เมตตา-กรุณา...นิยามรัก"วิถีพุทธ"


   


ใกล้ถึงเทศกาลวาเลนไทน์ ประเด็นเรื่องความรักมักถูกหยิบยกมานำเสนอเพื่อให้เข้ากับธีม 14 ก.พ. และหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าปัจจุบัน ความรักของหนุ่มสาวยุคใหม่มักมีจุดจบด้วยความรุนแรง บางรายก็เสียชีวิต บ้างก็พิการตลอดชีวิต จากปัญหาพิษรักแรงหึง ซึ่งล้วนเป็นความรักที่มาจากความอยากครอบครองทั้งสิ้น 
แท้ที่จริงแล้ว ความรักเป็นสิ่งสวยงาม และมีมุมมองอื่นๆ อีกมากมาย เช่น นิยามคำว่า "รัก" ในทางพุทธศาสนา     

(พระพยอม กัลยาโณ)


พระพยอม กัลยาโณ จากวัดสวนแก้ว สะท้อนคำว่า “รัก” ในมุมของพระพุทธศาสนาว่า “ความรักในนิยามของพระพุทธเจ้า ความรักคือความเมตตาและปรารถนาให้คนที่รักมีความสุข เมื่อเห็นเขามีทุกข์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ แต่ปัจจุบันความรักของคนยุคนี้เป็นอะไรที่แปลก คือเน้น “การครอบครอง” และ “ความต้องการ” มาก่อนเสมอ เมื่อเราอยากได้เขา ถ้าเขาไม่รักตอบก็มักจะจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ตัวอย่างเช่น เด็กวัยรุ่นที่เซลฟีและกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย 
พูดง่ายๆ ว่าเราไม่รักตัวเองเลย เพราะถ้ามีสติสักนิด เราก็จะคิดได้ว่าเมื่อเขาไม่รักเรา เราต้องรักตัวเอง ไม่ใช่เอาความรักไปให้เขาจนหมด ดังนั้น ความรักในมุมมองของพระพุทธศาสนา ความรักคือการทำให้คนที่รักมีความสุข ไม่เช่นนั้นจะถือเป็น “มิจฉาทิฐิ” คือความเห็นผิดไปจากความเป็นจริง หรือเป็นความรักที่ขาดสติ อีกทั้งผิดทำนองคลองธรรม เช่น การฆ่าตัวตายประชดรัก ซึ่งถือเป็นบาปมหันต์ เพราะต้องชดใช้กรรมด้วยการเกิดเป็นสุนัข 500 ชาติ”

(พระครูสิริวิหารการ)


ขณะที่ พระครูสิริวิหารการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ให้มุมมอง “คำว่ารัก” คล้ายคลึงกันว่า “ในทางพุทธศาสนา “คำว่ารัก” คือการเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน เวลาที่เห็นคนรักมีความสุข หรือเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องพลอยยินดีกับเขา อีกทั้งต้องเกื้อกูลกัน ที่ลืมไม่ได้คือต้องมีความกรุณาต่อกัน ยกตัวอย่างความรักของพ่อแม่ เป็นต้น ที่ต้องมีทั้ง 3 สิ่งที่บอกมา จึงจะถือว่าเป็นความรักที่แท้จริง แต่ความรักของคนทั่วไปในยุคนี้ หรือความรักทางโลกนั้น ภาษาพระจะพูดว่า มักเจือปนด้วย “กามคุณ” หรือ “กามราคะ” ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า เรามักจะมุ่งยินดีและชอบในสิ่งสวยงาม ซึ่งถูกใจเรา ก็จะเกิดความประทับใจและรักในสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อไรก็ตามที่เราเห็นคนหน้าตาดีและต้องการให้เขามาเป็นแฟนเรา เมื่อไม่ได้ดังปรารถนา เราก็จะเกิดความโกรธและไม่พอใจ กระทั่งเกิดเป็นความต้องการอยาก “ครอบครอง” ก็ถือว่าไม่ถูกต้องแล้ว 
“เท่าที่พระอาจารย์ดูแล้วนั้น ความรักของเด็กยุคโซเชียลมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดการกลั่นกรอง ตลอดจนขาดการพินิจพิเคราะห์ว่าความรักที่เข้ามานั้นมันจะไปด้วยกันได้จริงๆ หรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เด็กมักจะถูกใจกันง่ายและก็เลิกกันง่าย เรียกได้ว่าเป็นความรักที่มีความหลากหลายอยู่สูงมาก พูดให้ถูกคือต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันจริง แต่จะมี “ความหลง” เป็นเหตุให้เกิดความรักมากกว่า นั่นจึงทำให้ความรักไม่ยั่งยืน หรือเกิดความผิดพลาด จนกระทั่งก่อทุกข์ เป็นต้น”

(หลวงปู่พุทธะอิสระ)


ปิดท้ายกันที่ หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย ให้มุมเรื่อง “ความรักในทางพุทธศาสนา” ว่า ไม่มีอยู่พจนานุกรม ตรงข้ามกัน คำว่ารักในมุมของพระพุทธเจ้ามองว่า ความรักเป็นความอยาก ความตะกละ และทะเยอทะยาน “อันที่จริงแล้วความรักในทางพระพุทธศาสนาไม่มี จะมีก็แต่ความเมตา กรุณา ที่ต้องมาพร้อมกับการให้อภัย เพราะถ้าเมตตาอย่างเดียวและไม่ให้อภัย จึงไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีเมตตา เช่น ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อบุตร สรุปให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยพูดถึงเรื่องความรัก มีแต่เรื่องความเมตตาและความกรุณา รวมถึงการให้อภัยที่บอกไปข้างต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกกันว่า “พรหมวิหาร 4” ที่ประกอบด้วย 1.เมตตา 2.กรุณา 3.มุทิตา 4.อุเบกขา
แต่ถ้าพูดถึงความรักในทางโลกที่เชื่อมโยงกับเทศกาลวาเลนไทน์ หรือความรักของพระเจ้าตามศาสนาคริสต์ ที่หลวงปู่เคยไปเทศนาสอนเด็กนักเรียนในแง่ของการที่คนสองคนรักกัน กระทั่งแต่งงานมีลูกนั้น ความรักในลักษณะดังกล่าวต้องเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จับต้องได้ และมีคุณค่า หมายความว่าต้องเป็นรักที่ช่วยเหลือกัน สนับสนุนและส่งเสริม ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หรือที่เรียกกันว่า “รักคือการให้” นอกจากนี้ก็ยังมีอีกมุมมองความรักที่เรียกกันว่า “รักของซาตาน” ซึ่งจะมองว่าความรักเป็นของกู ใครแตะต้องไม่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะทำให้เกิดความหวาดระแวง กอบโกย เห็นแก่ตัว มีแต่การเอาเปรียบ สุดท้ายแล้วก็จะตกเป็นจำเลย และเป็นผู้ที่น่ารังเกียจในสังคม”.


ม็อบ "ขยะ-รกเมือง" ที่สุด ก็ม็อบ "เห็บแม้ว" นี่แหละ! อย่างแก๊ง "จ่านิว-นายโรม"........ ถ้าเป็นเขมร-ญวนยุคก่อน เขาไม่เอาไปทำปุ๋ยหรอก

'ธรรมศาสตร์กับศิษย์ประสาท'
หน้าที่ 'เจ้าภาพ' ฉลอง ๔ ปี
'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'
ว่าด้วย "มืดมนและอันตราย"
'บวชซ่อนชั่ว-บวชศรัทธา'?
มาเลย์ที่ 'มีมากกว่าอายุ'