'แค้น' ที่ต้อง 'แก้' ใน ๓ จังหวัดใต้


   

    กระสุนที่ "เจาะทะลุบาตร" และ "องค์พระปฏิมา" ที่สุไหงปาดี นราธิวาส
    เมื่อคืนวันศุกร์ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๒ 
    ไม่ได้ทะลุหายไปไหน.....
    หากแต่มันฝังอยู่ในหัวใจคนไทยพุทธ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะที่ ๓ จังหวัดใต้
    หากแต่ทั้งหมด-ทั้งมวล รวมถึงพี่น้อง "ไทยมุสลิม" ผู้เข้าถึงคำสอนองค์พระผู้เป็นเจ้า
    ถึงแม้ผ่าตัดออกได้....
    แต่ "แผลใจ" จะเป็น "แผลจำ" ตลอดไป!
    "พระครูประโชติรัตนานุรักษ์​" เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี​ เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ​ และ
    พระสมุห์​อรรถพร​ กุศลจิตฺโต​ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส​วัดรัตนานุภาพ​ บ้านโคกโก​ ตำบลโต๊ะเด็ง​ อำเภอสุไหงปาดี​ จังหวัดนราธิวาส
    ท่านถูก "โจรนอกศาสนา".....
    บุกเข้าไปในวัด กราดกระสุนปืนใส่ซึ่งๆ หน้า จนท่านทั้งสองรูปมรณภาพ อีกหลายรูปบาดเจ็บ
    แบบนี้ "ไม่จำ" ไม่ได้!
    จำ เพื่อกระตุ้นเตือนว่า เราต้อง "แก้แค้น"!!
    แต่ทีนี้ เราเป็นคนพุทธ ผู้ถูกโจรนอกศาสนากระทำโดยตรง คือวัด และพระ
    คนทั้งโลก ไม่ว่าศาสนาไหน ต่างจ้องเล็งดูว่า 
    "คนพุทธ" โดยเฉพาะคนไทย ประเทศไทย ประเทศศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ผู้มี "คำสอนพระพุทธองค์" อยู่ในหัวใจ
    จะมีปฏิกิริยาตอบสนองพฤติกรรมชั่วช้าสามานย์ของโจรกลุ่มนี้อย่างไร?
    ผมย้ำว่า "ต้องแก้แค้น"
    วิธีแก้แค้น เป็นวิธีปฏิบัติกับโจร ที่ถูกต้องที่สุด!
    แต่ต้องเข้าใจ การแก้แค้นของคนพุทธ ไม่ได้เป็นตามนัยอย่างที่ว่า แค้นนี้ต้องชำระ
    หรือเลือดต้องล้างด้วยเลือด, มึงฆ่ากู กูก็ต้องฆ่ามึง, ตาต่อตา ฟันต่อฟัน อะไรทำนองนั้น
    "ใจอภัย" ตะหาก......
    คือการ "แก้แค้น" ตามวิถีคนพุทธ!
    โกรธ...คือปฏิกิริยาตอบสนองด้วยอารมณ์ที่ขาดสติไตร่ตรอง ย่อมเกิดได้กับทุกคน 
    เมื่อทราบว่า มีคนบุกเข้าไปฆ่าพระในวัดสาดกระสุนใส่ "พระพุทธรูป" ขนาดนั้น
    เป็นใคร ใครก็ต้องโกรธ 
    ธรรมชาติของการโกรธ สักระยะก็หาย แต่ "ใจ" ที่ผูกอาฆาตพยาบาท จะไม่หาย มันจะผูกอยู่ตลอดไป
    ตรงนี้เท่ากับเรา "ผูกกรรม-จองเวร"
    คือ เอาตัวเองไปล่ามโซ่ติดกับโจรนอกศาสนานั้นไป "ทุกภพ-ทุกชาติ" 
    การผูกพยาบาท "มึงฆ่าพวกกู-กูก็ต้องฆ่าพวกมึง" แบบนี้ มักเข้าใจกันว่า "ถูกต้อง" เป็นวิถีของการ "แก้แค้น" 
    ไม่ใช่หรอก โปรดเข้าใจใหม่......
    มันเป็นการ "ผูกแค้น" ตะหาก ไม่ใช่แก้ คือผูกเขากับเราให้ติดกันด้วยกรรมคือการฆ่าตลอดไปตะหาก!
    ดังนั้นการ "อภัย" นั่นแหละ คือการ "แก้" ให้หลุดจาก "แค้น" 
    เป็นการ "เอาแค้นออกจากใจ" 
    ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธองค์ อันคนพุทธทั้งหลายควรต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ชัด
    โกรธ มันนำมาซึ่ง "ผูกแค้น-ผูกพยาบาท" เหมือนเอาโซ่ล่ามติดกันไว้
    เขาลงนรก เราก็ต้องลงกับเขาด้วย เพราะ "โซ่" คือ "ห่วงผูกแค้น" มันทั้งถ่วงและทั้งล่ามให้ติด
    การให้อภัยนี่....
    ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดกว่าการให้ทุกอย่าง ไม่ใช่ "ให้เขา" อย่างเดียว ยังเป็นการ "ให้ตัวเรา" ด้วย
    เพราะคนเรา การจะให้อภัยกันได้นั้น ขั้นแรก ต้องมีสติก่อน ไม่เช่นนั้น ยากที่จะฝืนใจ-หักใจแค้นได้ 
    เงาของโกรธ คือ อาฆาต พยาบาท
    เงาของอภัย คือ เมตตา สิ้นอาฆาต สิ้นพยาบาท
    การหมดอาฆาต หมดพยาบาท รู้..เข้าใจ ว่า สรรพสิ่ง ล้วนมีแค้นที่ยังไม่ได้แก้ เป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดต่อเนื่อง 
    นั้นเท่ากับได้ "แก้" ตัวเองหลุดจาก "แค้น" หลุดจาก "โซ่กรรม" ที่ผูกติดมาแต่กัป-แต่กัลป์ทันที!
    เราทะลึ่งขึ้น "พ้นน้ำ"
    ทั้งภพนี้-ภพหน้า "ชีวิตรอดแล้ว" จากกงกรรมพยาบาท เพราะใจไม่ผูกเวรต่อ
    ขณะเดียวกัน ผู้ฆ่า คือผู้สร้างเวร-สร้างกรรม เช่น คนนอกศาสนา ที่ฆ่าพระนี้ 
    เราหลุดจากแค้นแล้ว ......
    เขา..นอกจากไม่หลุด ยังผูกแค้นให้ตัวเองเพิ่ม มันจะทั้งถ่วงทั้งรัดตรึง ให้เขาจมลึกลงไป ที่สุดแห่งโลกันตร์นรก
    นี่แหละ......
    โลกทุกวันนี้ ที่เทไหลเข้าสู่สายธารพุทธ ก็ด้วยธรรมอันเป็นสัจจะ ที่สร้างสันติสุขได้จริง 
    "อภัย" ขับเน้นความเป็นมนุษย์ให้ต่างจากสัตว์เดรัจฉานชัดเจน เห็นชัดก็ ใจ "คนพุทธ" นี่แหละ
    "เมตตา-อภัย"......
    นี่ไม่ใช่การยอมแพ้ หงอ, กลัว หรือการเสียหน้า-ได้หน้า หากแต่ "เมตตา-อภัย"
    เป็นการชนะนิรันดร์ยิ่งใหญ่ เหนือชนะใดๆ ล้วนปลอม
    เพราะ ใครจะให้อภัยใครได้ นั้น.....
    สิ่งแรก ที่ต้อง "ชนะ" ให้ได้ก่อน คือ "ใจ" ตัวเอง 
    ใครก็ตาม เมื่อชนะใจตัวเองแล้ว โลกทั้งใบ บอกได้คำเดียว
    "อยู่ใต้ตีน"!
    การให้อภัยตามคำสอนพระพุทธองค์ เป็นแบบไหนบ้างล่ะ?
    ก็แบบ พร้อมรับการขอขมา และอโหสิกรรมผู้อื่น
    ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำตัวให้เป็นพิษเป็นภัยแก่คนอื่น
    เผื่อแผ่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ไม่โกรธ ไม่อาฆาตพยาบาทจองเวรผู้อื่น
    นี่แหละ "สันติสุข-สันติภาพ" แท้จริง จะไปแสวงหาจากคนอื่น-ที่อื่น ไม่มีหรอก
    "สันติสุข-สันติภาพ" ต้องสร้างจากธรรมชาติใจ "เมตตา-อภัย" ของแต่ละคน 
    ไม่ว่าคนชาติไหน ลัทธิ-นิกาย-ศาสนาไหน รู้จัก "เมตตา-อภัย" ต่อกัน
    เท่ากับ "แก้ความแค้น" ที่ผูกมัดติดต่อกันมาแต่ชาติไหน-ภพไหน ให้หลุดจากกันไป
    บางคนบอก "นรก-สวรรค์" เป็นเรื่องของคนพุทธ ส่วนคนศาสนาอื่น จบสิ้นกันไปในปัจจุบันชีวิตนี้
    "นรก-สวรรค์, กรรมดี-กรรมชั่ว" ไม่มีจริง เป็นเรื่องศาสนาสมมุติหลอกคน
    นั่นเรื่องคนอื่นเขา แต่เรื่องเราชาวพุทธ เข้าใจอยู่แล้ว กรรมดี-กรรมชั่ว ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้ ก็มีเห็นถมไป
    ถามว่า "เห็นจากไหน"?    
    เห็นจากใจสุข-ใจทุกข์ จากความเป็นไปในชีวิตตัวเองนี่แหละ!
    โจรที่ฆ่าพระ มันมีความสุขมั้ย มันตกนรกตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ทั้งการอยู่ การกิน การนอน
    การให้อภัยโจร.....
    คือมันฆ่าแล้ว เราก็เอ็นดูมัน ปล่อยมันไป ไม่ต้องไปทำอะไรมัน เพราะกลัวเวรกรรมงั้นหรือ?
    เข้าใจผิดแล้ว เราไปอาฆาต แล้วเราไปทำอะไรเขาได้มั้ย..อาจทำได้ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ชาวบ้าน
    แต่ละสังคม ล้วนมีกฎกติกา มีคนทำหน้าที่ควบคุม-รักษาให้เป็นไปตามกฎ แม้นรก-สวรรค์ ก็ยังมีผู้คุมกฎ
    กรณีโจรนอกศาสนาฆ่าพระนี้เช่นกัน......
    "ทหาร-ตำรวจ" เขาต้องทำหน้าที่ เพราะหน้าที่เขาคือ ผู้รักษากฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อย, ความมั่นคงบ้านเมือง
    เมื่อมีคนทำผิด เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมบ้านเมือง ในส่วนปราบปราม ต้องไปจัดการกับโจรเหล่านี้ตามกบิลเมือง
    ผู้ทำหน้าที่ ถ้าปะทะ ทำให้อีกฝ่ายถึงชีวิต ก็ไม่ถือเป็นการผูกเวร-ผูกกรรม เพราะไม่ได้ทำด้วยอาฆาตพยาบาท ขาดเจตนา
    อย่างเพชฌฆาต ประหารคนตามคำตัดสินศาล อย่างนี้เป็นการ "ทำหน้าที่" จึงไม่มีแค้นใดที่จะผูก-จะแก้ต่อกัน
    ครับ....
    เพราะรู้ใจแต่ละคนรู้สึกอย่างไร จึงอยากสะกิดไว้บ้าง ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ ให้คนมีหน้าที่เขาทำตามหน้าที่เขา
    "สำนักพุทธ" ก็ควรมาทำหน้าที่ ดูแลอุปัฏฐากพระใน ๓ จังหวัดใต้ ด้านปัจจัยสี่
    อย่าให้มีการปฏิบัติอันนำไปสู่การผิดพระวินัยของพระ เช่นการ นำกระเช้า อาหารแห้งไปถวายพระหลังเพล
    และอย่าห้ามพระบิณฑบาต 
    การไม่ให้ออกบิณฑบาต เพราะกลัวโจร ถือว่า พระพุทธศาสนาใน ๓ จังหวัดใต้ "จบแล้ว"! 
    "พระหนีภัยโจร".....
    พระยังอยู่ไม่ได้ แล้ว ทหาร-ตำรวจ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จะอยู่เพื่ออะไร?
    ดังนั้น "พลเอกประยุทธ์-พลเอกประวิตร"
    ทำอะไรก็ทำ.....
    แต่ต้องไม่ให้ "ธงชัยพระพุทธศาสนา" ใน ๓ จังหวัดใต้ ในความหมาย "ฉัพพรรณรังสี" ต้องซีดแสง.


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต