การเมืองดี๊ด๊าลงสนาม


เพิ่มเพื่อน    


    ปลดล็อกความอยาก พรรคการเมือง-กลุ่มมวลชนเคลื่อนไหวคึกคัก ขานรับเลือกตั้ง 24  มี.ค. "อยากเลือกตั้ง" ไม่อยากชุมนุมแล้ว หันไปปลุกจับปากกาฆ่าเผด็จการแทน ประชาธิปัตย์ฉับไวติดป้ายหาเสียงทันที เพื่อไทยประกาศชัยชนะเบื้องต้นหลังรอคอยมา 5 ปี "เสรีพิศุทธ์" ออกตัวแรงแจ้ง กกต.ยุบพรรคพลังประชารัฐ ฐานค้ามนุษย์ ฟอกเงิน
    หลังมีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562  และมติที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 24 มีนาคม มีความเคลื่อนไหวจากทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มมวลชนอย่างคึกคัก
    โดยเฉพาะกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ขีดเส้นตายให้รัฐบาล คสช.ระบุวันเลือกตั้งให้ชัดเจน โดยขู่ว่าหากไม่มีความชัดเจนจะจัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล ล่าสุดนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า จะไม่มีการชุมนุมในวันที่ 26 มกราคม เพราะเป็นไปตามที่ได้แถลง ขอให้ทุกท่านได้ไปเตรียมตัวในการใช้สิทธิ์ใช้เสียงขอท่าน หลังจากเฝ้ารอโอกาสที่เราจะกำหนดอนาคตของประเทศชาติด้วยเสียงของประชาชนมากว่า 5 ปี 
    "สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการขับไล่เผด็จการด้วยการลงเสียงของประชาชน หรือพิธีการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ ก็ขึ้นอยู่ที่การเลือกของประชาชนแล้วครับ ใครที่เคยบอกว่าเกลียดเผด็จการ แต่ไม่กล้าออกมาประท้วงไล่มัน ก็ขอให้ใช้เสียงหนึ่งเสียงที่อยู่ในมือท่านให้คุ้มค่าละกันนะครับ"
      ขณะที่นางสาวณัฏฐา มหัทธนา หรือ "โบว์ อยากเลือกตั้ง" โพสต์ว่า "24 มีนาจับปากกาฆ่าเผด็จการ"
      ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าถ้อยคำ "24 มีนาจับปากกาฆ่าเผด็จการ" มีการโพสต์และแชร์แพร่หลายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กลุ่มคนเสื้อแดง เป็นต้น
    ส่วนพรรคการเมืองพบว่าเริ่มดำเนินการติดป้ายหาเสียงกันอย่างคึกคัก โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 6 (พญาไท ราชเทวี จตุจักร) พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ทีมงานติดป้ายหาเสียงทันทีหลังมีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง
    เขากล่าวว่าเตรียมพร้อมการเลือกตั้งมานาน และพร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดของ กกต.อย่างเคร่งครัด ในฐานะกรรมการนโยบายของพรรค มีความมั่นใจว่าทุกนโยบายมีความชัดเจน สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืน และตนพร้อมเป็นตัวเลือกให้คน กทม.ในเขตพื้นที่ดังกล่าว 
'ธนกร' วอนอย่าสาดโคลน
    นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า อยากจะฝากไปยังทุกพรรคการเมืองให้หาเสียงอย่างสร้างสรรค์ เพราะที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองเริ่มมีการสาดโคลน ใส่ร้าย โจมตีกันตลอดเวลา จะไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ความปรองดองได้ อยากให้นำเสนอนโยบายให้พี่น้องประชาชนได้พิจารณา แข่งขันกันทางนโยบายพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์
    "ผมไม่เห็นด้วยที่พรรคการเมืองบางพรรคใช้วาทกรรมแบ่งข้างพรรคประชาธิปไตยและพรรคเผด็จการ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน  มีเสรีภาพในการเลือกตั้ง เป็นวาทกรรมที่หวังผลการเลือกตั้งเท่านั้น ในอดีตบางพรรคที่ปากบอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คนเพียงคนเดียว แล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร บ้านเมืองเสียหายเพราะพรรคการเมืองที่สร้างภาพว่าเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นวันนี้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองของพี่น้องคนไทยทุกคน เราไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก แต่จะเป็นพรรคที่จะเข้าไปเดินหน้าประเทศไทย มุ่งไปสู่การสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้คนในประเทศ" รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าว
    นายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนพรรคการเมืองพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จะต้องรู้ คือการติดป้ายประกาศหาเสียง หรือการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเป็นเรื่องใหม่  รวมถึงวงเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้สมัครใช้ได้ไม่เกินคนละ 1.5 ล้านบาท ขณะที่พรรคใช้ได้ไม่เกิน 35 ล้านบาท  ซึ่งกฎหมายใหม่ไม่ได้มีตำแหน่งสมุห์บัญชี ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้สมัครในการเตรียมความพร้อม รายงาน โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่าภายหลังการเลือกตั้ง 90 วันจะต้องรายงานค่าใช้จ่าย
    ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 28 มี.ค.พรรคเพื่อไทยจะเรียกประชุมว่าที่ผู้สมัครของพรรค เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง วันนั้นจะเห็นหน้าตาของว่าที่ผู้สมัครของพรรคทั้งหมด 
    ส่วนกรณี กกต.ออกมาระบุว่ามีพรรคประชาธิปัตย์เพียงเพียงพรรคเดียวที่ทำขั้นตอนต่างๆ พร้อมสำหรับการเลือกตั้งนั้น เข้าใจว่าอาจเป็นการคลาดเคลื่อนของข้อมูล พรรคเพื่อไทยทำขั้นตอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการตั้งสาขาพรรคในทุกภาคและตั้งผู้แทนจังหวัดครบถ้วนแล้ว อาจมีเพียงบางจังหวัดที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเท่านั้น ยืนยันเราพร้อมหมดแล้วจึงอยากให้ กกต.ระมัดระวังในการประกาศอะไรออกมา เพราะถ้ามีการคลาดเคลื่อนจะเกิดความเสียหายได้ 
ชัยชนะเบื้องต้น
    นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นับเป็นชัยชนะเพียงขั้นต้นของประชาชนที่รอคอยมาเกือบ 5 ปี จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนตื่นตัวและติดตามความเคลื่อนไหวของการเมืองในช่วงนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นชัยชนะที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน ที่จะได้รัฐบาลและนโยบายที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ซึ่งยึดโยงและตอบสนองต่อความต้องการและความสุขของประชาชนทั้งประเทศ 
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเห็นหลายเรื่องที่ไม่มีหลักเกณฑ์ เป็นการเอาดีเข้าตัว เอาความเสียหายและความไม่ดีทั้งหลายไปอยู่ที่พรรคการเมืองอื่น พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการที่จะรับเชิญจากพรรคการเมืองเพื่อไปเป็นแคนดิเดตนายกฯ ตัวเองต้องการอยู่เพื่อทำงานต่อ ในความหมายคือจะดูว่าพรรคไหนจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสทำการเมืองต่อไป และต้องไม่เป็นพรรคที่ล้มล้างทุกอย่างเพราะจะเสียเวลาเปล่า พร้อมฝากคำเตือนถึงพรรคการเมืองต่างๆ ว่าขณะนี้บ้านเมืองกำลังก่อสร้าง อยู่ระหว่างการตอกเสาเข็ม อย่าทำลายรากฐาน ทำลายกฎหมาย ไม่เช่นนั้นประเทศจะไปต่อได้หรือไม่ และอย่าทำลายเพื่อเอาชนะกันอย่างเดียว 
    เขากล่าวว่าการพูดแบบนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว คือ 1.ปูทางรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมือง 2.ตั้งเงื่อนไขหาเสียงให้ตัวเองล่วงหน้า และ 3.ทำลายพรรคที่ไม่ได้สนับสนุนตัวเอง เป็นคำพูดที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการสืบทอดอำนาจ อวดอ้างพรรคที่หนุนตัวเองว่าตั้งใจทำงานจริงจัง และเป็นการเตือนพรรคการเมืองอื่นๆ อยากถามว่ามีพรรคไหนที่จะล้มล้างกฎหมายทุกตัวที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดซึ่งไม่มีเลย คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคำพูดที่ใช้ไม่ได้เลย  เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมในการใช้งบประมาณ และอำนาจในฐานะนายกฯ เพื่อหาเสียงให้พรรคใดพรรคหนึ่ง
    นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคไทยรักษาชาติไม่ได้จะล้มล้างกฎหมายหรือสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในบ้านเมือง  แต่เป็น คสช.ที่ทำความเสียหายสะสม ทั้งการกำหนดนโยบาย กฎหมาย มาตรการต่างๆ ทำประเทศอยู่ในสภาพที่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย เป็นประเทศที่ขาดความเชื่อมั่น ทำลายสภาพเศรษฐกิจอย่างมาก ดังนั้นอะไรที่ คสช.ทำดีเราไม่แตะ แต่สิ่งที่ คสช.ทำเรื่องการออกกฎหมาย คำสั่ง คสช.ที่ลิดรอนเสรีภาพ และทำลายเศรษฐกิจ อะไรที่ต้องยกเลิกก็ต้องทำ 
กกต.สร้างความสับสน
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงการที่ กกต.ระบุว่าอาจมีพรรคการเมืองแค่ 2 พรรคที่มีคุณสมบัติครบ ในการลงสมัครรับเลือกตั้งว่า การระบุเช่นนี้สร้างความสับสนให้ประชาชน สร้างความวิตกกังวลให้พรรคการเมือง การเลือกตั้งควรจะเป็นการแข่งขันกันอย่างเสมอภาคทุกพรรคการเมือง ทุกพรรคก็มั่นใจว่า ตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วน ตนจึงอยากร้องขอให้ กกต.ระบุให้ชัดเจนว่าคุณสมบัติที่ไม่ครบหมายถึงเรื่องอะไร ควรเร่งทำให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว อย่าให้ประชาชนเสียโอกาส วันนี้ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้จะเป็นผู้ที่เสียโอกาส แต่จะเป็นการเสียโอกาสของประชาชน  
    นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า พรรคได้เตรียมเรื่องนโยบายและแคมเปญหาเสียงไว้ตั้งแต่ก่อนที่ พ.ร.ฎ.จะประกาศ โดยมีทีมวิชาการดำเนินการ และหลังจากมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง พรรคก็เตรียมเปิดตัวนโยบายและว่าที่ผู้สมัครของพรรค โดยในวันที่ 26 ม.ค.จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นคราชสีมา พร้อมนโยบายพรรคว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับพื้นที่ จ.นครราชสีมา, วันที่ 28  ม.ค.จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พร้อมนโยบายด้านกรุงเทพมหานคร และวันที่ 31 ม.ค.จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ พร้อมนโยบายระดับประเทศ ส่วนการพิจารณาคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคคืบหน้าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การพิจารณาเลือกบุคคลเพื่อพรรคสนับสนุนเป็นนายกฯ  ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
    นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่พร้อมเต็มที่ 100%  สำหรับการเข้าสู่การเลือกตั้ง ขณะนี้ได้ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตครบ 350 เขต และจะส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ทีมผู้สมัครพร้อม ทีมงานจังหวัด 77 จังหวัดก็พร้อมแล้ว โดยวันที่  26 มกราคมนี้จะมีงานเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ 30 เขต ที่หอศิลป์ กทม. และแสดงความพร้อมของพรรคอนาคตใหม่ในการเข้าสู่การเลือกตั้ง
    อย่างไรก็ตาม นางสาวพรรณิการ์ยังเตือนว่า อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะได้เลือกตั้งตามที่ กกต.กำหนด เพราะรัฐบาล คสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ในมือ สามารถเลื่อนหรือล้มการเลือกตั้งได้หากต้องการ เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชน พรรคการเมืองที่ต้องการประชาธิปไตยคืนกลับมาสู่ประชาชน ร่วมกันจับตามองและแสดงพลังกดดันให้รัฐบาลเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามที่ กกต.กำหนด
ภูมิใจไทยส่งครบ
    นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมในการเลือกตั้งมานานแล้ว โดยพรรคจะส่ง ส.ส. 350 เขต บัญชีรายชื่อ 150 เขต รวม 500 ที่นั่ง และจะเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคสู่บัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคเพียงคนเดียว และตั้งเป้าหมายเป็นพรรคแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้ กกต.ตรวจสอบพฤติกรรมการดูดผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 30 หรือไม่ โดยระบุว่าก่อนหน้านี้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองยอมรับว่ามีการดึงนั้นคนนี้มาร่วมโดยไม่ได้ใช้เงิน เหมือนเป็นการยอมรับว่ามีการดูดจริง จึงเข้าข่ายว่าเป็นการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อจูงใจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิก ถือว่าเป็นความผิดที่ กกต.สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ ดังนั้นขอให้ กกต.ประสานไปยัง ปปง.ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของทุกคนที่มีรายชื่อถูกดูดมายังพรรคพลังประชารัฐ เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการจ่ายกันเป็นเงินสดหรือเป็นเช็ค และกรณีดังกล่าวยังถือว่าเข้าข่ายค้ามนุษย์และฟอกเงินด้วย
    เมื่อถามว่ามีหลักฐานอะไรมาให้ กกต.พิจารณาบ้าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องไปหา ไปรวบรวมจากคำให้สัมภาษณ์ต่างๆ และเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน
    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า พรรคเสรีรวมไทยส่งครบทุกเขต สาขาเราก็มีครบแล้วใน 4 ภาค ตัวแทนประจำจังหวัดก็ตั้งครบทุกจังหวัด และส่งมายัง กกต.แล้ว เพราะกฎหมายกำหนดว่าเมื่อตั้งแล้วต้องแจ้ง กกต.ภายใน 15 วัน คาดว่ายังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของ กกต. แต่ กกต.ก็ไม่น่าจะออกมาให้ข่าวในแบบนี้
    "นายแสวงก็ไม่น่าจะออกมาพูดแบบนี้ ถ้าเป็นตำรวจต้องถูกตั้งกรรมการสอบไปแล้ว กกต.ก็ควรที่จะเร่งตรวจสอบและประกาศ ไม่ใช่ทำให้เกิดความสับสน อย่างพรรคผมผู้สมัครก็สับสน โทร.มาสอบถามว่าเขาเตรียมตัวที่จะลงเลือกตั้งแล้วทำไมพรรคยังตั้งสาขาและตัวแทนประจำจังหวัดไม่เสร็จ แล้วจะได้เลือกตั้งหรือเปล่า ก็ต้องอธิบายกัน เชื่อว่าพรรคอื่นๆ ก็จะเป็นเช่นนี้ ไม่อยากมองว่าการกระทำของนายแสวงมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ อาจจะประมาทเลินเล่อ" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว.


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก