่ใช่หนี คนจริงใจต่อบ้านเมือง ต้องเดินเข้าไปแก้ปัญหาที่นั่น

                ก็เช่นนั้น ที่ใด ไม่เข้าใจ เกลียด-ปฏิเสธ กำนันยิ่งเดินเข้าไปคารวะ พูดจา ชี้แจง

                ไม่ใช่เพื่อตัวกำนันหรือเพื่อพรรคลุงกำนัน หากแต่เพื่อสร้าง "เข้าใจ-สามัคคี" คนในชาติ

                นี่เท่ากับกำนันสุเทพ เพียร บำเพ็ญตบะ อดทน อดกลั้นในภาวะสังคมชาติแล้งศีล-ห่างธรรม ประเทศแห้งรักสามัคคี

                ในภาวะการเมือง เห็นแต่คนหน้าด้าน "เพื่อตัว" ยั้วเยี้ยรายวันเช่นนี้!

                กำนันยิ่งเดิน ยิ่งเผชิญ ยิ่งได้รับความเข้าใจ-เห็นใจ จากประชาชน ทั้งมิตร ทั้งศัตรูมากขึ้น

                เป็นความเข้าใจ-เห็นใจบนการเปรียบเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆ พรรคอื่นๆ ที่นับวันหยาบกร้าน

                ทั้งพูด-ทั้งทำ ขาดหิริ โอตตัปปะ คือไม่มีความละอายใดๆ เลย

                การหาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ.นี้ ต้องบอกว่า.......

                ในขณะที่ประชาชนมีพัฒนาการทางคิด-ทางทำ เรียกว่า "คิดได้-คิดเป็น" เห็นชัดกว่ายุคก่อนๆ

                ในทางตรงข้าม นักเลือกตั้งหลายๆ พรรค พฤติกรรมกลับ "ต่ำทราม" ลงมากในการหาเสียง

                ที่พูดกันว่า "คุณภาพ ส.ส.สะท้อนคุณภาพประชาชน"

                ตามนัยที่ว่านี้ ทำให้ผมกระหายผลเลือกตั้ง

                คือเมื่อประชาชนวันนี้ "คิดได้-คิดเป็น" คนที่ประชาชนจะเลือกเข้าสภาในการเลือกตั้งที่จะถึง

                ด้วย "ประชาชนคุณภาพ" จะเลือกใคร-พรรคไหน เข้ามาเป็น "คุณภาพประเทศ"?

                ดังนั้น เมื่อเห็น ดร.เอนก ในภาพนักวิชาการ สวมสูทในห้องแอร์ ลงมาเดินคลุกฝุ่น "คารวะแผ่นดิน" กับกำนัน ชนิดถึงไหน-ถึงกัน

                เป็นครั้งแรก ที่เห็นมิติที่เปลี่ยนไปของ ดร.เอนก แสดงว่า ครั้งนี้ คิดตกผลึก พร้อมเพียรว่ายมหาสมุทรแล้ว

                การเมืองที่ง่าย จะเป็น "การเงิน" นำมา

                ส่วนการเมืองที่ศรัทธามหาชนนำมา มันไม่ง่าย ต้องอดทน และจริงใจ เพื่อพิสูจน์ กว่าจะได้

                คิดว่าครั้งนี้ ดร.เอนก "พร้อมพิสูจน์" แล้ว และนั่น "พรรครวมพลังประชาชาติไทย" ในสภา

                "ก็จะมี ดร.เอนกนี่แหละ เป็นตัวถือธงนำพรรค" พร้อมด้วยคนใหม่ๆ อย่างเช่น.......

                คุณเพชรชมพู กิจบูรณะ, คุณเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์, รศ.ดร.ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ เป็นต้น

                ว่ายไปเถอะ "ฝั่งมหาสมุทร" ไม่ใช่เป้าหมาย

                สำหรับ ดร.เอนก ".........

                ฝั่งใจ" นั่นแหละเป้าหมาย ถึงเมื่อไหร่ "ฝั่งมหาสมุทรการเมือง" สำหรับท่าน

                อยู่ที่นั่น!

 


ผบ.ทบ. "พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์" บอกให้ฟังเพลง "หนักแผ่นดิน" เมื่อวาน (๑๘ ก.พ.๖๒)นั่น เหมือนถอดรองเท้าเขวี้ยงเข้าไปในพุ่มไม้ฝูงสัตว์สายพันธุ์ "ชังชาติ"

อ้างว่า 'ทำผิดโดยไม่เจตนา'
อยากรู้ใช่มั้ย..ใครบงการ?
เส้นทางชะตา "ฟ้า-ดิน" กำหนด
'น้ำใส' ใน 'สองฝั่งคลอง'
'หมา' กับ 'เห็บหมา'
'หยุดมัน' หรือให้มัน 'หยุดเรา'