ยุทธการ 'พิษล้างพิษ' ถิ่นเหนือ


   

    เมื่อวาน (๑๔ ม.ค.๖๒)
    "นายกฯ ประยุทธ์" ไปเชียงใหม่ ต้องบอกว่า เป็นวาระ "บุญถึง-วาสนาถึง" โดยแท้
    เพราะไปกราบสักการะ "พระธาตุศรีจอมทอง" ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นเบื้องแรก
    พระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ คือ.......
    ทักษิณโมลีธาตุ "กระดูกพระเศียรเบื้องขวาพระพุทธเจ้า"
    ณ แห่งนี้ 
    มีความเป็นมาล้ำลึกพิสดาร และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้ใดได้กราบสักการะและสรงน้ำ สัจจะมั่นใน "ทาน-ศีล-ภาวนา" ทางปฏิบัติ
    ผู้นั้น จะมีแต่ความงอกงามไพบูลย์ ศีลทานภาวนาอันถึงพร้อมแล้วนั้น จะเป็นเกราะแก้วคุ้มภัยในทุกเมื่อ 
    หมู่ชนใดคิดร้าย หมู่ชนนั้น ก็จะวิบัติเป็นไป พินาศแพ้พ่ายไปเอง!
    ในทางกลับกัน.........
    ผู้ใด กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้แล้ว แต่จิตคด กบฏต่อสัจจาธิษฐาน "ทาน-ศีล-ภาวนา" ก็ละเลย 
    ผู้นั้น มีทุคติเป็นที่ไปสถานเดียว 
    ยามมีชีวิตอยู่ ด้วยอสัตย์ต่อชาติ ต่อพระศาสนา และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก
    จะพบแต่วิบัติ ด้วย "อสัตย์ตัวเองทำ-กรรมตัวเองก่อ" เป็นไปตามคำว่า 
    "ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจารี" 
    ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
    คือ "ศีล-ธรรม" เท่ากับ "เกราะกำบังภัย" เมื่อมีศีล-มีธรรม คนนั้น ย่อมไม่คิดชั่ว-ไม่พูดชั่ว-ไม่ทำชั่ว ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น
    "การไม่ทำชั่ว" จะเกิดอานิสงส์ เป็นบารมีปกป้องคุ้มภัย ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ด้วยกัน 
    "ความเสื่อม-ความวิบัติ" จะไม่เกิด "สิ่งประเสริฐ" จะเพิ่มพูน
    นี่...เรื่องนี้ ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษ 
    เพราะผมมองดูแล้ว ปี พ.ศ.๒๕๖๒ นี้ 
    มนุษย์ผู้เห็นผิดเป็นชอบ, มนุษย์ด้าน-หนา-ไร้ยางอาย, มนุษย์ชั่ว-ทรามแล้วได้ดี และผี-ห่า-ซาตาน-มารประเทศ 
    เป็น "วาระสุดท้าย"........
    ที่จะได้อหังการเมืองแล้ว!
    ก็บอกไว้ ถึงเวลานั้น ใครก็ช่วยใครไม่ได้ มีทางเดียว "กลับตัว-กลับใจ" เดินทางในสาย "ทาน-ศีล-ภาวนา" นั่นแหละช่วยได้
    อันนี้ไม่ได้พูดขู่ 
    แต่ก็คิดเหมือนกัน ว่าร้อยจะมีซักหนึ่งหรือไม่หนอ ที่เชื่อว่า ภัยใหญ่กำลังจะมา ด้วยพุทธานุภาพ จะช่วยได้!?
    กลับเข้าเรื่องต่อ เห็นข่าวบอกว่า นอกจากนายกฯ ได้สรงน้ำพระทักษิณโมลีธาตุแห่งวัดพระศรีจอมทองแล้ว
    ยังได้กราบนมัสการ "พระพรหมมงคล" (ทอง สิริมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ด้วย 
    พระอาจารย์ทองเป่ากระหม่อมให้นายกฯ มอบพัดใบตาลให้ แต่ก่อนมอบ เอาเคาะศีรษะนายกฯ ซะหนึ่งที
    นายกฯ น้อมรับ........
    แล้วกราบนมัสการด้วยปัญญาไว "มอบพัดให้จะได้ใจเย็นลงใช่ไหมขอรับ จะได้ไม่ใจร้อน?" 
    อืมมม..รู้แล้วก็ดีนะ!
    "ตนเตือนตน ให้พ้นผิด ตนเตือนจิต ตนได้ ใครจะเหมือน ตนเตือนตน ไม่ได้ ใครจะเตือน ตนแชเชือน แล้วใครจะเตือน ให้ป่วยการ" 
    ผมไม่ได้ว่า "ของเก่าในตู้" ท่านว่าไว้ ท่านนายกฯ อยู่ในรุ่น "กลางเก่า-กลางใหม่" ก็เลยหยิบมาฝาก
    ครับ....
    ออกนอกกำแพงธรรม มาการเมืองเรื่องเลือกตั้งกันบ้าง เดี๋ยวจะหลับกันหมด
    นายกฯ ไปเหนือ เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ก็ต้องคุยเรื่องเหนือ 
    เลือกตั้งคราวนี้ ภาคเหนือ จากเดิม ส.ส. ๓๖ คน ลดตามสัดส่วนประชากรเหลือ ๓๓ คน 
    คือลดที่ เชียงใหม่, แพร่, อุตรดิตถ์ จังหวัดละ ๑ คน
    ในรอบ ๒๐ ปี "เหนือ-อีสาน" เป็นของพรรคเพื่อทักษิณ มาถึงยุคนี้-พ.ศ.๒๕๖๒ นี้
    ใครที่เป็นแฟนพรรคเพื่อทักษิณ ต้องยึดโลกธรรม ๘ ในข้อที่ว่า "มีตำแหน่ง เสื่อมตำแหน่ง, มีลาภ  เสื่อมลาภ" ให้มากเข้าไว้
    เพราะเที่ยวนี้ "พลังประชารัฐ" เขามาแรง แซงเพื่อทักษิณทุกโค้งจริงๆ!
    เอากันเฉพาะที่เหนือ "เมืองหลวง" ของตระกูลทักษิณ เฉพาะเชียงใหม่ ส.ส. ๙ คน เชียงราย ๗ คน  พะเยา ๓ คน
    ต่อให้ ๓ "เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ-เพื่อชาติ" รุม ๑ คือ "พลังประชารัฐ"
    ดูท่าแล้ว ๓ จะหงายท้องแหงแก๋ สู้ พลังประชารัฐ ๑ เดียวไม่ได้
    เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
    ก็นั่นน่ะซี ฉะนั้น เรามาดูกัน ดูชนิด ไม่หยิบเอาตัวนายกฯ และเนื้องานรัฐบาลมาเป็นแต้มต่อ    
    ภาคเหนือ "เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา" สามจังหวัดนี้ ส.ส. ๑๙ คน ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงรวมประมาณ  ๔ ล้านคน 
    จำนวน ๔ ล้านเสียงนี้.......
    แลก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ไม่หนี ๔๐ คน!
    ที่ต้องคำนึงกว่านั้น "เชียงใหม่-เชียงราย" เป็นพื้นที่ศักดิ์ศรีของระบอบทักษิณ 
    ถ้าไม่สามารถรักษาเมืองทั้งสองไว้ได้ ถูกพลังประชารัฐ หรือพรรคไหนก็เหอะ เจาะเอา ส.ส.เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยาไปกินได้
    นั่นเท่ากับระบอบทักษิณ "เสียเมือง" เป็นสัญญาณแพ้พ่าย-สูญพันธุ์ได้ในที่สุด!
    รูปการณ์จะเป็นอย่างนั้นซะด้วย!
    เพราะพลังประชารัฐวางยุทธศาสตร์ใช้แผน "พิษฆ่าพิษ" ในยุทธวิธีชิงหัวเมืองเหนือ วางตัวคนได้เหมาะเจาะ
    กอปรกับถึงคราว "วิบัติเป็น" ของระบอบทักษิณเองด้วย ผยองว่า เก๋าเหนือเกม แตกพรรคหวังกวาดปาร์ตี้ลิสต์
    เอาเข้าจริง "แตกพรรค" กลายเป็น "พรรคแตก" ลำพังเพื่อไทย "ตัวพ่อ" หัวหมู-หัวแมว ก็คว้าเป็นหัวมังกรไปเชิด
    "ตลกบ่ายคลายเครียด" พอๆ กัน!
    ถามว่า ผู้ติงต๊องในปฐพี และหญิงหน่อย ขวัญใจเจ๊ปวิน มีน้ำยาอะไรไปเรียกคะแนนคนเหนือ?
    "พรรคตัวลูก" ที่แยกสมุนไปขับเคลื่อน ให้ลูกเจ๊เบียบรั้งตำแหน่งว่าที่นายกฯ กะให้ไปกวาดคะแนนในจังหวัดที่ฮั้วกันส่ง-ไม่ส่ง
    นั่น..กับยิ่งลักษณ์ หาเสียง ๔๙ วัน ได้เป็นนายกฯ พอเข้าใจได้
    แต่ที่จะให้ลูกเจ๊เบียบ กับใครต่อใคร รวมทั้งจาตุรนต์ ที่ตัวเองลง ส.ส.แปดริ้วบ้านเกิดคราวที่แล้ว ยังแพ้ยกตระกูล มาเป็นพระเอกเสกมนต์ตรึงใจชาวเหนือ นั้น
    ขอเหิดกำเต๊อะ!
    สรุปแล้ว ภาคเหนือ โดยเฉพาะ เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา-แพร่-น่าน-ลำปาง-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-อุตรดิตถ์ 
    เมื่อไม่มีทักษิณ, แดง-เยาวภา ขวัญใจอ้ายสมชาย, และ ยิ่งลักษณ์ เป็นยันต์แปะหน้าผากแล้ว 
    ใครล่ะ...
    จะเป็นผู้มีอิทธิพล "ทางจิตวิญญาณ" กับคนเหนือ ในสนามเลือกตั้ง?
    "ยงยุทธ ติยะไพรัช" ผู้ทรงอิทธิพลเหนือ "พรรคเพื่อชาติ" ที่แตกจากเพื่อไทยออกมาตรึงฐาน ๗  เสียงที่เชียงรายงั้นหรือ?
    ความจริง คุณยงยุทธ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว แต่เมื่อยังแสดงบทบาท อย่าพูดถึงแผ่บารมีไปถึงเชียงใหม่เลย
    เอาแค่รักษาพื้นที่เชียงรายให้รอดคราวนี้ได้ ตั้งตนเป็นใหญ่แทนทักษิณได้ทันที!
    แล้ว "พลังประชารัฐ" ใช้ใครเป็นแม่ทัพเผด็จศึกระบอบทักษิณที่ภาคเหนือล่ะ?
    คำตอบคือ "ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า" นั่นไง!
    เป็น "ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ" ของพรรคพลังประชารัฐ
    คอการบ้าน-การเมือง อาจคลับคล้ายคลับคลา คนชื่อ ร.อ.ธรรมนัส 
    แต่ในยุทธจักรผู้มากบารมีแห่งยุค ไม่มีใครไม่รู้จัก "ผู้กองธรรมนัส"
    อดีต จปร. รุ่น ๓๖ รุ่นเดียวกับพลเอกร่มเกล้า และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ
    ผู้กองธรรมนัส เป็นคนพะเยา เมื่อออกจากราชการ เคยสมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย
    พูดกันชัดๆ ผู้กองธรรมนัส ก็คือคนในระบอบทักษิณมาก่อน "ตู่-จตุพร" คือคนที่รู้ใจกันดีตอนปี ๕๓ 
    เส้นทางการเมืองธรรมนัสหักเห ก็ตอน คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ปี ๕๗ 
    สุดท้าย ผู้กองธรรมนัส เป็นตัวเลือกในความหมาย "พิษล้างพิษ"
    พลังประชารัฐ ดึงไปเป็นประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ ที่ต้องบอกว่า ในนาทีนี้ 
    ฟ้าเป็นของนก น้ำเป็นของปลา....
    แต่ "เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา" เป็นของผู้กองธรรมนัส!
    ที่วันก่อน คุณหญิงของปวิน ไปแสดงบทถูกกลั่นแกล้งอ้างว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา ไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ปราศรัย นั้น
    เนียน-ไม่เนียน ไม่รู้........
    รู้แต่ว่า นายก อบจ.เป็นคนเครือข่ายเพื่อไทยโดยตรง แต่เล่นอะไรกัน ไม่รู้เขาเหมือนกัน!
    ที่พะเยา ต้องบอกว่า เป็นเมืองของผู้กองธรรมนัส คือ หลังออกราชการ ผู้กองธรรมนัสก็มาเล่นการเมืองท้องถิ่น     
    ทั้งการบริหาร อบจ. ทั้งเทศบาลเมือง ด้วยบารมี "ธรรมนัส" แต่ผู้เดียว
    ไม่เพียงการเมือง.......
    การกุศล การสงเคราะห์ และการบุญ ผู้กองธรรมนัสก็ถึงพร้อม ตั้งมูลนิธิ เป็น "พระมาโปรด" ของชาวบ้านถ้วนทั่วพะเยา
    ฟันธงได้นาทีนี้ด้วยซ้ำ ๓ ส.ส.ของเพื่อไทย ที่ผูกขาดมายาวนาน
    นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, น.ส.อรุณี ชำนาญยา และนายไพโรจน์ ตันบรรจง
    ถึงคราว "แพ้ยกพรรค" ให้พลังประชารัฐ ๙๙.๙๙% 
    ที่พูดกัน "เด็ดดอกไม้สะทือนถึงดวงดาว" ก็อาจเป็นเช่นนั้น สำหรับผลเลือกตั้งภาคเหนือของพรรคเพื่อทักษิณ
    คือ แพ้ยกโคตรที่พะเยา.......
    สะเทือนถึงแพ้ที่เชียงรายและเชียงใหม่ด้วย
    นี่ละ "พิษล้างพิษ" ของ คสช.เขาละ!


ผบ.ทบ. "พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์" บอกให้ฟังเพลง "หนักแผ่นดิน" เมื่อวาน (๑๘ ก.พ.๖๒)นั่น เหมือนถอดรองเท้าเขวี้ยงเข้าไปในพุ่มไม้ฝูงสัตว์สายพันธุ์ "ชังชาติ"

อ้างว่า 'ทำผิดโดยไม่เจตนา'
อยากรู้ใช่มั้ย..ใครบงการ?
เส้นทางชะตา "ฟ้า-ดิน" กำหนด
'น้ำใส' ใน 'สองฝั่งคลอง'
'หมา' กับ 'เห็บหมา'
'หยุดมัน' หรือให้มัน 'หยุดเรา'