รบ.หน้าต้องปรองดองทุกพรรค


เพิ่มเพื่อน    

      “ประยุทธ์” ยังแทงกั๊กจนหยดสุดท้าย   ลั่นขึ้นอยู่กับประชาชนให้ทำต่อหรือไม่ ชี้ยังมีเวลาตัดสินใจถึง 8 ก.พ. “พปชร.” ถือฤกษ์ 15.45 น. ออกจากพรรคไปส่งเทียบเชิญ “ลุงตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล “สมคิด” ส่งเสียงมาจากญี่ปุ่นบอก “บิ๊กตู่” ยังเหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่าน หวังตอบรับคำเชิญ วิษณุแจง “นายกฯ” หมดสิทธิ์หาเสียงทั้งในและนอกเวลาราชการให้พรรคที่ตอบรับ แต่ยังจัดรายการ-ครม.สัญจรได้ พร้อมให้ว่าที่ ส.ส.ขึ้นป้ายคู่ได้ เพื่อไทยเคาะชื่อแล้ว “สุดารัตน์-ชัชชาติ-ชัยเกษม” ส่วน “วิโรจน์” ให้นั่งแท่นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่ง
      เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ม.ค. นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการเสนอเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในบัญชีรายชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคว่า พรรคได้ประสานไปถึงทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์เรียบร้อยแล้ว ว่าภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 1 ก.พ. จะนำคณะผู้บริหารพรรค 4-5 คนไปเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 16.30 น. เพื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ให้มาอยู่ในบัญชีนายกฯ ลำดับที่ 1 พร้อมนำเอกสารที่เกี่ยวกับนโยบายและแนวทางพรรคไปมอบให้เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจตอบรับ ส่วนการเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นั้นพรรคยังไม่ได้ติดต่ออย่างเป็นทางการ เนื่องจากนายสมคิดยังติดภารกิจอยู่ที่ต่างประเทศ คาดว่าเมื่อนายสมคิดเดินทางกลับก็จะติดต่อประสานไป 
    “ยังตอบไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตอบรับเมื่อใด ซึ่งพรรคหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกรุณาตอบรับคำเชิญของพรรค และคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์คงต้องใช้เวลาพิจารณาเอกสารเล็กน้อย เรายังมีเวลาระหว่างวันที่ 4-8 ก.พ. ในการยื่นชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 350 เขตของพรรคในวันที่ 2 ก.พ.นั้น จะบอกให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนได้รับทราบว่าเราได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์เรียบร้อยแล้ว” นายอุตตมกล่าว และว่า ถึงตอนนี้มีการรณรงค์หาเสียงให้เลือกระหว่างพรรคทหารกับพรรคฝั่งประชาธิปไตยว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคมาถามว่าเห็นทหารหรือไม่ สิ่งที่พูดเป็นเหมือนวาทกรรมทางการเมืองที่ป้ายสีออกมา และที่บางคนพูดเรื่องประชาธิปไตย ถามว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งพรรคไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นแบบไหน แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยของคนไทย
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษก พปชร. กล่าวว่า ในวันที่ 1 ก.พ. เวลา 15.45 น. แกนนำพรรค นำโดยนายอุตตม จะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งการเลือกเวลาดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฤกษ์ยามแต่อย่างใด
    ทั้งนี้ กำหนดการของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 1 ก.พ.นั้น ในช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์จะแถลงผลการดำเนินงานปีที่ 4 ของรัฐบาลที่ตึกสันติไมตรี และในเวลา 16.30 น. จะให้นายอุตตมพร้อมคณะเข้าพบเพื่อเชิญให้เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ ในนามพรรค พปชร. ส่วนกำหนดการในวันที่ 2 ก.พ.นั้นเดิมจะมีกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับประชาชนในช่วงเช้าที่สวนวชิรเบญจทัศ ก่อนไปพบกับตัวแทนผู้ค้า กลุ่มสหกรณ์ สมาคม กลุ่มตัวแทนผู้ค้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักรนั้น คณะทำงานนายกฯ ได้เลื่อนกิจกรรมดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากเกรงว่าอาจสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายการเลือกตั้งได้
ลั่นมีเวลาถึง 8 ก.พ.
    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีพรรค พปชร.มีมติจะส่งเชิญให้อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคว่า วันนี้ยังไม่มีการทาบทามมา ที่พรรคเสนอชื่อตนเองนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา ก็มีเวลาไปถึงวันที่ 8 ก.พ. เขาเชิญมาเมื่อไหร่ก็รับและยินดี ขอบคุณนะ แต่ยังไม่รับ ขอบคุณที่เชิญ
    เมื่อถามว่า พปชร.จะมาเทียบเชิญในวันที่ 1 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า ถ้ามาเชิญ ก็รับทราบว่ามาเชิญ ส่วนจะรับหรือไม่รับนั้น มีเวลาพิจารณา ประกาศ เซ็นตอบรับในเอกสาร จนถึงวันที่ 8 ก.พ. ไม่ต้องมาถามทุกวัน 
    ถามอีกว่า การตัดสินใจทางการเมืองในครั้งนี้คิดมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เคยคิดอยู่แล้ว ไม่เคยคิดแม้แต่วันเดียว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นปัญหาต่างๆ ก็คิดว่าจำเป็นต้องทำต่อหรือไม่ ประชาชนอยากให้ทำต่อหรือไม่ ซึ่งอยู่ที่ประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ตนเอง
    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานในการรับมอบสมุดปกขาวนโยบายเศรษฐกิจฐานรากสู่แนวทางการปฏิบัติ ที่ทำเนียบฯ ตอนหนึ่งว่า  ประชาชนบอกนายกฯ ประยุทธ์พูดไม่เพราะ แต่ตนเองทำจริง เพราะกำลังทำอยู่ พอบอกอย่างนี้ก็บอกว่าได้เปรียบ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่ไปในทางการเมือง ก็เขียนนิยายกันได้ทุกวัน เอาไว้ให้เข้าไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน เพราะต้องระมัดระวังให้มากที่สุด แล้ววันนี้มันได้เปรียบอย่างไร แล้วแต่ก่อนนั้นที่ท่านเป็นรัฐบาลไม่ใช่ว่าได้เปรียบหรือ ก็เป็นรัฐบาลมาก่อนทั้งนั้นแหละ พวกที่ออกมาพูดๆ นั่น
    "รัฐบาลหน้าต้องเป็นรัฐบาลที่สามารถปรองดองทุกพรรคการเมืองได้ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนทั้งสิ้น ประชาชนจะเป็นตัวกำหนดเอง ทุกคนต้องปรองดองกัน เมื่อมาเป็นรัฐบาล หลังเลือกตั้งจะมาเดินขบวนกันอีกไม่ได้ จะตีกันอีกไม่ได้ ประชาชนเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น เพราะท่านเป็นคนเลือกตั้งพรรคการเมืองใดก็ตามที่มีนโยบายในการปรองดอง ทำให้ทุกคนมาทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยปฏิรูปการเมืองใหม่ทั้งหมดนั่นแหละ ท่านควรสนับสนุนอย่างนั้นเข้าใจหรือเปล่า" นายกฯ กล่าว
    นายสมคิดกล่าวที่ญี่ปุ่นระหว่างโรดโชว์ในเรื่องนี้ว่า ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการทั้งสิ้น กลับไปไทยค่อยว่ากัน แต่หวังอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์จะรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. เพราะเคยประกาศว่าช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ และ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำที่เหมาะกับสถานการณ์นี้ ซึ่งวันนี้ยังมีความเห็นเหมือนเดิม ก็หวังว่าท่านจะรับเป็นแคนดิเดตของพรรคที่ท่านเห็นสมควรและเห็นว่าเหมาะสม
    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กล่าวเรื่องนี้ว่าไม่มีความเห็น และไม่อยากก้าวก่าย แล้วแต่ท่าน ตัดสินใจ แต่หากพูดในฐานะเพื่อน มีความรู้สึกสงสาร ท่านเหนื่อยมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา และท่านเป็นคนตั้งใจทำงาน เวลาจะทำอะไรก็ตั้งใจจะทำให้ดี ซึ่งทั้งหมดเชื่อว่าท่านต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง และตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมารู้ว่าเวลาที่ท่านตัดสินใจ ท่านจะมีหลักคิดและเหตุผลเป็นข้อๆ เป็นขั้นเป็นตอนเสมอ ฉะนั้น ท่านคงคิดอย่างรอบคอบแล้วในการตัดสินใจ ท่านเสียสละมาก วันนี้ก็โดนรุมทุกอย่าง
    เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาเล่นการเมืองต้องโดนขุดคุ้ยและโจมตี พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า อยากเห็นสังคมไทยหลุดพ้นและก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ ถ้ายังไม่หลุดพ้นและไม่ก้าวข้าม เราจะหาคนดีๆ มาทำงานยาก ความจริงแล้วประเทศไทยมีคนดี มีความสามารถและอยากช่วยประเทศชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอมาเจอแบบนี้ก็ไม่อยากเข้ามา นอกจากนี้บางเรื่องที่โจมตีก็ไม่ใช่เรื่องจริง และก็กลายเป็นคนนี้เป็นคนไม่ดี 
ตุ๊ดตู่เตือนบิ๊กตู่ให้หยุด
    ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า นับจากนี้จนถึงวันที่ 4 ก.พ. จะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นทางเลือกระหว่างสวรรค์กับนรก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์รู้ดีที่สุดว่าความนิยมของพรรค พปชร.อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะมีอำนาจมากแค่ไหน การยอมรับไม่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย 
    “หากเป็นผม จะหยุดในเวลาที่ดีที่สุด เพราะหากยังเดินหน้าช่วงเวลาต่อจากนี้จะเป็นเวลาที่ติดลบและจะมีจุดจบไม่ต่างจากรุ่นพี่ทหารหลายๆ คน แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่หยุด ก็เป็นกรรมใครกรรมมัน ไม่มีพรรคไหนหวาดกลัว การที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่ในรายชื่อ เนื่องจากประชาชนทราบดีถึงผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลแล้ว และจะยิ่งเป็นการช่วยเหลือพรรคการเมืองอื่นในการหาเสียงด้วย อีกทั้งหาก พล.อ.ประยุทธ์ รับอยู่ในรายชื่อที่เขาเสนอแล้ว ก็จะมีสภาพเหมือนมีหนามตำเท้าอยู่ตลอดเวลา จะไม่มีความสุขแม้แต่วันเดียว”
    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับเข้าบัญชีรายชื่อของพรรค พปชร. เสนอตัวเป็นนายกฯ อาจสุ่มเสี่ยงถูกยุบพรรคจากกรณีผลประโยชน์ขัดกันทางตรงและทางอ้อม ว่าไม่เกี่ยวกันเลย ใครจะไปกล่าวหากันก็ได้ แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับ พปชร.แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่สามารถหาเสียงได้ทั้งในและนอกเวลาราชการ
    ต่อมานายวิษณุได้มีประชุมร่วมกับ กกต.ในเรื่องการวางตัวของนายกฯ รัฐมนตรี และข้าราชการในช่วงการเลือกตั้ง โดยเมื่อเวลา 17.00 น. นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. ได้ออกจากวงหารือ โดยระบุว่า กกต.ได้ขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเกี่ยวกับการวางตัวของข้าราชการ โดยที่ประชุมจะเชื่อมโยงไปตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติจำนวนมาก จึงจะมีการยกร่างเรื่องดังกล่าวใหม่ โดย กกต.จะนำเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า วันที่ 5 ก.พ. ซึ่งในส่วนของ กกต. มีเรื่องที่รับผิดชอบเพียงเท่านี้ สวนเรื่องอื่นๆ ที่ยังมีข้อสงสัยนั้นในที่ประชุมกำลังพิจารณากันอยู่ เพราะ กกต.ไม่มีหน้าที่
    “ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายหารือกับ กกต.ว่าอะไรทำได้หรือไม่นั้น ได้ปฏิเสธแล้ว เพราะ กกต.ไม่รับหารือ เนื่องจากการกระทำผิดบางเรื่องอยู่ในอำนาจ กกต.พิจารณา แต่บางเรื่องอยู่ในอำนาจศาลพิจารณา ดังนั้น กกต.จะไม่วินิจฉัยก่อนมีการร้องขึ้นมา เมื่อเคสยังไม่เกิด กติกามันหยุมหยิมมาก รอให้เคสเกิดขึ้นมาค่อยว่ากัน ซึ่ง กกต.มีแนวทางการทำงานแบบนี้” นายณัฏฐ์กล่าว
    ต่อมาเวลา 17.40 น. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯ และโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงถึงผลประชุมว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อในบัญชีแล้วในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยังถือทำได้ตามปกติ ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) และการลงพื้นที่นั้นในทางกฎหมายถือว่าทำได้ แต่อาจต้องหารือเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เนื่องจากแต่ละครั้งมีประชาชน ข้าราชการมาร่วมต้อนรับเป็นจำนวนมาก จึงอาจต้องระมัดระวัง
    นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องไม่ไปให้คุณให้โทษกับพรรคการเมืองอื่น และนายกฯ ต้องระมัดระวังการพูดคุยกับประชาชน และการให้สัมภาษณ์ที่ไม่ไปกระทบกับการเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อป้องกันข้อครหาที่เป็นผู้คุมกฎและเป็นผู้เล่นในตัว รวมถึงทุกอย่างที่ทำก็ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะให้คุณให้โทษกับพรรคที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และหาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับการเสนอชื่อ ผู้สมัครของพรรคนั้น ก็สามารถขึ้นรูปคู่บนป้ายหาเสียงกับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคยังสามารถลงไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่นั้นได้ แต่ต้องระมัดระวังการปฏิบัติตัว ต้องไม่ปฏิบัติต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นพิเศษ
ย้ำรัฐบาลอำนาจเต็ม
    “ยืนยันรัฐบาลมีอำนาจเต็ม การอนุมัติงบประมาณ การแต่งตั้ง โยกย้าย ยังเป็นไปตามปกติเช่นเดียวกับการลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ส่วนการประชุม ครม.สัญจร อาจต้องหารือเป็นรายครั้งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ขณะที่ในส่วนของการใช้โซเชียลมีเดียถือเป็นการดำเนินการส่วนตัวของนายกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ แต่ในอนาคตถ้านายกฯ ตอบรับพรรคการเมืองใด เพื่อความปลอดภัยอาจส่งหนังสือถึง กกต. และหยุดการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลฯ ทั้ง 4 ช่องทางชั่วคราว จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมผู้ที่มาโพสต์แสดงความเห็นสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนได้” นายพุทธิพงษ์ระบุ
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีพรรคมีมติเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องลาออก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์มาในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้ออกมาช่วยหาเสียง และที่ผ่านมาไม่มีประเพณีปฏิบัติที่ไหน
    ส่วนความเคลื่อนไหวของบัญชีนายกฯ ของพรรคอื่นนั้น ที่พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุมเรื่องดังกล่าว ก่อนที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท.แถลงว่า มติพรรคได้อนุมัติผู้สมัครเขตเลือกตั้ง 250 เขต ประกอบด้วย ภาคเหนือ 51 เขต, อีสาน 112 เขต, กลาง 55 เขต, ใต้ 10 เขต และ กทม. 22 เขต แม้เราจะส่ง 250 เขต แต่ก็มั่นใจจะประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะทั้ง 250 เขต ส่วนบัญชีรายชื่อแคนดิเดตฯ ที่ประชุมได้นำรายชื่อ 5 รายชื่อมาหารื อพร้อมกับผลความเห็นจากเว็บไซต์ได้ตัดสินใจสรุป 3 รายชื่อ คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ จะถูกนำเสนอเป็นนายกฯ ของพรรค 
    มีรายงานว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคนั้น แม้จะหลุดจากบัญชีนายกฯ แต่ก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับหนึ่งของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค   
    ทั้งนี้ นายชัชชาติได้ปราศรัยตอนหนึ่งที่ จ.นครราชสีมา ว่ายังไม่ทราบได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์อะไร แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในบัญชีของ พปชร.ก็พร้อมดีเบตในเรื่องนโยบาย
    นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวยืนยันว่า พรรคมีมติเอกฉันท์ที่จะเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคนเดียวในบัญชีนายกฯ และในวันที่ 1 ก.พ. กรรมการบริหารพรรคจะประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว และจะจัดประชุมผู้สมัครเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขต และระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปสมัครในวันที่ 4 ก.พ.
     นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวว่า พรรคยังไม่ได้หารือกัน หลังจากนี้อีก 1-2 วันก็คงต้องหารือ และอยู่ที่พรรคจะพิจารณา
    ส่วนนายจตุพรกล่าวปฏิเสธข่าว พช.จะเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เป็นหนึ่งในรายชื่อนายกฯ โดยระบุว่า พรรคจะเสนอนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวเท่านั้น
    ที่สำนักงาน กกต. น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำกรุงเทพฯ กล่าวถึงผลการประชุมกับปลัด กทม. ถึงการกำหนดพื้นที่ปิดประกาศแผ่นป้ายหาเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าได้ลงประกาศใน www.ect.go.th/bangkok และที่สำนักงานเขตทุกเขตแล้ว และขอให้ผู้สมัครระมัดระวังเกี่ยวกับการจัดทำแผ่นป้ายหาเสียงตามกฎหมาย เพราะ กกต.กทม.จะมีคณะทำงาน และผู้ตรวจการเลือกตั้งคอยตระเวนตรวจสอบ หากพบความผิดจะแจ้งให้ปลัด กทม.หรือผู้อำนวยการเขตสั่งให้ผู้สมัครแก้ไขภายในกำหนดเวลา หากพ้นกำหนดเวลา กกต.จะเข้ารื้อถอนและคิดค่าใช้จ่ายกับผู้สมัคร รวมทั้งส่งเรื่องให้วินิจฉัยไต่สวนชี้ขาดความผิดตามกฎหมายต่อไปด้วย
    ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.กล่าวภายหลังการตรวจความพร้อมในการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ว่าพรรคการเมืองสามารถยื่นบัญชีของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต.กลางได้เมื่อมีสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตแล้วอย่างน้อย 1 เขต โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตครบ 350 เขต 
    สำหรับกรณีการวิจารณ์การ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจะส่งผลให้ ครม.สิ้นสภาพหรือไม่นั้น นายอุดม รัฐอมฤต อดีตโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า หากนายกฯ ลาออก ถือว่าความเป็น นายกฯ จะสิ้นสุดเฉพาะตัว ครม.ที่เหลือยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่หากนายกฯ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 167 (1) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98  อาทิ ถูกจำคุก ถูกคำพิพากษาตัดสินทุจริต   ติดยาเสพติด ล้มละลาย เป็นเจ้าของสื่อมวลชน เป็นต้น และมาตรา 160 (4) ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรา 160 (5) มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ครม.จึงจะไปทั้งคณะ.


"โควิด" ก็เหอะ จ๋อยเป็นเหมือนกัน! เมื่อเจอ "ฮามาส-ปาเลสไตน์" กับ "อิสราเอล-ยิว" ถล่มใส่กันแหลก

"ควรมีคนเช่นนี้อยู่หรือ?"
โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน