'เมื่อมลพิษเปื้อนกรุงเทพฯ'


   

      โชคดีนะ.....

                ที่เรามีรัฐบาลเป็น "กระโถนประเทศ"

                ไม่งั้น

                ฝุ่นพิษคลุ้งกรุงเทพฯ อย่างตอนนี้

                จะด่าใครล่ะ?

                ความจริง กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็น "เมืองในหมอก" เฉพาะตอนนี้ หากแต่ "หมอกพิษ" มันสะสมมานานแล้ว

                กรุงเทพฯ กับกรุงธน "กรุงเดียวกัน"

                คน "สองกรุง" จึงทนเก่ง!

                แต่ตอนนี้ มันสาหัส ถึงขั้น "เรียมเหลือทนแล้วนั่น" หน่วยงานรัฐไม่เดือดร้อน แต่ประชาชนคนย่ำกรุงเดือดร้อน โวยกันขึ้น

                นายกฯ จึงขยับ

                กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ถึงได้เขยื้อน!

                ก็ไม่อยากโทษใคร

                เพราะอันที่จริง เรื่องฝุ่นพิษ มันไม่มีใครให้ชี้หน้าโทษได้โดยตรง เหมือนชี้ตัวผู้ต้องหาข่มขืน

                ถ้าจะให้ชี้ ก็ได้..........

                แต่ละคนไปยืนหน้ากระจกซี ใบหน้าอันหล่อเหลาแต่ละคนที่ปรากฏในกระจกนั่นแหละ

                "ตัวการร่วม" ฝุ่นพิษทั้งนั้น!

                ได้ยินนักเลือกตั้ง "ติงต๊องที่สุดในปฐพี" ใช้ดีกรีวิศวกรรมโยธา ระดับดอกเตอร์ ฟันธง

                "ฝุ่นพิษเกิดจากเลื่อนเลือกตั้ง"

                ฝีที่ก้นผมแตกปุ๊เลย!

                ชี้หน้าโทษใครก็ไร้ประโยชน์ เรื่องฝุ่นพิษ มันเป็นทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมเมือง ที่มันใหญ่เกินพิมพ์เขียว

                และปัญหา ที่แต่ละคน-แต่ละฝ่าย ยึดตามคติระบบไทย อะไรที่ยังเป็นเรื่องไกลตัว "ช่างหัวมัน" ไปก่อน

                ถามว่า คนในระบบรัฐรู้มั้ย?

                ตอบว่า โคตรรู้

                แต่กูไม่ทำ เพราะแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เห็นมีหน่วยไหนอินังขังขอบในด้าน "ล้อมคอก" แต่แรก ในเรื่องมลภาวะ

                แล้วมันเรื่องอะไร ที่จะให้หน่วยกูรักสิ่งแวดล้อม เกลียดการดูถูกและเหยียดหยาม รักเสียงเพลง  ต้องการเป็นมิตรกับทุกเพศ-ทุกวัย อยู่หน่วยเดียวล่ะ?

                อีกอย่าง........

                ระดับกระทรวง ไม่มีนโยบาย แถม "เจ้านายไม่เน้น" แล้วระดับลูกน้อง ครับ..ปฏิบัติ จะกระดิกไปหาเกี๊ยวทำไม?

                เช้าชาม-เย็นชาม

                มีจังหวะ ก็เลียชามซะเลย กู๊ด เอเวอรี เดย์ ไม่มันยกร่องกว่า แม้ว มันเดย์ วันเดียวหรือ?

                คนเราน่ะ อาจเลือกได้ทุกอย่าง

                แต่เป็นคนเมืองกรุง ไม่มีสิทธิ์เลือกได้ทุกอย่าง เพราะถ้าอยากได้อย่างหนึ่ง ก็ต้องเอาอย่างหนึ่งไปแลก

                -อยากได้รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

                ก็ต้องแลกกับพื้นถนนที่เคยสะดวกให้เขาก่อสร้างคลุ้งฝุ่น

                -อยากได้รถเมล์บริการทั่วถึง

                ก็ต้องแลกกับรถยูโรทั่ง ๒ พันกว่าคัน/วัน เป็น "เจ้าพ่อควันดำ" กลบตูดทั่วเมือง

                -อยากได้รถเก๋งเฉิดฉาย               

                ก็ต้องแลกกับสภาพแพยนต์ยักษ์ กระดืบๆ พ่นควันประชันรมกรุง ด้วยจำนวนรถกว่า ๙ ล้านคัน/วัน

                -อยากเป็นคนรุ่นใหม่ไลฟ์สไตล์

                ก็ต้องแลกกับฝุ่นและควันจากเครื่องจักรก่อสร้างคอนโดฯ ที่ผุดเป็นเห็ดบ้าฝน ทุกถนน ทุกรู-ทุกเลี้ยวของซอย ที่รถไฟฟ้าผ่าน

                -อยากได้ความคล่องตัวทางทำมาหากิน

                ก็ต้องแลกกับรถกระบะที่เรียก "รถเศรษฐกิจ" ยิ่งติด-ยิ่งรวมญาติพ่นควันโขมง อีกวันละกว่าล้านคัน

                -อยากได้ซิ่งตอนรถติด

                ก็ต้องแลกกับรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งมอไซค์วิน มอร์ไซค์ซิ่ง มอร์ไซค์ส่วนตัว

                ป๊าดๆๆๆๆ พ่นควันทั่วกรุงอีก วันละร่วม ๔ ล้านคัน

                -อยากได้เมืองขยาย

                ก็ต้องแลกกับการ ขุดคู-ขุดบ่อ-ขุดท่อ-ถางทาง-ตัดถนน-โค่นต้นไม้-รื้อเก่า-สร้างใหม่

                ฝุ่นแห่งความเจริญ...กระจายยยย!

                แล้วรถบรรทุก ทั้งเล็ก-ทั้งใหญ่ ส่วนมากบุโรทั่ง ทั้งขนดิน ขนขยะ ขนอุปกรณ์ก่อสร้าง

                ก็ปุเลงๆ ปล่อยทั้งควัน ทั้งฝุ่น ทั้งขี้โคลนหล่นเละ สวนสนามกันสนุกเมือง

                ยังรถแท็กซี่พ่อมหาจำเริญอีกล่ะ ตุ๊กๆ ไม่ต้องนับ เพราะระดับรัฐ ท่านไม่เน้นให้มี

                ทั้งซี่เก่า-ซี่ใหม่ ล้านกว่าคัน ออกวิ่งพ่นควันรมเมืองวันละกี่แสนก็ขี้เกียจนับ

                วานซืน เห็นข่าว แท็กซี่เก่าหมดอายุ แต่ยังปล่อยให้เฉิดฉาย ระเบิดฉิบหายคาปั๊ม

                หน่วยงานไหนเอ่ย ตุ้งติ้งจับอื๋อ ควรมีคำตอบ?

                ก็จะเห็นว่า ควันพิษในกรุงเวลานี้ ในร้อยต้นตอ

                ที่ยกมา..........

                ผมว่ากว่า ๖๐% เป็น "ต้นตอ" ของควันพิษโดยตรง!

                โรงงานอุตสาหกรรมในเมือง-ชานเมืองนั่นน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก

                ปี-สองปี นี้ ท่านว่ามั้ย?

                รถยนต์มัน "ล้นกรุงเทพฯ" จนผิดสังเกต!

                ปกติ วันหยุดราชการ เช่น เสาร์-อาทิตย์ ช่วงเช้า ถนนหนทางจะวิเวก บ่าย-เย็น-ค่ำ จะแน่นแบบหลวมๆ พอไหล

                แต่เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น

                เสาร์-อาทิตย์ "ยิ่งแน่น" เรียกว่าแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋องปุ้มปุ้ย แทบทุกถนน

                "ทางด่วน" เนี่ย เปลี่ยนชื่อเป็น "ทางกระดืบ" จะถูกต้อง-ตรงสภาพเป็นจริงมากกว่า!

                ไม่รู้ว่าแต่ละคนมีธุระต้องออกจากบ้านไปไหนกันก็ไม่ทราบ?

                จ่ายทางด่วน ๕๐ บาท พุ่งหัวรถพ้นด่าน คว้าหมอนลมมาเป่า กราบ ๓ ครั้ง พุทโธ ธัมโม สังโฆ อุ๊กเลย

                อยากเปิดกระจกตะโกนถามคันข้างๆ

                "ไปไหนกันเป็นแถวๆ กินข้าวแล้วนอนคลุมโปงอยู่กะบ้านไม่สบายกว่าหรือจ๊ะ?"

                ก็กลัวเขาตะโกนกลับมาว่า

                "แล้วมึงล่ะ เสือกออกมาทำไมให้รถติด ทำไมไม่นอนให้บังอรเกาหลังอยู่กะบ้านล่ะจ๊ะ?"

                สรุป ทุกคน-ทุกคัน เป็นล้านๆ คัน มีเหตุจำเป็นต้องออกมาจอดพ่นควันแข่งกันบนทางด่วน และในถนน วันละร่วม ๒๐ ชั่วโมง ทุกวัน

                รถเมล์ยูโรทั่ง กว่า ๒ พันคัน/วัน.......

                ผมยกให้ท่านเป็น "ประธานควันพิษ" ต้องเชิญขึ้นทอดผ้าเป็นคนแรกเลยเชียวแหละ

                ส่วนรถบรรทุกเก่า ไม่รู้ปล่อยให้เข้ามาวิ่งในตัวเมืองไม่มีเวล่ำ-เวลาได้อย่างไร ยกให้ท่านเป็นรองประธานฯ!

                กรุงเทพฯ ทุกวันนี้ เป็น "เมืองใต้ถุน"

                คือใต้ถุนทางด่วน ใต้ถุนทางรถไฟฟ้า ใต้ถุนสะพานข้ามแยก ใต้ถุนอาคารสูง ฝนตกอาศัยเป็นหลังคาได้

                กรุงเทพฯ จึง "อับลม"

                เมื่ออับลม บวกกับช่วงนี้ ฤดูกาลเข้าลักษณะ "เลือดจะไป-ลมจะมา"

                จึงเกิดสภาพ "ลมอับ-ลมอั้น"

                อากาศอัดและอับอยู่กับที่ ฝนละอองที่เคยแรดไปตามลม ก็อ้อยอิ่งเกิดเป็นมลพิษ หมุนวนเหมือนปาบึกปวดท้อง อยู่กับที่ ไม่ไปไหน

                สภาพ "อับลม" เป็นยังไง?........

                ก็ก้มดูใต้เตียง ใต้โต๊ะ ใต้ตู้ หรือตามซอกหลืบในบ้านดูก็แล้วกัน จะพบว่า พื้นที่อากาศเข้าไม่ถึง นั้น

                ฝุ่นเพียบ!

                สรุปว่า "รถดีเซล" ทุกชนิด เป็นตัวการหลัก พ่นควันสร้างมลพิษในกรุงเทพฯ ตอนนี้

                บวกกับกรุงเทพฯ เมืองใต้ถุน อากาศอัด มลพิษจึงตลบอบอวล

                ประเทศไทยก็เลยดัง

                ติดชาร์ตเมืองใหญ่มลภาวะเยอะ เข้าอันดับโลกกะเขาด้วย!

                ส่วนที่พูดกันว่า ช่วงนี้ เป็นช่วง "ชายแดนฝั่งเขมร" เผาไร่-เผานากัน

                มลพิษจึงตลบเข้ามาทางตะวันออก คนย่านตะวันออกรวมถึงกรุงเทพฯ จึงเจอมลพิษมากกว่าเพื่อน

                อันนี้ไม่แน่ใจ ได้ยินแต่พูดกัน ยังไม่มีใครยืนยัน

                แต่ที่แน่ๆ คือ.........

                ผมว่า เรื่องนี้ เราอย่าเอาแต่โทษคนโน้น-คนนี้ หรืออ้างเป็นเหตุ ด่ารัฐบาล ด่านายกฯ ประยุทธ์เลย

                ก็ด่าได้ แต่ไร้ประโยชน์ พวกเราทุกคนนี่แหละ ในชีวิตประจำวัน มีส่วนร่วมในมลพิษคนละนิด-ละหน่อยทั้งนั้น

                ระดับรัฐ เมื่อท่านสมภาร คือนายกฯ ขยับ

                พวกพระอันดับที่รู้หน้าที่ แต่เอาแต่ฉัน ไม่สวด คือไม่ทำหน้าที่ ต่อจากนี้ น่าจะเขยื้อน

                และนั่น จะคลี่คลายภาวะพิษเฉพาะหน้าได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าหวังจะให้ตลอดไป

                คงยาก......

                เพราะพื้นที่กรุงเทพฯ ๑,๕๖๘ ตารางกิโลเมตร ไม่มีผังเมืองมาก่อน

                แต่เป็นศูนย์กลางคนเป็นสิบ-ยี่สิบล้าน ทุกระดับ ทุกอาชีพ ทุกฐานะ ทุกพื้นฐานสังคม และเกือบทุกชาติ มาอยู่ มากิน มาทำงาน มาทำธุรกิจ

                อยากสร้างตรงไหน..สร้าง อยากรื้อตรงไหน..รื้อ อยากขุดตรงไหน..ขุด อยากขยายตรงไหน..ขยาย อยากทำอะไร..ทำ

                เพราะอย่างนั้น......

                จะให้ใครคนใด-คนหนึ่ง แก้ปัญหามลพิษให้ถึงขั้นท้องฟ้าใส เห็นกางเกงในเทวดา

                ต่อให้แม้วตายขายเมีย ก็ไม่มีทาง!